15 ส.ค. เวลา 01:00 • สุขภาพ

การปีนต้นไม้ เล่นกับธรรมชาติ ได้ฝึกทั้งร่างกายและสมอง

ทุกวันเสาร์ ชวนติดตาม #NatureStill กับเรื่องราวอันว่าด้วย ธรรมชาติที่ยังคงดำรงอยู่ท่ามกลางวิกฤต และธรรมชาติที่ยังคงช่วยเยียวยาเราเสมอ
ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก หลายคนน่าจะเคยมีต้นไม้สักต้นที่ปีนเล่นเป็นประจำ อาจต้นไม้หน้าบ้าน ต้นไม้ในสวน หรือกิ่งใหญ่ๆ ที่ปีนขึ้นไปนั่งเล่นได้โดยไม่ต้องมีใครสอน
ตอนนั้นไม่มีใครเรียกมันว่าการออกกำลังกาย และคงไม่มีใครคิดว่ากำลังฝึกอะไรอยู่ด้วยซ้ำ แค่อยากขึ้นไปให้สูงกว่าเดิม อยากลองไปให้ถึงกิ่งนั้น หรืออยากรู้ว่าบนยอดไม้จะมองเห็นอะไรบ้าง
แต่ระหว่างที่ปีนขึ้นไป ร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอด ทั้งมือที่ต้องจับกิ่ง ขาที่ต้องออกแรงส่งตัว ลำตัวที่ต้องคอยประคองไม่ให้เสียหลัก และสายตาที่ต้องมองหาทางขึ้นต่อไป
ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกพูดถึงในงานวิจัยด้านพัฒนาการและกิจกรรมทางกาย มีเหตุและผลในการเคลื่อนไหว ที่เป็นมากกว่ารู้สึกสนุก รายละเอียดมีอะไรบ้าง ชวนอ่านต่อไปพร้อมๆ กัน
#กล้ามเนื้อหลายส่วนได้ทำงาน
เวลาพูดถึงการปีน หลายคนอาจนึกถึงแขนที่ใช้ดึงตัวขึ้นเป็นอย่างแรก แต่ความจริงแล้วแขนอย่างเดียวพาเราขึ้นต้นไม้ไม่ได้
มือและปลายแขนต้องออกแรงกำและยึดเกาะ ไหล่กับหลังช่วยดึงและพยุงตัว กล้ามเนื้อหน้าท้องและลำตัวทำหน้าที่ประคองร่างกายไม่ให้แกว่ง ขณะที่ขาและสะโพกเป็นแรงสำคัญในการดันตัวขึ้นไป
จังหวะหนึ่งอาจใช้แขนดึงตัวเข้าหาลำต้น อีกจังหวะต้องย้ายเท้าไปยืนบนกิ่ง แล้วถ่ายน้ำหนักจากขาข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง การเคลื่อนไหวจึงไม่ได้เกิดขึ้นทีละส่วน แต่หลายส่วนต้องทำงานต่อเนื่องกัน
การศึกษาเรื่องการฝึกความแข็งแรงในกีฬาปีนป่ายพบว่า การปีนมีความเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของการกำมือ ความทนทานของกล้ามเนื้อส่วนบน และกำลังของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นความสามารถที่ต้องใช้จริงระหว่างการปีน
เพราะฉะนั้น หากมองในแง่การออกกำลังกาย การปีนต้นไม้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน เพียงแต่ไม่มีท่าให้ทำตามเป็นชุดๆ เหมือนการเล่นเวต ทุกอย่างเกิดขึ้นตามจังหวะของการปีน
#ได้มากกว่าความแข็งแรง
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ การปีนต้นไม้ไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘แรง’ แต่เกี่ยวกับการควบคุมร่างกายด้วย
การปีนไปตามกิ่งต่างๆ ต้องคิดก่อนว่าจะเอามือจับตรงไหน วางเท้าตรงไหน ควรถ่ายน้ำหนักไปทางซ้ายหรือขวา และควรขยับตัวอย่างไรจึงจะไม่เสียหลัก
ยิ่งต้นไม้มีรูปร่างซับซ้อนมากเท่าไร การเคลื่อนไหวก็ยิ่งต้องปรับตามสถานการณ์มากขึ้น กิ่งหนึ่งอาจใหญ่และมั่นคง แต่อีกกิ่งอาจเล็กกว่า อยู่สูงกว่า หรืออยู่ในตำแหน่งที่ต้องเอี้ยวตัวไปหา
ร่างกายจึงต้องคอยรับข้อมูลจากสายตา มือ เท้า และการทรงตัว แล้วปรับการเคลื่อนไหวให้เข้ากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมปีนป่ายต่างจากการเดินหรือวิ่งบนพื้นราบ เพราะเส้นทางไม่ได้กำหนดไว้ให้เดินตาม และไม่มีการเคลื่อนไหวชุดเดิมที่ทำซ้ำไปเรื่อยๆ การเคลื่อนที่แต่ละครั้งต้องอาศัยการประสานงานของร่างกายมากกว่าเดิม
การเล่นปีนต้นไม้จึงเปรียบได้เท่ากับการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวโดยไม่รู้สึกว่ากำลัง ‘ฝึก’ อยู่ เ
#สมองก็ทำงานด้วย
ต้นไม้ไม่มีป้ายบอกว่ากิ่งไหนควรจับ กิ่งไหนควรเหยียบ เด็กจึงต้องมองและตัดสินใจเองว่ากิ่งตรงหน้าสามารถน้ำหนักได้ไหม ถ้าเอื้อมไปอีกนิดจะถึงหรือเปล่า ถ้าขึ้นไปตรงนั้นแล้วจะกลับลงมาได้อย่างไร หรือถ้ารู้สึกว่าเริ่มสูงเกินไป ควรหยุดตรงนี้หรือไม่
การปีนจึงมีเรื่องของสมาธิ การวางแผน และการแก้ปัญหาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องอาศัยการทำงานด้านการรู้คิดไปพร้อมกัน
สิ่งที่ดูเหมือนการเล่นธรรมดาในวัยเด็ก จึงกลายเป็นกิจกรรมที่ให้ทั้งแรงกล้ามเนื้อ การทรงตัว การประสานงานของร่างกาย และการตัดสินใจในเวลาเดียวกัน
นี่เป็นประโยชน์คร่าวๆ ที่ได้จากการปีต้นไม้ และเรื่องยังไม่จบเท่านี้
ในตอนต่อไป ชวนมาเจาะลึกกันว่า ปีนต้นไม้สอนอะไรเด็กๆ ได้บ้าง ชวนติดตามได้ในสัปดาห์หน้า
โฆษณา