22 ส.ค. เวลา 01:00 • สุขภาพ

ต้นไม้หนึ่งต้น กับบทเรียนที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

สำหรับเด็กๆ การปีนต้นไม้ไม่ได้จบลงที่การใช้แขนขาปีนไปบนที่สูง ยังมีสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางมีอีกหลายอย่างที่มองไม่เห็นจากภายนอก
ก่อนจะเอื้อมมือไปจับกิ่ง เด็กต้องดูว่ากิ่งนั้นอยู่ตรงไหน ก่อนจะก้าวขึ้นไปต้องคิดว่ามันแข็งแรงพอหรือไม่ และเมื่อขึ้นไปสูงกว่าเดิมก็ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้
ผู้ใหญ่บางคนอาจมองพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องของความซน แต่ในมุมหนึ่งมันคือการเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงจากประสบการณ์จริง
#รู้จักความเสี่ยง
เด็กที่เคยปีนต้นไม้ย่อมรู้ว่าการตกลงมาเจ็บ และเมื่อเคยพลาดหรือเจอจุดที่ตัวเองไปต่อไม่ได้ เขาจะเริ่มรู้จักขีดจำกัดของตัวเองมากขึ้น
ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจสูงเกินไปสำหรับเด็กบางคน แต่ไม่สูงเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่ง กิ่งเดียวกันอาจรับน้ำหนักได้สบายสำหรับเด็กที่ตัวเล็กกว่า แต่ไม่เหมาะกับเด็กที่ตัวใหญ่กว่า การตัดสินใจจึงไม่ได้มีคำตอบตายตัว
งานวิจัยเรื่องการปีนต้นไม้ในเด็กอายุ 3 - 13 ปี พบว่าพ่อแม่มองกิจกรรมนี้ว่าเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทักษะหลายด้าน ทั้งการเคลื่อนไหว การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย
แน่นอนว่างานวิจัยดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าได้ปีนต้นไม้แล้ว เด็กจะเก่งขึ้นโดยตรง เพราะเป็นการศึกษาจากประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้ปกครอง ไม่ใช่การทดลองที่พิสูจน์เหตุและผล
แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการเล่นลักษณะนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่การเล่นแบบอยู่กับที่อาจไม่ได้ให้
#หัดเด็กให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
เวลาผู้ใหญ่บอกว่า “ระวังนะ เดี๋ยวตก” เด็กได้รับคำเตือน แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะรู้ว่าควรระวังอย่างไร
การปีนต้นไม้ทำให้คำว่า ‘ระวัง’ กลายเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ
ต้องรู้ว่ากิ่งแบบไหนดูแข็งแรง ต้องรู้ว่าการวางเท้าบนกิ่งเล็กๆ ทำให้เสียสมดุลง่าย ต้องรู้ว่าถ้ารู้สึกไม่มั่นคงควรถอยกลับ และต้องรู้ด้วยว่าความสูงระดับไหนที่ตัวเองยังควบคุมได้
นี่เป็นลักษณะการเล่นที่มีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง งานวิจัยด้านนี้พบว่าการเล่นที่มีความท้าทายสามารถเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกการตัดสินใจ การรับมือกับความกลัว ความล้มเหลว และสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
และเป็นการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้พบกับความท้าทายที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของตัวเอง
#รู้จักคำว่าพอ
ผู้ใหญ่มักให้ความสำคัญกับการขึ้นไปให้สูง แต่สำหรับเด็ก การรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดก็สำคัญไม่แพ้กัน
ปีนไปถึงกิ่งหนึ่งแล้วรู้สึกว่ากิ่งต่อไปสูงเกิน เด็กอาจไม่ปีนต่อ หรืออาจลองหาทางอื่นแทน นั่นคือการประเมินสถานการณ์และยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง
ถ้าลองแล้วทำไม่ได้ เด็กอาจลงมาแล้วกลับไปลองใหม่ในวันอื่นๆ
กระบวนการเล็กๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่าความสามารถในการรับมือกับความยากและกลับมาลองใหม่อีกครั้ง
มันเป็นหนึ่งบทเรียนชีวิตที่เกิดขึ้นจากการลองเอง พลาดเอง และตัดสินใจเอง
#รู้จักสิ่งรอบตัว
ต้นไม้ไม่ใช่เครื่องเล่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เด็กปีนโดยเฉพาะ มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และไม่มีรูปแบบตายตัว
ต้นหนึ่งมีลำต้นใหญ่ อีกต้นมีกิ่งต่ำ อีกต้นมีทางให้ปีนซับซ้อนกว่า เมื่อเด็กต้องหาทางขึ้นไปบนต้นไม้ เขาจึงต้องสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น ทั้งรูปร่างของต้นไม้ ตำแหน่งของกิ่ง พื้นที่ด้านล่าง และสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว
และยังเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ร่างกายและจินตนาการไปพร้อมกัน โดยเด็กอาจมองกิ่งไม้เป็นสะพาน เป็นบ้าน หรือเป็นจุดชมวิว โดยไม่ได้มีของเล่นสำเร็จรูปมาบอกว่าต้องเล่นอย่างไร
#ผู้ใหญ่ช่วยเซฟอย่างไร
สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังเฝ้าดูลูกหลานปีนต้นไม้ ควรแยกให้ออกว่าอะไรคือ ความเสี่ยงที่เด็กกำลังเรียนรู้ กับ อันตรายที่ไม่ควรเกิดขึ้น
การปีนกิ่งไม้เตี้ยๆ ที่แข็งแรงกับการปีนต้นไม้ใกล้สายไฟอย่างไหนควรส่งเสริมหรือห้าม การลองปีนในระดับที่เด็กยังควบคุมตัวเองได้กับการขึ้นไปบนกิ่งที่ผุหรือหักง่ายก็ไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ผู้ใหญ่มีหน้าที่สำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยพอที่จะให้เด็กได้ลอง แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดทุกก้าวให้เด็กเดินตาม
เพราะถ้าผู้ใหญ่คอยบอกว่าต้องจับตรงนี้ ก้าวขาไปตรงนั้น หรืออย่าขึ้นสูงอยู่ตลอด อาจช่วยเซฟให้เด็กปลอดภัยขึ้นในช่วงเวลานั้น แต่ก็เสียโอกาสการเรียนรู้ว่าตัวเองควบคุมร่างกายและประเมินสถานการณ์อย่างไร
การปีนต้นไม้จึงมีคุณค่าอยู่ตรงพื้นที่ระหว่างการไม่ประมาทจนเกิดอันตราย และไม่ระวังจนเด็กไม่มีโอกาสได้ลองอะไรด้วยตัวเอง
จากที่เล่ามาและความเดิม (ตอนที่) 1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราคงเห็นแล้วว่า การปีนต้นไม้ให้มากกว่าความสนุก
แต่ยังเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำความรู้จักทั้ง ร่างกาย ความกลัว ความกล้า และขีดจำกัดของตัวเอง ผ่านการเล่นที่ดูธรรมดาที่สุดอย่างหนึ่งในวัยเด็ก
โฆษณา