6 ส.ค. เวลา 07:19 • การศึกษา

ความจริงเชิงข้อมูล: ทำไม MBTI และ Archetype ถึงสอบตกในเชิงวิทยาศาสตร์?

ถ้าพูดกันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงทางจิตวิทยาและสถิติ
โดยไม่อวยและไม่เอาใจ
ระบบ MBTI และ Archetype ป๊อปคัลเจอร์ในปัจจุบัน มีสถานะเป็นเพียง "ภาษากลางในการเข้าสังคม" (Social Currency) และ "ธุรกิจขายความสบายใจ" เท่านั้น มันไม่มีความแม่นยำในเชิงวิทยาศาสตร์รองรับ และขัดกับหลักจิตวิทยาอย่างรุนแรงในหลายมิติ ดังต่อไปนี้
1. ความล้มเหลวทางสถิติของ MBTI
- ความน่าเชื่อถือต่ำมาก (Low Reliability): งานวิจัยระบุว่า หากทำแบบทดสอบซ้ำครั้งที่สองในระยะเวลาห่างกันเพียง 4-5 สัปดาห์ มีโอกาสสูงถึง 50% ที่ผลลัพธ์ตัวอักษรจะเปลี่ยนไปอย่างน้อย 1 ตัว ในทางวิทยาศาสตร์ ถ้าระบบวัดผลสิ่งเดิมแล้วได้ผลไม่เท่ากัน ถือว่าใช้ไม่ได้
- กับดักแบบแยกขั้ว (The Binary Trap): MBTI บังคับให้มนุษย์เลือกทางใดทางหนึ่ง เช่น ไม่เป็น Introvert ก็ต้องเป็น Extravert แต่ข้อมูลประชากรศาสตร์โลกแสดงเป็นเส้นโค้งปกติ (Bell Curve) หมายความว่าคนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง (Ambivert) การจับคนตรงกลางไปแยกฝั่งจึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
- วงการจิตวิทยาไม่ยอมรับ: ในการวิจัยทางจิตวิทยาคลินิกระดับโลก ไม่มีใครใช้ MBTI เป็นเกณฑ์มาตรฐาน เพราะไม่มีความเที่ยงตรงในการทำนายพฤติกรรมจริง แตกต่างจากระบบ Big Five (OCEAN) ที่มีงานวิจัยวิทยาศาสตร์รองรับทั่วโลก
2. การดัดแปลงบิดเบือนแนวคิดของ คาร์ล จุง
จุงไม่เคยคิดระบบ 16 ไทป์: ระบบ MBTI ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักเขียนที่ศึกษาด้วยตัวเอง ไม่ใช่นักจิตวิทยา พวกเธอนำหนังสือ Psychological Types ของ คาร์ล จุง (Carl Jung) ไปดัดแปลงซึ่งมันบิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่จุงต้องการสื่ออย่างมาก
จุงปฏิเสธการแบ่งประเภทแบบตายตัว: จุงระบุไว้ชัดเจนในงานเขียนว่า
"ไม่มีหรอกคนที่เป็น Introvert หรือ Extravert แบบบริสุทธิ์ 100%
คนแบบนั้นถ้ามีจริงก็คงอยู่ในโรงพยาบาลบ้า"
ตามทฤษฎี Psychological Types (1921) ของ คาร์ล จุง จริงๆ แนวคิดต่างกันโดยสิ้นเชิงในเชิงหลักการครับ​ จุงนิยามพลังงานจิต (Libido) ว่าคือ 'ทัศนคติหรือจุดยืนในการให้คุณค่า' (Orientation of Interest) ไม่ใช่เรื่องของการสะสมพลังงานครับ​ กลไกนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่​ ทุกเวลา​ การใช้ Introversion ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียว/อยู่คนเดียวก็ใช้ Extraversion ได้​ เหมือนไฟฉาย​ที่เลือกได้ว่าจะส่องไปที่ภายนอกหรือภาย​ในไม่ใช่แบตเตอรี่​
วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของจุงจึงไม่ใช่การให้เราหาพื้นที่เพื่อสะสมพลังงาน แต่คือการให้เรา 'ตระหนักรู้' เพื่อหลุดพ้นจากความเคยชินอัตโนมัติ และสามารถยืดหยุ่นที่จะใช้ทั้งสองจุดยืนนี้ในการเผชิญโลกได้อย่างสมดุลตามกระบวนการ Individuation​
แนวคิดของจุงเป็นเรื่องของความลื่นไหล (Fluidity) แต่ MBTI นำมาแช่แข็งให้กลายเป็นป้ายแปะติดตัว ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของจุงโดยสิ้นเชิง
3. ทำไมมันถึงยัง "แพร่หลาย" และขายได้?
- ปรากฏการณ์ฟอเรอร์ (Forer Effect): มนุษย์มีแนวโน้มจะเชื่อคำทำนายที่เขียนกว้าง ๆ ว่ามัน "ตรงกับตัวเองอย่างมหัศจรรย์" ประโยคใน MBTI มักออกแบบมาให้เป็นบวกและครอบจักรวาล เช่น "คุณชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่บางครั้งก็ต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง" ซึ่งใครอ่านก็รู้สึกว่าตรง
- ลดทอนความซับซ้อนเพื่อความสบายใจ (Reductionism): สมองมนุษย์เกลียดความคลุมเครือ การเข้าใจตัวเองเป็นเรื่องที่ใช้พลังงานสูง การมีตรายาง 4 ตัวมาปั๊มหน้าอกแล้วบอกว่า "ฉันเป็นคนแบบนี้" จึงช่วยลดความเครียดทางปัญญาได้ดีเยี่ยม
- กลไกการตลาดและทุนนิยม: MBTI ถูกเปลี่ยนให้เป็นเครื่องมือสร้างรายได้มหาศาล ทั้งในแง่ของระบบประเมินบุคคลากรในองค์กร (HR) ที่ต้องการสูตรสำเร็จในการคัดคน และในแง่ป๊อปคัลเจอร์ที่สร้าง Community ให้คนรู้สึกว่ามีพวกพ้อง
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน:
ทฤษฎีของจุงเปรียบเสมือน "นั่งร้าน" ที่ช่างก่อสร้าง
เอาไว้ใช้ปีนขึ้นไปสร้างตึกพอสร้างตึก
(ซึ่งก็คือตัวตนที่สมบูรณ์ของมนุษย์ หรือ Individuation)
เสร็จแล้วเราก็ต้องรื้อนั่งร้านนั้นทิ้งไป
ไม่ได้นำป้ายนั้นมาใช้ต่อ
"Every individual is an exception to the rule" - Carl Jung -
แต่ระบบ MBTI ในปัจจุบัน กลับทำตรงกันข้าม
คือพยายามเอา "นั่งร้าน" นั้นมาตอกตะปูตรึงมนุษย์ไว้ให้อยู่กับที่
แล้วบอกว่านี่คือบ้านถาวรของคุณ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด
สรุป: มนุษย์มีความซับซ้อน ย้อนแย้ง และลื่นไหลเกินกว่าจะถูกจำกัดด้วยตัวอักษรไม่กี่ตัว รสนิยม พฤติกรรม และตัวตนของเราแปรผันตามสภาพแวดล้อม สารเคมีในสมอง และประสบการณ์ชีวิต ไม่ใช่กล่องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่ใครจะมาแปะป้ายตัดสินได้ และเหนือสิ่งอื่นใด "ไม่ว่าจะต่างกันยังไงเราทุกคนก็ล้วนเป็นมนูษย์เหมือนกัน"
และ "เราสามารถเข้าใจมนุษย์ผ่านเรื่องราวโดยปราศจากการตัดสินได้"
- Shun Kyosotis -
โฆษณา