2 ส.ค. เวลา 04:11 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

"The Odyssey - มหากาพย์โอดิสซี" ไม่ได้ดีขนาดนั้น!?

หนังล่าสุดของ “คริสโตเฟอร์ โนแลน” หยิบเรื่องราวการเดินทางกลับบ้านของ “โอดิสซีอุส” มาสร้างเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ โดยใช้เทคโนโลยีฟิล์มไอแมกซ์รุ่นใหม่ ถ่ายทำในหลายพื้นที่ทั่วโลก และเข้าฉายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026
“แมตต์ เดมอน” รับบท “โอดิสซีอุส”
“แอนน์ แฮทธาเวย์” รับบท “เพเนโลพี”
“ทอม ฮอลแลนด์” รับบท “เทเลมาคัส”
“โรเบิร์ต แพตทินสัน” รับบท “แอนตินูส”
และ “เซนเดยา” รับบท “เทพีอะธีนา”
เรื่องราวเริ่มต้นจากผลพวงของสงครามกรุงทรอย ก่อนติดตาม “โอดิสซีอุส” ผู้พยายามเดินทางกลับบ้านที่อิธากา
ในขณะเดียวกัน “เพเนโลพี” กำลังถูกกดดันให้เลือกสามีใหม่ “เทเลมาคัส” กำลังเติบโตขึ้นเพื่อรับหน้าที่เป็นผู้สืบทอด ส่วนเหล่าผู้มาสู่ขอก็กำลังพยายามเข้าครอบครองบ้านของชายผู้หายสาบสูญไป
เรื่องราวนี้สืบเนื่องมาจากสงครามกรุงทรอย ซึ่งเกิดขึ้นจากการแย่งชิงสตรีผู้ได้รับการขนานนามว่างดงามที่สุดในแผ่นดินอย่าง “เฮเลน” หลังจากนางถูก “ปารีส” โอรสแห่งกรุงทรอย พาตัวมาจากเมืองสปาร์ตา จนนำไปสู่สงครามที่ยาวนานร่วมสิบปี
ภาพยนตร์มีความยาวเกือบสามชั่วโมง ภายใต้การตีความและการสร้างสรรค์ของผู้กำกับมือทองอย่าง “คริสโตเฟอร์ โนแลน”
เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานอย่าง Memento, The Dark Knight, Inception, Interstellar, Dunkirk, Tenet และ Oppenheimer
ลายเซ็นสำคัญในการกำกับของ “โนแลน” คือ การเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเส้นตรง มีเรื่องราวหลายเส้นดำเนินควบคู่กัน ก่อนจะกลายเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ประกอบกันจนสมบูรณ์ในช่วงท้าย
ตัวเอกของเรื่องคือ “โอดิสซีอุส” กษัตริย์นักรบผู้วางแผนใช้ม้าโทรจันเป็นอุบายในการตีกรุงทรอยจนแตกพ่าย เขาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำทัพอย่าง “อะกาเมมนอน” และได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะในสงคราม
อย่างไรก็ตาม สงครามได้ทิ้งบาดแผลลึกเอาไว้ในจิตใจของเขา ทั้งความรู้สึกผิดจากการละเมิดกฎของ “เทพเจ้าซูส” และการที่ผู้คนจำนวนมากต้องล้มตาย
หลังจากออกจากบ้านเกิดมานานร่วมสิบปี เขาจึงเริ่มต้นเดินทางกลับไปหาภรรยาสุดที่รักอย่าง “เพเนโลพี”
ระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทรพร้อมไพร่พลหลายร้อยนายและเรือสี่ลำ พวกเขากลับไปทำร้าย “ไซคลอปส์” ยักษ์ตาเดียวซึ่งเป็นบุตรของ “เทพโพไซดอน” เทพเจ้าแห่งท้องทะเล
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ “เทพโพไซดอน” พิโรธ การเดินทางกลับบ้านของ “โอดิสซีอุส” จึงเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งฟ้าฝน พายุ และทะเลคลั่ง เหล่านักรบต่างทยอยล้มหายตายจากไปจนเหลือเพียง “โอดิสซีอุส” คนเดียว
เขาไปติดอยู่บนเกาะลึกลับแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของ “คาลิปโซ” ซึ่งรับบทโดย “ชาร์ลิซ เธอรอน” นางเป็นเทพีพรายน้ำที่หลงรักพระเอกของเรา
ในช่วงเวลานั้น “โอดิสซีอุส” อยู่ในสภาพซึมเศร้าและแทบจำอะไรไม่ได้ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานถึงเจ็ดปี กระทั่งวันหนึ่ง มนตร์สะกดจากกลีบบัวที่เขาเคยกินเข้าไปเริ่มคลายลง ความปรารถนาที่จะกลับบ้านไปหาลูกและภรรยาจึงหวนกลับมาอีกครั้ง
อีกเส้นเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่เมืองอิธากา
“เพเนโลพี” ภรรยาผู้เฝ้ารอการกลับมาของสามีนานร่วมยี่สิบปี ยังคงอดทนและมั่นคงต่อความรักของตน ที่สำคัญ นางยังดูสวยเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีความแก่เลยหนอ... (ฮา)
ส่วนลูกชายอย่าง “เทเลมาคัส” ซึ่งรับบทโดย “ทอม ฮอลแลนด์” พระเอกสไปเดอร์แมนของเรา ก็เติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว
ระหว่างนั้น มีกษัตริย์และชายจากเมืองต่าง ๆ เดินทางมาสู่ขอ “เพเนโลพี” โดยมี “แอนตินูส” เป็นผู้นำของเหล่าผู้มาสู่ขอ ทุกคนต่างเฝ้ารอให้ราชินียอมเลือกแต่งงานใหม่
ดูแล้วก็รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกันครับ เพราะแต่ละคนอายุอ่อนกว่านางกันเป็นรอบ แต่ “เพเนโลพี” ก็ใจแข็งมาก ยังคงรอสามีและทอผ้าไปอย่างอดทน น่านับถือหัวใจของนางจริง ๆ
ท้ายที่สุด พระเอกสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างพิสดารด้วยแพไม้เพียงไม่กี่ท่อน สงสัยว่า “เทพโพไซดอน” คงหายพิโรธแล้ว
“เทพโพไซดอน” ที่เมืองหลวงบ้านเรา มีแต่คอยมอบความสุขให้มนุษย์นะครับ... (ฮา)
สุดท้าย ภาพยนตร์จบลงในลักษณะปลายเปิดตามสไตล์ของ “โนแลน” ปล่อยให้ผู้ชมเติมคำตอบและตีความเรื่องราวกันต่อไปด้วยตัวเอง
โดยส่วนตัว หลังจากชมภาพยนตร์จบแล้ว ต้องขอชื่นชมทีมผู้สร้างก่อนว่า งานโปรดักชันยอดเยี่ยมมาก
ภาพจากกล้องไอแมกซ์และฟิล์มขนาด 70 มม. มีความตระการตา ระบบเสียงและการตัดต่อภาพแทบไร้ที่ติ การดำเนินเรื่องชวนให้ติดตามและคิดตาม จึงไม่รู้สึกน่าเบื่อ แม้ภาพยนตร์จะมีความยาวเกือบสามชั่วโมงก็ตาม
ด้านการแสดง “แอนน์ แฮทธาเวย์” สวมบทบาทราชินี “เพเนโลพี” ได้ดีมาก ส่วน “โรเบิร์ต แพตทินสัน” ก็แสดงบทร้ายได้ยอดเยี่ยม จนแทบสลัดภาพจำจากการเป็นเจ้าชายแวมไพร์ออกไปได้หมด
สิ่งที่อยากตำหนิคือการแสดงของ “แมตต์ เดมอน” ในบท “โอดิสซีอุส” ซึ่งผมรู้สึกว่าตัวละครยังไม่ค่อยมีมิติมากนัก
“โอดิสซีอุส” ในบทประพันธ์ดั้งเดิมเป็นคนฉลาด มีไหวพริบ และค่อนข้างเจ้าเล่ห์ แต่ตัวละครในมุมมองของ “โนแลน” กลับดูไม่ค่อยแสดงคุณสมบัติเหล่านั้นออกมาให้เห็นเท่าไรนัก ส่วนใหญ่เหมือนพยายามหนีเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา
“เซนเดยา” ในบท “เทพีอะธีนา” ผู้คอยช่วยเหลือพระเอก ก็ให้ความรู้สึกเหมือนยกภาพลักษณ์มาจากภาพยนตร์เรื่อง Dune อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสีหน้าและอารมณ์ที่ค่อนข้างอยู่ในโทนเดียวตลอดทั้งเรื่อง
ฉากสงครามในภาพยนตร์ก็ถูกเล่าอย่างรวบรัด ไม่ได้มีความยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับ Troy ฉบับปี 2004 ที่นำแสดงโดย “แบรด พิตต์”
มีหลายประเด็นที่ “โนแลน” พยายามนำเสนอให้ผู้ชมมองไปในทิศทางเดียวกับเขา โดยเฉพาะแนวคิดต่อต้านสงคราม ฉากต่อสู้ในเรื่องแทบไม่ปรากฏเลือดให้เห็นแม้แต่หยดเดียว จึงทำให้ผมรู้สึกว่าขาดความสมจริงไปพอสมควร
อีกหนึ่งสิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือการออกแบบตัวละคร “เฮเลนแห่งทรอย” ให้มีรูปลักษณ์แตกต่างจากขนบความงามที่ผู้ชมคุ้นเคย
ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่า ผู้สร้างอาจกำลังเสียดสีว่า ผู้คนต้องทำสงครามและล้มตายกันมากมายเพราะผู้หญิงคนหนึ่งจริงหรือ หรือความงามของ “เฮเลน” เป็นเพียงข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้เพื่อเริ่มต้นสงครามเท่านั้น
ภาพยนตร์ยังเลือกนักแสดงจากหลากหลายเชื้อชาติมารับบทเป็นทหารกรีกและลูกน้องของ “โอดิสซีอุส” รวมถึงเลือก “เอลเลียต เพจ” มารับบททหารกรีกร่างเล็กผู้ทำหน้าที่เฝ้าม้าโทรจัน โดยปรากฏตัวอยู่ประมาณสองฉาก
ผมเข้าใจว่าผู้สร้างต้องการสื่อสารเรื่องความหลากหลาย แต่ในบางช่วงก็รู้สึกว่าการเลือกนักแสดงและการออกแบบตัวละครอาจทำให้ความสมจริงทางประวัติศาสตร์และบรรยากาศของโลกกรีกโบราณลดลงไป
โดยรวมแล้ว ตัวภาพยนตร์เน้นความหม่นและดราม่าภายในจิตใจของตัวละคร มากกว่าความยิ่งใหญ่ของสงครามกรีก หรืออำนาจของเหล่าทวยเทพที่มักเข้ามาแทรกแซงชีวิตมนุษย์
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์เป็นส่วนใหญ่ หลายคนยกย่องและให้คะแนนสูง พร้อมบอกว่ายินดีกลับไปชมซ้ำหลายรอบ
แต่สำหรับตัวผมเอง อาจเป็นเพราะเคมีไม่ตรงกับภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงไม่ได้รู้สึกชื่นชอบหรือเห็นด้วยกับเสียงชื่นชมทั้งหมดจากนักวิจารณ์
ขอให้คะแนน The Odyssey อยู่ที่ 6/10 ครับ
โฆษณา