8 ส.ค. เวลา 11:37 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

"Spier-man: Brand New Day" วันใหม่ของฮีโร่ผู้โดดเดี่ยว

ภาคล่าสุดของ "Tom Holland" ผู้รับบท Spider-Man คนที่สาม และเป็นนักแสดงที่สวมบทนี้ต่อเนื่องยาวนานที่สุด 🕷️🕸️
(มีสปอยล์ ใครยังไม่ได้ดูอย่าเพิ่งกด see more นะครับ)
.
.
.
.
เรื่องราวสืบเนื่องมาจากภาคก่อนอย่าง No Way Home เมื่อ Spider-Man ต้องแก้ไขปัญหาที่คนทั้งโลกรู้ว่า ภายใต้หน้ากากของฮีโร่ผู้นี้คือ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ซึ่งนำพาทั้งหายนะและผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของเขาอย่างรุนแรง
ปีเตอร์จึงต้องอาศัยเวทมนตร์ของ Doctor Strange ให้ร่าย “บทอักษราแห่งคอฟ-โคล” ดลบันดาลให้ทุกคนลืมเลือนตัวตนของเขา ราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แม้แต่คนรักอย่าง MJ และเพื่อนสนิทอย่าง Ned
ในภาคนี้จึงไม่มีใครรู้จักปีเตอร์ ปาร์กเกอร์อีกต่อไป มหานครนิวยอร์กรู้จักเพียงฮีโร่ขวัญใจประชาชนในนาม Spider-Man ขณะที่ชีวิตของปีเตอร์กลับเสมือนบุคคลผู้ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
ป้าเมย์ ผู้ใกล้ชิดและสำคัญที่สุดในชีวิตก็จากไปแล้ว เขาจึงต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังอย่างเหงาหงอยขั้นสุด ทำได้เพียงแอบติดตามข่าวคราวของคนรักและเพื่อนผ่านโลกออนไลน์ เฝ้ามองทั้งคู่เติบโตและก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน
ในบทบาทฮีโร่ เขาได้รับเสียงชื่นชมและความรักจากผู้คนมากมาย แต่ภายใต้หน้ากากนั้นกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไร้เพื่อน ไร้แฟน และไร้ญาติ
ว่าไปแล้วก็คล้าย Batman แห่งค่าย DC Comics แต่รายนั้นยังมีชีวิตทางสังคมและตัวตนส่วนตัวให้ยึดเหนี่ยวมากกว่าเสียอีก
วันหนึ่ง ปีเตอร์พบว่า MJ อดีตคนรักของเขามีแฟนใหม่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพบกันในฐานะคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แม้ลึก ๆ แล้ว MJ จะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างคุ้นเคย เหมือนเคยพบเจอที่ไหนสักแห่งในชีวิต
ปีเตอร์ได้แต่เฝ้ามองอดีตคนรักแสดงความรักกับแฟนใหม่อย่างปวดร้าว ความเจ็บปวดนั้นส่งผลให้ DNA แมงมุมในร่างกายแปรปรวนจนยากจะควบคุม หน้าที่ปกป้องบ้านเมืองก็ยังต้องทำต่อไป แต่ชีวิตส่วนตัวกลับเหงาและเศร้าจนสุดจะบรรยาย
ผมดูหนังเรื่องนี้แบบงง ๆ ในช่วงแรก
เพราะจำไม่ได้ว่าเหตุใดจึงไม่มีใครรู้จักปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ กว่าจะถึงบางอ้อก็ไปถึงแค่บางเขน เพราะดูภาคก่อนมานานแล้ว
อีกประเด็นหนึ่งคือ หนังในจักรวาล Marvel มักผูกไขว้เรื่องราวและตัวละครเข้าหากันจนบางครั้งชวนสับสน ระยะหลังหนังของค่ายนี้ก็เสื่อมความนิยมลงเรื่อย ๆ ตัวละครในเรื่องเดียวมีมากมายจนแบ่งบทกันไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เสน่ห์ของฮีโร่แต่ละคนลดน้อยลงตามไปด้วย
ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของ Marvel จริง ๆ ก็คงจดจำเรื่องราวทั้งหมดในจักรวาลนี้ได้ยาก ดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วต้องย้อนกลับไปดูอีกสามเรื่องจึงจะเข้าใจ แทนที่จะสามารถจบเรื่องราวได้ในตัวเอง บางคนอาจมองว่านี่คือเสน่ห์ แต่สำหรับผมไม่ใช่ครับ ขี้เกียจติดตามและอัปเดตอะไรละเอียดขนาดนั้น
ภาคนี้ก็เช่นกัน ตัวละครจากเรื่องอื่น ๆ เข้ามาเป็นตัวประกอบกันหลายคน แต่บางตัวกลับแทบไม่มีบทบาท ราวกับเพียงมาโผล่เพื่อบอกผู้ชมว่า “ฉันยังอยู่นะ”
ไม่ว่าจะเป็น Black Widow หรือ Scorpion ขณะที่ Hulk ยังพอมีบทอยู่บ้างประปราย
สำหรับฮีโร่ที่มีบทมากที่สุดคงเป็น Frank Castle หรือ "The Punisher" ซึ่งเข้ามาเป็นคู่หูของ Spider-Man และช่วยสร้างสีสันให้หนังได้ไม่น้อย
ส่วนตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่งจากจักรวาล Marvel ก็ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์พอสมควร ผมขอไม่สปอยล์ เพราะคนที่ยังไม่ได้ดูอาจเคืองกันได้ ตัวละครนี้รับบทโดยนักแสดงวัยรุ่น "Sadie Sink"
โดยรวมแล้ว หนังมีความยาวประมาณ 130 นาที ดูเพลินและไม่น่าเบื่อ ฉากแอ็กชันและการต่อสู้แม้จะมีไม่มากเท่าภาคก่อน ๆ แต่ก็ยังทำได้ดีตามมาตรฐาน
บทเน้นไปที่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และมีฉากจุมพิตระหว่าง MJ กับ Spider-Man ที่ดูโรแมนติกดี
แต่สำหรับผมยังประทับใจฉาก Spider-Man ฉบับโทบีย์ แม็กไกวร์ ห้อยหัวรับจุมพิตจากนางเอก เคียร์สเตน ดันสต์ ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายมากกว่า
ส่วนคู่พระนางของภาคนี้อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และเซนดายา สาวสวยผิวสีแทน ก็ได้แต่งงานกันเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมิ.ย. ปีนี้ คงเพราะความใกล้ชิดสนิทสนมจากการแสดงร่วมกันมาหลายภาค จึงอาจทำให้บทรักในหนังดูกร่อยลงเล็กน้อยสำหรับผม
ช่วงท้ายเรื่องยิ่งทำให้น่าสงสารพระเอกมากขึ้น เมื่อ MJ บังเอิญพบจดหมายสารภาพความในใจที่ปีเตอร์เขียนไว้ แต่ไม่เคยกล้าส่งให้เธอ
หลังรู้ความจริงว่าเขาและเธอเคยเป็นคู่รักกัน MJ กลับตอบอย่างจริงใจว่า
“ฉันรู้ความจริงแล้วนะ แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกรักคุณแล้ว”
ฟังแล้วน้ำตาของฮีโร่เราคงตกในอย่างชอกช้ำ อดีตคนรักเหมือนสูญเสียความทรงจำด้านความรักที่มีต่อเขาไปแล้วอย่างถาวร
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังขอให้ปีเตอร์พาไปส่งที่บ้าน เพราะไม่มีรถกลับ ฮีโร่อกหักของเราจึงประคองเธอไว้ในอ้อมแขน ก่อนห้อยโหนโจนทะยานผ่านตึกต่าง ๆ เพื่อพาเธอกลับบ้าน จุดนี้น้ำตาของลูกผู้ชายอาจแห้งไปแล้ว แต่บาดแผลในใจคงยังปวดร้าวต่อไปอีกนาน
หนังเรื่องนี้เข้าฉายในบ้านเราตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้ทำรายได้ทั่วโลกเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียงสัปดาห์กว่า ๆ จึงถือเป็นหนังน่าดูอีกเรื่องหนึ่งของปีนี้
หลังหนังจบ ผู้ชมจำนวนไม่น้อยยังคงนั่งรอชมฉากหลังเครดิตตามธรรมเนียม ส่วนตัวผมขอไปเข้าห้องน้ำดีกว่าครับ ขี้เกียจติดตามเรื่องราวต่อมากนัก เพราะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ถึงขนาดนั้น ส่วนตัวให้คะแนน 7.5/10 ครับ
โฆษณา