Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
4 ส.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ
มือถือ G-net หายไปไหน? ราชา House Brand ไทยยุคปี 2000 ที่หายสาบสูญ
ให้ลองหลับตานึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังไม่ได้ใช้สมาร์ตโฟนหน้าจอสัมผัสลื่นปื๊ดแบบทุกวันนี้
ยุคนั้นมือถือมีดีไซน์แปลกตาและสนุกกว่านี้เยอะมาก
เรามีทั้งมือถือแบบฝาพับสุดเท่ มือถือสไลด์ที่ดูโฉบเฉี่ยว หรือแม้แต่แบบหมุนหน้าจอได้ก็ยังมีให้เห็นเกลื่อนตาไปหมด
แต่ฟีเจอร์ที่ถือว่าโคตรล้ำและเป็นตัวตึงสุดๆ ในตอนนั้น คือการที่มือถือมีเสาอากาศซ่อนอยู่ ดึงออกมาแล้วจูนดูช่องทีวีได้เลย…
และถ้าพูดถึงฟีเจอร์นี้ ชื่อแรกที่พุ่งเข้ามาในหัวของคนไทยยุคนั้นก็คือ G-net อย่างไม่ต้องสงสัย
นี่คือราชาแห่งวงการ “House Brand” ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่ทะลุฟ้า กวาดยอดขายไปหลายล้านเครื่อง ครองใจคนตั้งแต่วัยรุ่นยันคนวัยทำงาน
หลายคนคงเคยจับจองเป็นเจ้าของ หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยเห็นเพื่อนใช้ และต้องเคยเห็นป้ายโฆษณาตามสี่แยกไฟแดงแน่ๆ
แต่คำถามที่น่าสนใจ คือ แบรนด์ที่เคยปังระดับประเทศแบบนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงหายวับไปจากตลาดราวกับไม่เคยมีตัวตน
…
ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า บรรยากาศของตลาดมือถือในยุคนั้นถูกยึดครองโดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากฝั่งตะวันตกเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ฮิตอย่าง Nokia แบรนด์สุดเท่อย่าง Motorola หรือแม้แต่แบรนด์เน้นความบันเทิงอย่าง Sony Ericsson
ซึ่งแน่นอนว่าเทคโนโลยีล้ำๆ การออกแบบสวยๆ มักจะมากระจุกอยู่ในรุ่นเรือธงของแบรนด์เหล่านี้ที่มีราคาแพงมากๆ
มนุษย์เงินเดือนทั่วไปหรือนักเรียนนักศึกษา การจะหาเงินมาซื้อมือถือเครื่องละสองหมื่นกว่าบาทถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก
ในขณะเดียวกันที่เมือง Shenzhen ประเทศจีน อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดสุดๆ…
โรงงานจำนวนมหาศาลที่นั่นพร้อมใจกันเปิดรับจ้างผลิตมือถือแบบ OEM ในราคาต้นทุนที่ถูกแสนถูกจนน่าตกใจ
นี่แหละคือช่องโหว่ขนาดใหญ่และโอกาสทองคำที่ทำให้นักธุรกิจชาวไทยหัวใสหลายคนมองเห็นช่องทางทำเงินมหาศาล
โมเดลธุรกิจในยุคนั้นเข้าใจง่ายมาก แค่ตีตั๋วบินไปที่จีน เดินเลือกรูปแบบเครื่องมือถือจากโรงงาน สั่งประกอบและยัดซอฟต์แวร์ภาษาไทยลงไป
จากนั้นก็นำเข้ามาทำตลาด สกรีนชื่อแบรนด์ของตัวเองแปะลงไป แค่นี้ก็พร้อมวางขายกอบโกยกำไรในประเทศไทยได้เลย
G-net ภายใต้การนำของทีมผู้บริหารสุดเก๋า กระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้แบบเต็มตัวและดุดันมาก
พวกเขาไม่ได้คิดจะไปต่อกรเรื่องนวัตกรรมล้ำโลกหรือแข่งวิจัยเทคโนโลยีกับพวกแบรนด์ระดับโลกเลยแม้แต่น้อย
แต่พวกเขาเลือกใช้ความคุ้มค่าและฟีเจอร์ที่คนไทยรากหญ้าต้องการจริงๆ เป็นอาวุธลับในการตีกระทบไหล่ยักษ์ใหญ่…
หมัดฮุกแรกที่ทำเอาตลาดแตกและสร้างชื่อให้ G-net จนโด่งดังคือฟีเจอร์ดูทีวีได้นี่แหละครับ
ลองนึกภาพตามว่ายุคนั้นเน็ตมือถือยังเป็นแบบ edge ที่ช้าเป็นเต่าคลาน การดูวิดีโอออนไลน์ผ่านยูทูบคือเรื่องตลก
คนไทยส่วนใหญ่ยังติดละครหลังข่าว ติดการดูถ่ายทอดสดฟุตบอล และเสพติดรายการทีวีกันงอมแงม
การที่มือถือราคาแค่หลักพันสามารถดึงเสาอากาศจิ๋วออกมา แล้วจูนคลื่นดูฟรีทีวีได้ทุกที่ทุกเวลา มันคือความเทพขั้นสุด…
ไม่ว่าจะนั่งเบื่อๆ อยู่บนรถเมล์ตอนรถติด หรือพักเที่ยงกินข้าวในโรงงาน แค่ดึงเสาก็ดูทีวีได้เลย โคตรจะตอบโจทย์ชีวิต
หมัดที่สองที่ตอกย้ำความสำเร็จเข้าไปอีกคือระบบ “Dual SIM” หรือการที่เครื่องเดียวใส่ซิมการ์ดได้สองเบอร์พร้อมกัน
สมัยก่อนโปรโมชันโทรฟรีข้ามเครือข่ายไม่มีให้เห็นบ่อยๆ ค่าโทรต่างค่ายมันแพงมหาโหดจนกระเป๋าฉีก
คนยุคนั้นก็เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการพกมือถือสองเครื่อง เครื่องนึงเครือข่ายนึง อีกเครื่องก็อีกเครือข่ายนึง ลำบากพกพาสุดๆ
G-net จับจุดความเจ็บปวดนี้ได้ เลยยัดระบบสองซิมมาให้ในเครื่องเดียว ช่วยคนประหยัดค่าโทรและลดความพะรุงพะรังไปได้เยอะมาก
แถมเรื่องดีไซน์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า แบรนด์ดังมีรุ่นไหนฮิต G-net ก็มักจะมีรุ่นที่มีหน้าตาคล้ายๆ กันออกมาเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นทรงบาร์ไทป์เรียบหรู ฝาพับสุดคิวต์ หรือหน้าจอสัมผัสยุคแรกๆ ก็มีให้เลือกซื้อหากันอย่างจุใจ
ใส่ฟังก์ชันพื้นฐานมาแบบล้นๆ ทั้งกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลงเอ็มพีสาม และวิทยุเอฟเอ็ม
ที่สำคัญคือวิทยุและเพลงสามารถเปิดออกลำโพงตัวเครื่องได้เลยแบบเสียงดังฟังชัดกระหึ่มซอย โดยไม่ต้องง้อสายหูฟัง…
พอของมันดี ฟีเจอร์มันโดน แถมราคาเข้าถึงง่าย G-net ก็จัดเต็มเรื่องกลยุทธ์การตลาดแบบเหยียบมิดไมล์
พวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เจาะตลาดผู้ใช้งานในต่างจังหวัดและตามชานเมืองก่อนเป็นอันดับแรก
ใช้วิธีกระจายสินค้าไปตามร้านตู้มือถือตามตึกคอม หรือห้างไอทีทั่วประเทศ ซึ่งร้านตู้พวกนี้แหละคือคีย์แมนตัวจริง
เจ้าของร้านตู้คือคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าสูงมาก ลูกค้าเดินเข้ามาถามหาของดีราคาถูก ร้านก็พร้อมเชียร์ทันที
G-net ใช้วิธีให้ผลตอบแทนหรือกำไรต่อเครื่องกับเจ้าของร้านตู้ในเรตที่สูงปรี๊ด ชนิดที่ว่าปฏิเสธไม่ลง
ทำให้พนักงานขายและเจ้าของร้านทุกคนอยากเชียร์ขายมือถือ G-net สุดใจขาดดิ้น เพราะขายปุ๊บรับเงินก้อนโตปั๊บ…
นอกจากกลยุทธ์หลังบ้านแล้ว หน้าฉากก็ทุ่มงบมหาศาลจ้างพรีเซนเตอร์ระดับซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทยมาเดินชนกันให้ควั่ก
ป้ายโฆษณาบิลบอร์ดขนาดใหญ่มีให้เห็นทั่วทุกมุมถนนในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ
โฆษณาทีวีก็ยิงสปอตกันรัวๆ มีการจัดแคมเปญสีสันเจ็ดวันเจ็ดสี เอาใจวัยรุ่นที่ชอบเปลี่ยนกรอบมือถือตามอารมณ์
ทำให้มือถือในยุคนั้นไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่กลายเป็นแฟชั่นไอเทมเครื่องประดับชิ้นนึงไปในตัว
ผลลัพธ์จากกลยุทธ์ทั้งหมดนี้คือยอดขายที่เติบโตแบบถล่มทลายทะลุเป้า
G-net ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของมือถือแบรนด์ไทยอย่างสวยงาม กวาดรายได้ไปมหาศาลและมีฐานผู้ใช้งานแตะหลักหลายล้านคน เป็นปรากฏการณ์ที่ใครๆ ก็ต้องจับตามอง…
แต่ก็นั่นแหละครับ สัจธรรมของโลกธุรกิจมันโหดร้ายและตรงไปตรงมาเสมอ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืนตลอดไป
โดยเฉพาะในวงการเทคโนโลยีที่หมุนเร็วปานพายุ การย่ำอยู่กับที่ก็เท่ากับเดินถอยหลังลงคลองแล้ว
จุดจบของตำนาน G-net เริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ จากการมาถึงของคลื่นลูกใหม่ที่มีชื่อว่า “Disruption”
คลื่นยักษ์ลูกแรกคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
เราเริ่มเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายระบบเก่า ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี 3G อย่างเต็มรูปแบบ
อินเทอร์เน็ตบนมือถือเริ่มมีความเร็วและแรงมากขึ้น ตอบสนองการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้สบายๆ
พอโครงข่ายอินเทอร์เน็ตมันเร็ว พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
คนเริ่มหันมาดูคอนเทนต์ออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น การเสพความบันเทิงเปลี่ยนรูปแบบไปสิ้นเชิง
ประกอบกับสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็เตรียมตัวเปลี่ยนผ่านระบบออกอากาศไปสู่ยุคทีวีดิจิทัลที่คมชัดกว่าเดิม
ทำให้ฟีเจอร์เสาอากาศอนาล็อกของ G-net ที่เคยเป็นหมัดเด็ด กลับกลายเป็นของล้าสมัยและหมดความขลังลงทันที…
เท่านั้นยังไม่พอ คลื่นยักษ์ลูกที่สองที่ซัดเข้ามาทำลายล้างตลาดเดิมแบบราบคาบคือการถือกำเนิดของสมาร์ตโฟน
การมาเยือนของ iPhone และการแพร่หลายของระบบปฏิบัติการ Android จาก Google ได้เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
สมาร์ตโฟนได้เปลี่ยนนิยามของโทรศัพท์มือถือ จากแค่เครื่องมือเอาไว้โทรคุย กลายเป็นคอมพิวเตอร์พกพาอัจฉริยะ
ผู้บริโภคต้องการหน้าจอสัมผัสแบบกระจกที่ตอบสนองการปัดนิ้วได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
คนเริ่มโหยหาการใช้งานแอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย และเกมภาพสวยๆ บนมือถือเครื่องเดียว
ซึ่งแน่นอนว่าระบบปฏิบัติการดั้งเดิมสุดแสนจะเบสิกที่มือถือเฮาส์แบรนด์เคยใช้อยู่ มันไม่สามารถรองรับสิ่งเหล่านี้ได้เลย…
แน่นอนว่าอดีตแชมป์อย่าง G-net ก็ไม่ได้ยอมแพ้หรือนั่งรอความตายเฉยๆ พวกเขาพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดสุดขีด
มีการเร่งเปิดตัวสมาร์ตโฟนระบบ Android ของตัวเองออกมาสู้ หวังจะเกาะขบวนรถไฟขบวนนี้ให้ทัน
นำเทคโนโลยีชิปเซตราคาประหยัดจาก MediaTek มาใช้เพื่อสร้างเครื่องที่ทำงานได้ลื่นไหลในราคาที่ยังเข้าถึงง่าย
แถมยังพยายามขยายสายการผลิต แตกไลน์สินค้าไปทำแท็บเล็ตหน้าจอใหญ่ภายใต้ชื่อแบรนด์ G-Pad อีกด้วย
โดยหวังจะเจาะกลุ่มตลาดนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้เรียนออนไลน์ หรือเจาะตลาดการใช้งานระดับองค์กร
แต่ดูเหมือนว่าความพยายามทั้งหมดนั้นมันจะสายเกินไป แถมยังทำได้ไม่สุดเหมือนสมัยยุครุ่งเรือง…
สาเหตุลึกๆ ที่ทำให้ G-net ไปต่อไม่ได้ในยุคสมาร์ตโฟน เป็นเพราะข้อได้เปรียบทางธุรกิจของพวกเขาพังทลายลงหมดแล้ว
ในยุคก่อนหน้านี้ พวกเขาแค่พึ่งพาโรงงานต่างชาติให้ผลิตเครื่องและเขียนซอฟต์แวร์ฟังก์ชันง่ายๆ ให้ก็จบ
แต่ในยุคสมาร์ตโฟน ซอฟต์แวร์คือหัวใจสำคัญและมีความซับซ้อนสูงลิ่ว แบรนด์ต้องมีทีมวิศวกรคอยดูแล
ต้องคอยปล่อยตัวอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่ๆ ต้องอุดช่องโหว่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา
ซึ่งแบรนด์ท้องถิ่นที่พึ่งพาแค่โรงงานผลิตฮาร์ดแวร์ ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะสร้างระบบ “Ecosystem” เหล่านี้ได้เลย…
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายและตอกฝาโลงสนิทขึ้นไปอีก คือการตื่นตัวของโรงงานผู้ผลิตในประเทศจีน
โรงงานเหล่านี้ที่เคยเป็นแค่ลูกจ้างรับผลิตเครื่องให้ เริ่มมองเห็นโอกาสทองและปีกกล้าขาแข็งมากขึ้น
พวกเขาตัดสินใจกระโดดเข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง สร้างแบรนด์ระดับโลกบุกเข้ามาในไทยอย่างเต็มรูปแบบ
แบรนด์หน้าใหม่จากเอเชียเหล่านี้มีสายป่านทางการเงินที่ยาวกว่า มีทีมวิจัยเทคโนโลยีสุดล้ำเป็นของตัวเอง
และที่น่ากลัวที่สุดคือ พวกเขาสามารถกดต้นทุนและตั้งราคาขายได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับมือถือเฮาส์แบรนด์ไทย
แต่กลับมอบสเปกเครื่อง วัสดุ กล้อง และความลื่นไหลของซอฟต์แวร์ที่เหนือกว่าชนิดที่เทียบกันไม่ติด…
เมื่อเจอการโจมตีขนาบข้างแบบนี้ G-net ก็เหมือนโดนล้อมกรอบไม่มีทางออก
แบรนด์เรือธงก็แข่งนวัตกรรมกันดุเดือด แบรนด์หน้าใหม่ก็เข้ามายึดครองตลาดระดับกลางและระดับล่างไปจนหมด
เสน่ห์ของการเป็นมือถือดึงเสาดูทีวีได้ก็สูญสลายไปตามกาลเวลาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
จุดขายเรื่องระบบสองซิมก็กลายเป็นเพียงมาตรฐานพื้นฐานที่ทุกแบรนด์บนโลกสามารถทำได้เหมือนกันหมด
จุดแข็งเรื่องราคาและกลยุทธ์การทุ่มงบให้ร้านตู้มือถือก็ถูกทำลายลงด้วยโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป…
ท้ายที่สุด G-net ก็เริ่มสูญเสียพื้นที่ในการแข่งขันไปทีละน้อย ยอดขายเริ่มร่วงหล่นลงอย่างน่าใจหาย
ศูนย์บริการตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เริ่มทยอยปิดตัวลงทีละสาขาสองสาขา
จนในที่สุด ชื่อของ G-net ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์วงการสื่อสารไทย
ปิดตำนานแบรนด์มือถือสุดฮิตที่เคยสร้างสีสันและเป็นที่จดจำของคนยุคหนึ่งไปในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม…
References : [positioningmag, thaimobilecenter, thansettakij, mxphone, siamphone]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/where-did-the-g-net-mobile-phone-go/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
ประวัติศาสตร์
1 บันทึก
6
1
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย