ในปี ค.ศ. 1948 Norbert Wiener ตีพิมพ์หนังสือ Cybernetics: Or Control and Communication in the Animal and the Machine (MIT Press, 1948) ซึ่งนอกจากจะวางรากฐานของทฤษฎีระบบควบคุม ดังที่เราได้กล่าวถึงในหัวข้อ 3.6 แล้ว ยังเสนอมุมมองที่ปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย
Wiener เสนอว่า ระบบทั้งหมดในเอกภพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร วงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือสิ่งมีชีวิต ล้วนสามารถถูกวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของ "สัญญาณ" และ "สัญญาณรบกวน"
ต่อมไร้ท่อหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่พอเหมาะพอดีกับสถานการณ์ คอร์ติซอลเพิ่มขึ้นในยามเช้าเพื่อปลุกคุณให้ตื่น และลดลงในยามค่ำเพื่อให้คุณนอนหลับ ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารที่สมบูรณ์แบบ เป็นสัญญาณที่ส่งจากจุด A ถึงจุด B โดยไม่ผิดเพี้ยน
ในโรคจิตเภท (Schizophrenia) ระดับโดปามีนที่สูงเกินไปในวิถีเมโซลิมบิกทำให้สมอง "ได้ยิน" เสียงที่ไม่มีอยู่จริง โดยมีการศึกษาที่สำคัญโดย Howes และคณะ ("The role of genes, stress, and dopamine in the development of schizophrenia," Biological Psychiatry, Vol. 81, No. 1, pp. 9-20, 2017)
แนวคิดที่ว่าเซลล์และเนื้อเยื่อมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่วัดได้นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี ค.ศ. 1936 Harold Saxton Burr ศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ตีพิมพ์ผลงานใน Yale Journal of Biology and Medicine ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมี "สนามไฟฟ้า" (Bioelectric Field) ที่สามารถวัดได้
หลายทศวรรษต่อมา Michael Levin แห่ง Tufts University ได้ต่อยอดแนวคิดนี้ด้วยการแสดงให้เห็นว่าสนามไฟฟ้าชีวภาพสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของแขนขาในซาลาแมนเดอร์และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด โดยตีพิมพ์ผลงานสำคัญใน Annual Review of Biomedical Engineering (Vol. 19, pp. 353-387, 2017) ภายใต้ชื่อ "The Bioelectric Code: Reprogramming Cancer and Aging"
เมื่อลูกหนูทั้งสองกลุ่มเติบโตขึ้น พวกมันแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ลูกหนูที่ได้รับการดูแลดีจะสงบกว่า ตอบสนองต่อความเครียดได้ดีกว่าเมื่อถูกทดสอบใน Elevated Plus Maze และ Open Field Test และมีระดับฮอร์โมนความเครียดคอร์ติโคสเตอโรนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับลูกหนูที่ถูกทอดทิ้ง