พร้อมทั้งยกระดับระบบไฟฟ้าของประเทศให้รองรับการลงทุนด้าน Data Center อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ขยายรายละเอียดเกี่ยวกับการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนจากการลดต้นทุนจากการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และได้ให้ข้อมูลว่า
ตามบทความ “Omnibus legislation: a tool for and against the rule of law in developing and established democracies” ระบุว่า กฎหมายแบบ Omnibus เป็นกฎหมายที่ไม่มีคำนิยามโดยชัดแจ้งในประเทศใดและไม่มีมาตรฐานที่ตายตัว
รัฐสภาจึงอาศัยช่องโหว่นี้ใช้การเสนอกฎหมายแบบ Omnibus ด้วยการมัดรวมกฎหมาย โดยนำประเด็นที่ประธานาธิบดีไม่ต้องการไปผูกติดไว้กับข้อเสนอกฎหมายที่สำคัญและมีความจำเป็นเร่งด่วน การเสนอในลักษณะนี้เป็นการบีบบังคับประธานาธิบดีทางอ้อม ทำให้ประธานาธิบดีไม่กล้าใช้สิทธิยับยั้ง ด้วยกลไกนี้ อำนาจทางนิติบัญญัติของรัฐสภาจึงแข็งแกร่งและมีอำนาจต่อรองที่มากขึ้นกว่าเดิม
Omnibus Law เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศอินโดนีเซียได้มีการนำวิธีการตรากฎหมายแบบ Omnibus มาใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกในการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายส่วน โดยการออก Omnibus Law on Job Creation (Undang-Undang Cipta Kerja, Law 11/2020) โดยสภานิติบัญญัติเป็นผู้ผ่านร่างกฎหมายนี้และประธานาธิบดี Joko Widodo ลงนามเพื่อประกาศใช้กฎหมายนี้ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563
บทความชื่อ “The Omnibus Law on Job Creation and its potential implications for rural youth and future farming in Indonesia” เขียนโดย Anna Sanders และคณะ (เผยแพร่ใน Asia Pacific Viewpoint Vol. 65 No.2, 2024) ให้คำอธิบายว่ากฎหมายนี้มุ่งให้เกิดการจ้างงานอันเป็นผลจากการผ่อนคลายกฎหมายและระเบียบเพื่อจูงใจให้มีการลงทุน เพิ่มศักยภาพให้การประกอบการให้แก่สหกรณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพิ่มการลงทุนโดยรัฐบาล เร่งให้มีโครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติ และส่งเสริมการคุ้มครองแรงงาน
ในส่วนเนื้อหาของกฎหมายแบบ Omnibus ของประเทศอินโดนีเซีย จะเน้นปรับปรุงและลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบต่าง ๆ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ การกำหนดเรื่องใบอนุญาตการประกอบกิจการไฟฟ้า (Business Licensing) ซึ่งลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการในภาคพลังงานไฟฟ้า
บทความชื่อ “Guide to Impact of Omnibus Law on Indonesia’s Energy, Resources and Infrastructure Sectors – Licensing, Environmental, Forestry and Construction Reforms” เขียนโดย Dhani Maulana และคณะ (เผยแพร่โดยสำนักงานกฎหมาย Hiswara Bunjamin & Tandjung ในวันที่ 30 ตุลาคม 2020) อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า คือการนำระบบ “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจแบบใบเดียว” มาใช้
นอกเหนือจากการปฏิรูปใบอนุญาตแล้ว กฎหมายแบบ Omnibus ฉบับนี้ยังได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดทำแผนไฟฟ้าระดับชาติ (National Electricity Plan) โดยรัฐบาลกลางไม่จำเป็นต้องขอคำปรึกษาหรือความเห็นชอบจากรัฐสภาอินโดนีเซียก่อนที่จะประกาศใช้แผนดังกล่าวอีกต่อไป และมุ่งเป้าที่จะยกเลิกแผนไฟฟ้าระดับท้องถิ่นที่เคยแยกย่อยออกไป
ในส่วนประเด็นด้านอัตราค่าไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Electricity Tariffs) กฎหมายแบบ Omnibus ฉบับนี้ไม่ได้ปฏิรูปภาคพลังงานหมุนเวียนของอินโดนีเซียอย่างเป็นรูปธรรม หรือให้มาตรการจูงใจใหม่ ๆ ที่สำคัญต่อการลงทุนในภาคส่วนนี้ ระบบการรับซื้อไฟฟ้าในอัตราคงที่ (Fixed feed-in tariffs) ยังคงไม่ได้ถูกนำมาใช้
*Omnibus Law เพื่อการแก้ไขยุติและเยียวยาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาข้อเสนอของผู้เขียนเพื่อให้มีการแก้ไขยุติและเยียวยาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หากจะไม่รอให้ฝั่งรัฐบาลดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวและลองออกแบบกฎหมาย Omnibus Law เพื่อให้มีการแก้ไข ยกเลิก หรือให้สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยหรือสิทธิประกอบการเพิ่มเติมแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ถูกแก้ไขหรือเลิกสัญญาจะเป็นไปได้หรือไม่
นอกจากนี้ กฎหมายแบบ Omnibus เพื่อการแก้ไขยุติและเยียวยาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ายังอาจบัญญัติให้ กกพ. ต้องกำกับให้อัตราค่าบริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ที่เป็นผลจากการเจรจากับรัฐบาลนั้นเป็นอัตราที่เป็นธรรมและมีการเจรจากับรัฐบาลแล้ว
โดยกำหนดให้ กพช. ต้องกำหนดนโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการในการประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา 64 ให้สอดคล้องกับอัตราค่าบริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสามารถดำเนินโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ได้จริง
โดยสรุปแล้ว สภานิติบัญญัติของประเทศไทยอาจอาศัยแนวคิดในการออกกฎหมายแบบ Omnibus เพื่อกำหนดหน้าที่แก่การไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนด เรียกได้ว่าการไฟฟ้าจะมีตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งอ้างอิงอำนาจในการดำเนินการ และย่อมทำให้ฝั่งเอกชนมีสิทธิตามกฎหมาย
นอกจากนี้ กฎหมายสามารถบัญญัติให้ กกพ. ดำเนินการแก้ไขหรือออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าที่รองรับสิทธิประกอบการอันเป็นผลจากการเจรจา กำหนดให้การไฟฟ้าต้องยินยอมให้มีการใช้ระบบโครงข่ายเป็น TPA เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA