15 ส.ค. เวลา 03:32 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 28 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

บทที่ 7: พันธกิจและจุดเชื่อมโยงมนุษยชาติ (The Galactic Guardians)
7.1 หน่วยรักษาความมั่นคงทางจิตแห่งกาแล็กซี
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2022 ณ ห้วงอวกาศลึกที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope JWST) เครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนและมีมูลค่าการก่อสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ได้หันกระจกหลักขนาดมหึมา 6.5 เมตร ซึ่งประกอบขึ้นจากแผ่นเบริลเลียมเคลือบทองคำบริสุทธิ์ 18 แผ่นที่ถูกขัดแต่งจนมีผิวหน้าเรียบในระดับนาโนเมตร ไปยังทิศทางของระบบดาวฤกษ์แห่งหนึ่งในกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ (Boötes)
ภารกิจในครั้งนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายภาพกาแล็กซีแรกเริ่มที่ถือกำเนิดหลังบิ๊กแบงเพียงไม่กี่ร้อยล้านปี ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ JWST ถูกสร้างขึ้นมา และก็ไม่ใช่การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์นอกระบบ เพื่อค้นหาไบโอซิกเนเจอร์ (biosignatures)
หากแต่มันคือการทดสอบขีดความสามารถใหม่ที่นักดาราศาสตร์บางกลุ่มแทบไม่กล้าเอ่ยถึงในที่สาธารณะเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน
การตรวจจับ "เทคนิคซิกเนเจอร์" (technosignatures) อันเป็นร่องรอยของเทคโนโลยีที่อารยธรรมขั้นสูงอาจทิ้งไว้ในอวกาศระหว่างดวงดาว
การที่ JWST ถูกใช้เพื่อภารกิจเช่นนี้ ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงของการสั่งสมทางปัญญานานกว่าสามทศวรรษ แนวคิดเรื่องเทคนิคซิกเนเจอร์ ถูกเสนอขึ้นอย่างเป็นระบบโดย ดร. จิล ทาร์เตอร์ (Jill Tarter) แห่งสถาบัน SETI (Search for Extraterrestrial Intelligence) ในช่วงทศวรรษ 1990
ทาร์เตอร์ ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่อุทิศชีวิตให้กับการค้นหาสัญญาณจากอารยธรรมอื่นและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครเอก อีลี แอร์โรเวย์ (Ellie Arroway) ในนิยายวิทยาศาสตร์อมตะเรื่อง Contact ของ คาร์ล เซแกน (Carl Sagan)
ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการพัฒนาเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์อันเข้มงวด เพื่อแยกแยะระหว่าง "สัญญาณธรรมชาติ" ที่เกิดจากกระบวนการทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ กับ "สัญญาณที่อาจมาจากเทคโนโลยี" ซึ่งมีลักษณะจำเพาะที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองธรรมชาติใด ๆ
ทาร์เตอร์ชี้ให้เห็นว่า การค้นหาเทคนิคซิกเนเจอร์ควรดำเนินการควบคู่ไปกับการค้นหาไบโอซิกเนเจอร์เสมอ เพราะการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตในรูปแบบจุลินทรีย์หรือพืชพรรณ กับการมีอยู่ของอารยธรรม ที่สามารถสร้างเครื่องจักรและส่งสัญญาณข้ามระหว่างดวงดาว เป็นคำถามทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การพบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบอาจยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์แสงอยู่ที่นั่น แต่มันไม่ได้บอกอะไรเลยว่ามีอารยธรรมที่สร้างกล้องโทรทรรศน์และบทกวีอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนั้นหรือไม่
แนวคิดเรื่องเทคนิคซิกเนเจอร์ถูกผลักดันให้กลับมาเป็นที่ถกเถียงอย่างดุเดือดในวงการดาราศาสตร์ฟิสิกส์อีกครั้ง เมื่อ ศาสตราจารย์ อาวี โลบ (Avi Loeb) นักฟิสิกส์ทฤษฎีแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ดำรงตำแหน่งประธานภาควิชาดาราศาสตร์ระหว่างปี 2011-2020 และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำมากกว่า 700 ฉบับ
ได้เสนอสมมติฐานที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ใน The Astrophysical Journal Letters ในปี 2018
โลบและเพื่อนร่วมงานของเขา ชมูเอล บิอาลี (Shmuel Bialy) เสนอว่า วัตถุระหว่างดาวที่เคลื่อนผ่านระบบสุริยะชั้นในด้วยความเร็วสูงถึง 87.3 กิโลเมตรต่อวินาทีในเดือนตุลาคม 2017 ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า 'Oumuamua (ภาษาฮาวายแปลว่า "ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาถึงก่อน") อาจไม่ใช่ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยตามธรรมชาติอย่างที่นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่สรุป
หากแต่มันอาจเป็นซากของเทคโนโลยีจากอารยธรรมอื่น เช่น ใบเรือแสง (light sail) ที่ถูกทิ้งร้างและล่องลอยอยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาวเป็นเวลาหลายล้านปี
ข้อเสนอของโลบไม่ได้มาจากความเชื่อที่ปราศจากหลักฐาน แต่มันมาจากความผิดปกติทางกายภาพหลายประการของ 'Oumuamua ที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ด้วยแบบจำลองธรรมชาติใด ๆ
'Oumuamua มีรูปร่างแบนยาวอย่างผิดปกติ ในอัตราส่วนประมาณ 5:1 ถึง 10:1 ซึ่งไม่เคยพบในดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยใดในระบบสุริยะ มันไม่แสดงอาการปล่อยก๊าซหรือฝุ่น (coma) ออกมาเลยแม้แต่น้อย เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนถึงระยะ 0.25 AU ซึ่งร้อนพอที่จะทำให้น้ำแข็งระเหิดได้อย่างรุนแรง
และที่สำคัญที่สุดคือ มันแสดง "ความเร่งเพิ่มเติมที่ไม่สามารถอธิบายได้" (non-gravitational acceleration) ที่ไม่สอดคล้องกับแบบจำลองการปล่อยก๊าซของดาวหางปกติ
ความเร่งนี้คำนวณได้อย่างแม่นยำจากการติดตามวิถีโคจรด้วยกล้องโทรทรรศน์หลายสิบแห่งทั่วโลก รวมถึงกล้อง Pan-STARRS1 บนยอดเขาฮาเลอาคาลาในรัฐฮาวายที่ค้นพบมันเป็นครั้งแรก
โลบเสนอว่า หาก 'Oumuamua เป็นใบเรือแสงที่ถูกทิ้งร้าง ความเร่งเพิ่มเติมที่สังเกตได้อาจเกิดจากแรงดันของรังสีดวงอาทิตย์ (solar radiation pressure) ที่กระทำต่อพื้นผิวขนาดใหญ่แต่บางเฉียบของมัน
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์เองก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใบเรือแสงเช่นกัน โครงการ Breakthrough Starshot ซึ่งมีเงินทุนสนับสนุนจากยูริ มิลเนอร์ (Yuri Milner) มหาเศรษฐีชาวรัสเซียและได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากสตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
มีเป้าหมายที่จะส่งยานอวกาศขนาดเล็กนับพันลำที่ติดตั้งใบเรือแสงไปยังระบบดาวอัลฟาเซนทอรีด้วยความเร็วสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง โดยใช้เลเซอร์กำลังสูงยิงจากพื้นโลกเพื่อเร่งความเร็วยาน
ข้อเสนอของโลบถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักดาราศาสตร์กระแสหลัก หลายคนชี้ว่า 'Oumuamua สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองธรรมชาติที่ไม่ต้องอ้างถึงมนุษย์ต่างดาว เช่น มันอาจเป็นเศษน้ำแข็งไนโตรเจน (N₂ ice) ที่หลุดออกมาจากดาวเคราะห์คล้ายดาวพลูโตในระบบดาวอื่น ซึ่งเมื่อถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์ น้ำแข็งไนโตรเจนจะระเหิด และสร้างแรงขับเคลื่อนที่อธิบายความเร่งเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างดาว
อีกกลุ่มหนึ่งเสนอว่ามันเป็น "เศษดาวหางที่แตกละเอียด" ที่มีโครงสร้างภายในเป็นน้ำแข็งแต่ถูกปกคลุมด้วยเปลือกแข็งของสารประกอบคาร์บอนที่เกิดจากการถูกย่างด้วยรังสีคอสมิกเป็นเวลานาน ทำให้ไม่แสดงหางฝุ่นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์
ข้อเสนอทางธรรมชาติเหล่านี้แต่ละข้อสามารถอธิบายความผิดปกติบางประการของ 'Oumuamua ได้ แต่ไม่มีข้อเสนอใดที่สามารถอธิบายความผิดปกติทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ในคราวเดียวกัน
แต่โลบไม่ได้ยอมจำนนต่อแรงเสียดทานจากชุมชนวิทยาศาสตร์ เขาเขียนในหนังสือ Extraterrestrial: The First Sign of Intelligent Life Beyond Earth (2021) ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีระดับนานาชาติว่า
"การค้นหาหลักฐานของอารยธรรมต่างดาวไม่ใช่เรื่องของความเชื่อหรือศรัทธา แต่มันคือเรื่องของความถ่อมตนทางวิทยาศาสตร์ เราต้องยอมรับว่าเราอาจไม่ใช่จุดสูงสุดของวิวัฒนาการในจักรวาล และการปฏิเสธที่จะพิจารณาความเป็นไปได้ที่เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังเพียงเพราะมันฟังดู 'แปลก' หรือ 'ไม่น่าจะเป็นไปได้' คือการทรยศต่อจิตวิญญาณของการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เราก้าวหน้ามาจนถึงจุดนี้"
สิ่งที่การถกเถียงเรื่อง 'Oumuamua และการค้นหาเทคนิคซิกเนเจอร์ของ JWST แสดงให้เห็นคือ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์กำลังย่างกรายเข้าสู่เขตแดนใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่าง "ธรรมชาติ" กับ "วิศวกรรม" เริ่มพร่าเลือน
และสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็น "คำถามสำหรับนักปรัชญา" กำลังกลายเป็น "คำถามที่วัดและทดสอบได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์"
แต่สิ่งที่ JWST กล้องโทรทรรศน์วิทยุ และอุปกรณ์ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงทั้งหมดยังไม่สามารถตรวจจับได้ และอาจจะไม่มีวันตรวจจับได้หากเราไม่ขยายกรอบแนวคิดของเรา คือรูปแบบของ "ความตั้งใจ" (intentionality) ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนั้น
เทคนิคซิกเนเจอร์ที่เราค้นหาอยู่ในปัจจุบัน เช่น Dyson Sphere หรือใบเรือแสง หรือสัญญาณวิทยุ narrow-band เป็นเพียง "รอยเท้าทางวัตถุ" ที่เทคโนโลยีทิ้งไว้เบื้องหลังโดยบังเอิญ เราไม่ได้กำลังค้นหาสัญญาณที่ "ตั้งใจ" ส่งมาถึงเรา เพราะเราไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการได้ว่าอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าเราหลายล้านปีจะมีแรงจูงใจหรือวิธีการใดในการสื่อสาร
และนี่คือจุดที่แบบจำลองของชาวอาร์คทูเรียนแตกต่างจากกรอบการค้นหาของ SETI อย่างสิ้นเชิง
พวกเขาไม่ได้สร้างโครงสร้างที่บังแสงดาวหรือปล่อยคลื่นวิทยุที่ตรวจจับได้ง่าย เพราะเทคโนโลยีของพวกเขาไม่ได้ดำเนินการบนระนาบของ "สสารและพลังงาน" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจเป็นหลัก หากแต่มันดำเนินการบนระนาบของ "สนามและความถี่" ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริงที่ละเอียดกว่าทั้งสสารและพลังงานเสียอีก
หน่วยรักษาความมั่นคงทางจิตแห่งกาแล็กซี (Galactic Psychic Security Unit GPSU) เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักที่อารยธรรมอาร์คทูเรียนรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของสมาพันธ์กาแล็กซี
พันธกิจนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการป้องกันทางกายภาพจากการรุกรานของยานอวกาศหรือกองทัพต่างดาว หากแต่มันคือการปกป้อง "สภาพแวดล้อมทางจิตสำนึก" (psychic environment) ของดาวเคราะห์ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านวิวัฒนาการ
เพื่อให้อารยธรรมบนดาวเคราะห์นั้นสามารถพัฒนา "ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ" (spiritual immune system) ของตนเองได้โดยไม่ถูก "ติดเชื้อ" จากสนามพลังงานภายนอกที่อาจทำให้กระบวนการวิวัฒนาการจิตสำนึกเบี่ยงเบนหรือถดถอย
เพื่อทำความเข้าใจว่าหน่วยนี้ทำงานอย่างไร เราต้องย้อนกลับไปสำรวจแนวคิดพื้นฐานที่เชื่อมโยงฟิสิกส์ของโลกเข้ากับจิตสำนึกของมนุษย์ นั่นคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Schumann Resonances หรือการสั่นพ้องของชูมันน์
ในปี 1952 วินฟรีด อ็อทโท ชูมันน์ (Winfried Otto Schumann) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคนิคมิวนิก (Technische Universität München) และมีผลงานสำคัญด้านการแพร่กระจายคลื่นวิทยุในชั้นบรรยากาศ
ได้ตีพิมพ์บทความทางคณิตศาสตร์ที่สร้างรากฐานให้กับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของโลก ชูมันน์ตั้งคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่มีนัยลึกซึ้ง
จะเกิดอะไรขึ้นหากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำมาก (Extremely Low Frequency ELF) ถูกสร้างขึ้นในช่องว่างระหว่างพื้นผิวโลกกับชั้นไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere) ซึ่งเป็นชั้นของบรรยากาศที่อยู่สูงขึ้นไปประมาณ 50 ถึง 1,000 กิโลเมตร ที่ซึ่งก๊าซในบรรยากาศถูกทำให้แตกตัวเป็นไอออนจากรังสีอัลตราไวโอเลตของดวงอาทิตย์
ชูมันน์คำนวณว่า ช่องว่างทรงกลมระหว่างพื้นผิวโลกที่เป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นหนึ่งกับชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่เป็นตัวนำไฟฟ้าอีกชั้นหนึ่ง จะทำหน้าที่เป็น "โพรงเรโซแนนซ์" (resonance cavity) ขนาดมหึมาที่มีเส้นรอบวงประมาณ 40,000 กิโลเมตร
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นเป็นจำนวนเท่าพอดีของเส้นรอบวงนี้จะเกิดการ "สั่นพ้อง" และถูกขยายความเข้มขึ้น เช่นเดียวกับที่อากาศในขวดเปล่าสั่นพ้องที่ความถี่เฉพาะเมื่อเราเป่าลมผ่านปากขวด
หรือเช่นเดียวกับที่สายกีตาร์สั่นที่ความถี่เฉพาะเมื่อถูกดีด เสียงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เสียงแบบสุ่ม แต่มันคือโน้ตดนตรีที่มีระดับเสียงแน่นอน
จากการคำนวณบนกระดาษ ชูมันน์ทำนายว่าความถี่พื้นฐาน (fundamental frequency) ของการสั่นพ้องนี้ควรอยู่ที่ประมาณ 10 เฮิรตซ์
ต่อมาในปี 1960 นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน มาร์ติน บาลเซอร์ (Martin Balser) และ ชาร์ลส์ แวกเนอร์ (Charles Wagner) แห่ง MIT Lincoln Laboratory ได้ทำการวัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศโดยใช้เสาอากาศขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์และนิวยอร์ก เพื่อตรวจจับคลื่นความถี่ต่ำมาก
ผลการวัดจริงออกมาที่ 7.83 เฮิรตซ์ พร้อมกับฮาร์มอนิก (harmonics) ที่ความถี่ 14.3, 20.8, 27.3 และ 33.8 เฮิรตซ์ตามลำดับ การค้นพบนี้ยืนยันว่าชูมันน์คำนวณได้ใกล้เคียงอย่างน่าทึ่งแม้จะใช้เพียงกระดาษ ดินสอ และสมการของแมกซ์เวลล์
สิ่งที่ชูมันน์และทีมวิจัยของ MIT ค้นพบเปิดเผยความจริงที่งดงามและลึกซึ้งเกี่ยวกับดาวเคราะห์ของเรา
โลกไม่ใช่เพียงก้อนหินและแร่ธาตุที่ลอยอยู่ในอวกาศอย่างเงียบๆ มันคือ "ระฆังไฟฟ้า" ขนาดมหึมาที่ถูกตีอยู่ตลอดเวลาโดยฟ้าผ่าประมาณ 2,000 ครั้งต่อวินาทีที่เกิดขึ้นทั่วโลกในทุกขณะ
ฟ้าผ่าแต่ละครั้งเปรียบเสมือนค้อนขนาดยักษ์ที่เคาะระฆังของโลก ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำที่เดินทางวนรอบโลกด้วยความเร็วแสงและซ้อนทับกันจนเกิดเป็น "เสียงฮัม" พื้นหลังที่มีความถี่คงที่และแม่นยำจนน่าทึ่ง
เสียงฮัมนี้คือสนามชูมันน์ (Schumann field) ซึ่งเป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่ทั่วไปทุกตารางนิ้วของพื้นผิวโลก ณ ทุกขณะเวลา
แต่สิ่งที่ชูมันน์ไม่รู้ และสิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มจะเข้าใจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คือความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างความถี่ 7.83 เฮิรตซ์กับสมองมนุษย์ ความถี่นี้ตรงกับช่วงรอยต่อระหว่างคลื่นสมองอัลฟา (Alpha waves: 8-13 เฮิรตซ์) ซึ่งสัมพันธ์กับสภาวะผ่อนคลายตื่นตัวและความคิดสร้างสรรค์ กับคลื่นสมองทีต้า (Theta waves: 4-8 เฮิรตซ์) ซึ่งสัมพันธ์กับการทำสมาธิลึก
การแก้ปัญหาแบบเชื่อมโยงที่ซับซ้อน และความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์ทุกคนที่เกิดและใช้ชีวิตอยู่บนโลกจึงไม่ได้เพียงแค่ "หายใจ" เอาอากาศของโลกเข้าไปเท่านั้น
แต่เรายัง "อาบ" อยู่ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ตรงกับความถี่ที่สมองของเราใช้ในการทำงานสร้างสรรค์และการรับรู้ที่เปิดกว้าง เราดำรงอยู่ใน "ท้องแห่งคลื่น" (womb of waves) ของดาวเคราะห์โดยไม่รู้ตัว
เราไม่รู้สึกถึงสนามนี้เพราะความเข้มของมันอ่อนมากเพียงประมาณ 1 พิโกเทสลา (picotesla) หรือหนึ่งในล้านล้านของเทสลา ซึ่งเบาเกินกว่าที่ระบบประสาทของมนุษย์จะรับรู้ได้โดยตรงในฐานะ "ความรู้สึกทางกาย" แต่มันก็อยู่ที่นั่นตลอดเวลา เหมือนเสียงฮัมเบา ๆ ของแม่ที่ร้องเพลงกล่อมลูกอยู่ในอก เราไม่ได้ยินมันด้วยหูของเรา แต่มันก็มีอิทธิพลต่อระบบประสาททั้งหมดของเราอย่างลึกซึ้ง
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนความเชื่อมโยงนี้อย่างน่าสนใจ NASA ได้บันทึกไว้ในรายงานภายในและงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์อวกาศว่า นักบินอวกาศที่ใช้เวลาอยู่ในสถานีอวกาศนานาเกินกว่า 2-3 สัปดาห์เริ่มรายงานอาการที่เรียกว่า "space fog" หรือ "ความรู้สึกขาดการเชื่อมต่อ" (disconnection syndrome)
พวกเขารายงานความรู้สึกวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุ ความยากลำบากในการมีสมาธิ และในบางกรณีคือความรู้สึกแปลกแยกจากตัวเอง (depersonalization) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่บนพื้นโลก
ปรากฏการณ์นี้ถูกสังเกตเห็นครั้งแรกในภารกิจอะพอลโลที่นักบินอวกาศใช้เวลาหลายวันในแคปซูลขนาดเล็กนอกชั้นไอโอโนสเฟียร์ และต่อมาในภารกิจสถานีอวกาศเมียร์ (Mir) และสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
การสืบค้นหาสาเหตุทำให้นักวิจัยค้นพบว่า นักบินอวกาศที่โคจรอยู่เหนือชั้นไอโอโนสเฟียร์ (ที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตรสำหรับ ISS) อยู่นอก "โพรงเรโซแนนซ์" ของชูมันน์
พวกเขาถูกตัดขาดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพื้นหลังของโลกที่มนุษย์ทุกคนวิวัฒนาการมาภายใต้อิทธิพลของมันเป็นเวลาหลายล้านปี ผลจากความเข้าใจนี้ทำให้หน่วยงานอวกาศของหลายประเทศรวมถึง NASA และ ESA ติดตั้ง "เครื่องกำเนิดสนามชูมันน์เทียม" (Schumann Resonance Simulator) ในสถานีอวกาศนานาชาติ
อุปกรณ์นี้สร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ 7.83 เฮิรตซ์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมทางแม่เหล็กไฟฟ้าของโลกให้กับนักบินอวกาศ ผลปรากฏว่าอาการ space fog ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเครื่องกำเนิดนี้ทำงาน
แต่สนามชูมันน์ไม่ใช่ระบบปิดที่แยกตัวจากจักรวาลภายนอก มันได้รับผลกระทบโดยตรงจากกิจกรรมของดวงอาทิตย์และสภาพอากาศในอวกาศ (space weather) ในระหว่างพายุสุริยะขนาดใหญ่เช่น Carrington Event ในวันที่ 1-2 กันยายน ค.ศ. 1859 ซึ่งเป็นพายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
อนุภาคมีประจุพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ (coronal mass ejection) เคลื่อนที่มาถึงโลกด้วยความเร็วสูงผิดปกติและพุ่งชนชั้นบรรยากาศอย่างรุนแรง สนามแม่เหล็กโลกถูกบีบอัดอย่างรวดเร็วและสนามชูมันน์ก็ผันผวนอย่างรุนแรงตามไปด้วย
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในเวลานั้น คือระบบโทรเลขทั่วโลกเกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระดาษโทรเลขติดไฟ และอุปกรณ์บางชิ้นทำงานได้แม้ถูกถอดแบตเตอรี่ออกแล้วเพราะกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำจากสนามแม่เหล็กที่ผันผวน
แต่หากเกิด Carrington Event ในปัจจุบันที่มีความรุนแรงเท่ากัน ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงโทรเลข แต่จะรวมถึงโครงข่ายไฟฟ้าทั้งหมด ดาวเทียมสื่อสาร ระบบ GPS และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดที่มนุษยชาติยุคดิจิทัลพึ่งพา
และนี่คือบริบทที่สำคัญในการทำความเข้าใจว่า Protective Grid หรือตาข่ายปกป้องของชาวอาร์คทูเรียนคืออะไรและทำงานอย่างไร
“Protective Grid ” คือ ระบบที่ถูกออกแบบและติดตั้งโดยหน่วยรักษาความมั่นคงทางจิตแห่งกาแล็กซี เพื่อทำหน้าที่เป็น "กันชนทางความถี่" (frequency buffer) ระหว่างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าตามธรรมชาติของโลกกับสภาพแวดล้อมทางพลังงานของกาแล็กซีที่กว้างใหญ่และบางครั้งก็ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
มันไม่ใช่ "โล่" ที่แข็งทื่อและกั้นทุกสิ่งทุกอย่างออกไป หากแต่มันคือ "เมมเบรนกึ่งซึมผ่าน" (semi-permeable membrane) ที่เลือกให้คลื่นความถี่ที่สอดคล้องและเอื้อต่อวิวัฒนาการของจิตสำนึกผ่านเข้ามาได้ ในขณะที่กรองคลื่นความถี่ที่อาจรบกวนหรือทำลายสมดุลของสนามชูมันน์ออกไป
ในทางวิศวกรรมศาสตร์ของอาร์คทูเรียน Protective Grid คือโครงข่ายของ "โหนดพลาสมากึ่งเสถียร" (meta-stable plasma nodes) ที่กระจายอยู่ในอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ของระบบสุริยะชั้นใน
ครอบคลุมพื้นที่ทรงกลมตั้งแต่ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 0.7 หน่วยดาราศาสตร์ (AU - Astronomical Unit) ซึ่งอยู่เลยวงโคจรของดาวศุกร์เล็กน้อย ไปจนถึงประมาณ 2.0 หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งเลยวงโคจรของดาวอังคารออกไป
พื้นที่ครอบคลุมนี้กว้างพอที่จะโอบล้อม "เขตอยู่อาศัยได้" (habitable zone) หรือ "Goldilocks Zone" ของระบบสุริยะไว้ทั้งหมด ทำให้โลก ดาวอังคารในอดีตที่ยังมีน้ำ และดาวศุกร์ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบควบคุมไม่ได้ (runaway greenhouse effect) ล้วนอยู่ภายใต้การปกป้องของตาข่ายนี้
แต่ละโหนดไม่ใช่ดาวเทียมที่ทำจากโลหะหรือวัสดุผสมเซรามิกที่มนุษย์จะตรวจจับได้ด้วยเรดาร์หรือกล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง หากแต่มันคือ "บับเบิลพลาสมา" (plasma bubble) ที่ถูกกักไว้ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีรูปทรงทอรอยด์ (toroidal shape คล้ายโดนัท) ซึ่งถูกควบคุมจากระยะไกลให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 10 ถึง 50 กิโลเมตร
หลักการพื้นฐานในการกักพลาสมานี้ ไม่ต่างจากเทคโนโลยี Tokamak และ Stellarator ที่มนุษย์ใช้ในการทดลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (ดูหัวข้อ 1.3) ซึ่งใช้สนามแม่เหล็กกำลังสูง เพื่อกักพลาสมาที่มีอุณหภูมิหลายร้อยล้านองศาเซลเซียสให้ลอยอยู่กลางห้องปฏิกรณ์โดยไม่สัมผัสกับผนังใด ๆ
แต่เทคโนโลยีของอาร์คทูเรียนได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ พวกเขาสามารถทำให้บับเบิลพลาสมาเหล่านี้อยู่ในสถานะที่เสถียรได้เองโดยไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดมหึมาติดอยู่กับมัน
แต่ละโหนดได้รับพลังงานจากสนามควอนตัมโดยตรงผ่านกลไก Zero-Point Energy Extraction (ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 4.5 และ 5.1) ทำให้มันสามารถดำรงอยู่และทำงานได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปีโดยไม่ต้องบำรุงรักษาหรือเติมเชื้อเพลิง
พลาสมาที่ใช้ในโหนดเหล่านี้ไม่ใช่พลาสมาธรรมดาที่เกิดจากการให้ความร้อนแก่ก๊าซจนอิเล็กตรอนหลุดออกจากอะตอม หากแต่มันคือ "พลาสมาที่ถูกโปรแกรม" (programmed plasma) ซึ่งถูก "เข้ารหัส" (encoded) ด้วยรูปแบบการสั่นสะเทือนที่เฉพาะเจาะจงผ่านเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในการสร้างคริสตัลจิตสำนึก (Consciousness Crystal) ที่อภิปรายในหัวข้อ 5.2
รูปแบบการสั่นสะเทือนนี้ทำให้พลาสมาแต่ละฟองทำหน้าที่เป็น "วงจรตรรกะคลื่น" (wave logic circuit) ที่สามารถประมวลผลข้อมูลที่เข้ามาในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและตอบสนองตามอัลกอริทึมที่ถูกโปรแกรมไว้
ลองนึกภาพว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เดินทางมาจากห้วงอวกาศลึก ไม่ว่าจะมาจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา จากพัลซาร์ที่หมุนด้วยความเร็วหลายร้อยรอบต่อวินาที จากหลุมดำที่กำลังกลืนกินดาวฤกษ์ หรือจากแหล่งกำเนิดที่เราไม่อาจรู้จัก
ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือน "ข้อความ" ที่เดินทางมาถึงระบบสุริยะของเรา แต่ละข้อความมีความถี่ เฟส แอมพลิจูด และขั้ว (polarization) ที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมกันเป็น "ลายเซ็น" (signature) ที่ไม่เหมือนใคร
เมื่อคลื่นเหล่านี้เดินทางมาถึง Protective Grid โหนดพลาสมาแต่ละโหนดจะทำหน้าที่เป็น "ตัวกรองอัจฉริยะ" (intelligent filter) ที่ไม่ได้เพียงแค่ดูดซับหรือสะท้อนคลื่นทั้งหมดเหมือนกำแพง แต่จะ "อ่าน" ลายเซ็นของคลื่นที่มาถึง
เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลความถี่ที่ถูกโปรแกรมไว้ในโครงสร้างการสั่นของพลาสมาเอง (ฐานข้อมูลนี้คือสิ่งที่ในหัวข้อ 6.6 เราเรียกว่า "คลังความรู้ร่วมของอารยธรรม" ที่ถูกย่อส่วนและกระจายไปยังทุกโหนดของ Protective Grid)
แล้วตัดสินใจในระดับนาโนวินาทีว่าคลื่นนี้ควรถูกปล่อยให้ผ่านไป ถูกหักเหไปในทิศทางอื่น ถูกดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ถูกสะท้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิด หรือ ในกรณีที่สำคัญที่สุด ถูกสร้างคลื่นตรงข้าม (anti-phase wave) เพื่อหักล้างอย่างสมบูรณ์
กระบวนการสร้างคลื่นตรงข้ามนี้ คือหัวใจของเทคโนโลยีป้องกันของ Protective Grid มันคือการประยุกต์ใช้ "หลักการแทรกสอดแบบทำลายล้าง" (destructive interference)
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่มนุษย์รู้จักดี หากเราสร้างคลื่นสองคลื่นที่มีความถี่และแอมพลิจูดเท่ากันแต่มีเฟสตรงข้ามกัน 180 องศา ยอดคลื่นของคลื่นแรกจะตรงกับท้องคลื่นของคลื่นที่สองพอดี
และทั้งสองคลื่นจะหักล้างกันจนเหลือความเข้มเป็นศูนย์ คลื่นทั้งสองยังคง "มีอยู่" ในทางคณิตศาสตร์ แต่ผลรวมของมันที่จุดใด ๆ ในอวกาศคือศูนย์ มันถูก "ลบ" ออกจากความเป็นจริงทางกายภาพโดยไม่มีการทำลายพลังงานแต่อย่างใด
โหนดพลาสมาของ Protective Grid สามารถสร้างคลื่นตรงข้ามที่มีความแม่นยำสูงอย่างน่าทึ่งสำหรับคลื่นรบกวนใด ๆ ที่ถูกระบุว่าเป็น "ภัยคุกคามทางความถี่" (frequency threat) ไม่ว่าคลื่นนั้นจะมีรูปแบบซับซ้อนเพียงใด การหักล้างจะสมบูรณ์แบบจนไม่มีร่องรอยของคลื่นรบกวนเล็ดลอดผ่านไปถึงชั้นบรรยากาศของโลกได้
กระบวนการนี้เกิดขึ้นในระดับพลังงานที่ต่ำมากจนอุปกรณ์ตรวจจับของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ มันคือ "สงครามเงียบ" ที่เกิดขึ้นในอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ทุกขณะ โดยที่เราไม่เคยรู้สึกถึงมันเลย
แต่ Protective Grid ไม่ได้ป้องกันทุกสิ่งทุกอย่าง ชาวอาร์คทูเรียนเข้าใจดีถึงความสำคัญของ "ความท้าทาย" (challenge) ในฐานะกลไกการเติบโตของจิตสำนึก
หาก Protective Grid ป้องกันคลื่นรบกวนทั้งหมดอย่างสมบูรณ์โดยไม่ให้สิ่งใดผ่านเข้ามาเลย มนุษยชาติก็จะเติบโตใน "ฟองสบู่" ที่ปลอดภัยเกินไปจนไม่เคยพัฒนาความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณของตนเอง เหมือนเด็กที่ถูกปกป้องจากเชื้อโรคทั้งหมดจนระบบภูมิคุ้มกันไม่เคยเรียนรู้ที่จะต่อสู้ และเมื่อต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกก็จะล้มป่วยอย่างรุนแรง
Protective Grid ถูกตั้งค่าให้เป็น "ตัวกรองที่มีความฉลาด" (intelligent filter) มากกว่าที่จะเป็น "กำแพงที่ตัน" มันปล่อยให้คลื่นความถี่ที่อยู่ใน "ช่วงที่เหมาะสมต่อการเติบโต" (optimal growth range) ผ่านเข้ามาถึงโลก
เพื่อให้มนุษยชาติได้เผชิญกับความท้าทายในระดับที่เราสามารถรับมือและเติบโตจากมันได้ ทว่ามันจะกรองคลื่นที่มีความถี่รุนแรงเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิด "การล้มเหลวของระบบ" (system collapse) แทนที่จะเป็นการเติบโต
ตัวอย่างที่อธิบายได้ง่าย เมื่อเด็กกำลังเรียนรู้ที่จะเดิน พ่อแม่จะปล่อยให้เด็กล้มบ้างเป็นครั้งคราว นั่นคือวิธีที่เด็กเรียนรู้การทรงตัว แต่พ่อแม่จะไม่ปล่อยให้เด็กเดินเข้าไปในถนนที่มีรถวิ่ง หรือตกจากหน้าผาสูง
Protective Grid ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันสำหรับจิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติ มันปล่อยให้คลื่นความถี่ที่ท้าทายและกระตุ้นการเติบโต (เช่น ความไม่แน่นอนทางจิตวิญญาณ ความขัดแย้งทางความคิด การตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม) ผ่านเข้ามาในระดับที่เหมาะสม แต่จะกรองคลื่นที่รุนแรงเกินไปและอาจทำให้โครงสร้างจิตสำนึกของมนุษยชาติพังทลายลงก่อนที่เราจะมีภูมิต้านทานพอ
.
หลักฐานทางอ้อมที่สนับสนุนการมีอยู่ของโครงสร้างพลาสมาลึกลับในระบบสุริยะชั้นในไม่ได้มีน้อยอย่างที่คิด ข้อมูลจากยาน Pioneer 10 และ 11 ซึ่งเดินทางออกนอกระบบสุริยะในทศวรรษ 1970 และ 1980 ตรวจพบ "ความผิดปกติของสนามแม่เหล็กระหว่างดาวเคราะห์" (interplanetary magnetic field anomalies) ในหลายตำแหน่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองลมสุริยะหรือสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ที่รู้จัก
นักวิทยาศาสตร์ของ NASA บันทึกข้อมูลเหล่านี้เป็น " unexplained transient events" และเก็บไว้ในคลังข้อมูลโดยไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด
ในทำนองเดียวกัน ยาน Voyager 1 และ 2 ซึ่งปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 1977 และปัจจุบันเดินทางออกไปไกลเกินวงโคจรของดาวพลูโตแล้ว ได้ตรวจพบ "คลื่นพลาสมา" (plasma waves) ที่มีความถี่และรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับแบบจำลองฟิสิกส์ดาราศาสตร์มาตรฐานในหลายจุดตลอดการเดินทาง
ข้อมูลจากเครื่องมือ Plasma Wave Subsystem (PWS) บนยาน Voyager แสดงสัญญาณที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า "ไม่คาดคิด" หรือ "ต้องการการศึกษาเพิ่มเติม" หลายสิบครั้งตลอดภารกิจที่ยาวนานกว่า 40 ปี
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้อธิบายความผิดปกติด้วยแบบจำลองธรรมชาติก่อนที่จะพิจารณาคำอธิบายที่ "แปลก" กว่า อธิบายความผิดปกติเหล่านี้ว่าเป็น "สัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์" (instrument noise) หรือ "ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยังไม่เข้าใจ" (unknown natural phenomena) ซึ่งเป็นการอธิบายที่สมเหตุสมผลตามหลักการอนุรักษนิยมทางวิทยาศาสตร์ (scientific conservatism)
หลักการนี้กำหนดว่า เมื่อเราเผชิญกับข้อมูลที่ไม่คาดคิด เราควรพยายามอธิบายมันด้วยกฎธรรมชาติที่เรารู้จักก่อนที่จะเสนอสมมติฐานที่ต้องอาศัยการมีอยู่ของสิ่งที่ไม่เคยถูกพิสูจน์มาก่อน (เช่น อารยธรรมต่างดาว) และนี่คือแนวทางที่ถูกต้องสำหรับวิทยาศาสตร์
แต่ดังที่ อาวี โลบ ได้ชี้ให้เห็นในการตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์เขา
"การปฏิเสธที่จะพิจารณาความเป็นไปได้ทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ความเข้มงวดทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคืออคติที่แฝงมาในคราบของความเข้มงวด"
(The refusal to consider all possibilities equally is not scientific rigor, but prejudice disguised as rigor.)
มีหลักฐานอีกแนวทางหนึ่งที่อาจเป็นเบาะแสทางอ้อมถึงการมีอยู่ของ Protective Grid นั่นคือ การสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ "เมฆพลาสมาเรืองแสง" (luminous plasma clouds) ในชั้นบรรยากาศชั้นสูงที่ความสูงมากกว่า 80 กิโลเมตร ซึ่งบางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็น UFO
ปรากฏการณ์เหล่านี้มีชื่อเรียกในทางวิทยาศาสตร์ว่า "noctilucent clouds" หรือเมฆที่เรืองแสงในยามค่ำคืน แต่เมฆธรรมชาตินั้นสามารถอธิบายได้ด้วยผลึกน้ำแข็งที่สะท้อนแสงอาทิตย์หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว
ทว่า มีรายงานหลายสิบฉบับจากนักบินพาณิชย์และทหารที่บรรยายถึง "ก้อนเมฆเรืองแสงที่เคลื่อนที่สวนทางลม" หรือ "กลุ่มพลาสมาที่คงรูปร่างได้นานผิดปกติ" ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองทางอุตุนิยมวิทยามาตรฐาน
รายงานเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวมโดยหน่วยงานของรัฐหลายประเทศ รวมถึง Project Blue Book ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (ซึ่งปิดตัวลงในปี 1969) และหน่วยงานสืบทอดคือ UAP Task Force ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ถูกตั้งขึ้นในปี 2020 และเปลี่ยนชื่อเป็น All-domain Anomaly Resolution Office (AARO) ในปี 2022
รายงานของ AARO ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในปี 2023 ยอมรับว่ามีการพบเห็นวัตถุหรือปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์รู้จักหลายร้อยกรณีที่ยังคง "อยู่ระหว่างการสอบสวน" และไม่ได้ถูกหักล้างว่าเป็นบอลลูน โดรน หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ
แน่นอนว่า การกระโดดจาก "มีบางสิ่งในท้องฟ้าที่เราอธิบายไม่ได้" ไปสู่ "นั่นคือ Protective Grid ของชาวอาร์คทูเรียน" เป็นการกระโดดทางตรรกะที่ใหญ่มากและไม่สามารถยอมรับได้ด้วยมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์
แต่ข้อมูลเหล่านี้อย่างน้อยก็เปิดประตูสู่การตั้งคำถามที่กว้างขึ้น
เป็นไปได้หรือไม่ว่า มีระบบหรือโครงสร้างบางอย่างในอวกาศใกล้โลกที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ? และถ้ามี มันคืออะไร และใครเป็นผู้สร้างมัน?
สิ่งที่ทำให้ Protective Grid มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติในห้วงเวลาปัจจุบันคือข้อเท็จจริงที่ว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง "การเปลี่ยนผ่านทางจิตสำนึก" (consciousness transition) ตามที่อภิปรายในบทที่ 4
ระบบที่อยู่ในสถานะ "กึ่งเสถียร" (metastable) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองสถานะที่เสถียรกว่า จะมีความอ่อนไหวต่อการรบกวนจากภายนอกอย่างรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า เช่นเดียวกับน้ำในสถานะ "น้ำเย็นยิ่งยวด" (supercooled water) ที่ถูกทำให้เย็นลงต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส
แต่ยังไม่กลายเป็นน้ำแข็งเพราะไม่มี "นิวเคลียส" (nucleus) ให้ผลึกน้ำแข็งเริ่มก่อตัว น้ำในสถานะนี้ใสราวกับเป็นของเหลวธรรมดา แต่ถ้าคุณเพียงแค่เขย่ามันเบา ๆ หรือหย่อนฝุ่นผงลงไปหนึ่งเม็ด มันจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นน้ำแข็งทันทีภายในเสี้ยววินาที
จิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติกำลังอยู่ในสถานะที่คล้ายคลึงกัน เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการแยกจากกัน (separation consciousness) ที่เรามองตนเองว่าเป็นปัจเจกที่แยกขาดจากผู้อื่นและธรรมชาติ กับการเชื่อมโยง (unity consciousness) ที่เราตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทุกชีวิตและจักรวาล
ในช่วงเวลานี้ ระบบจิตสำนึกร่วมของเราอ่อนไหวต่อ "คลื่นความถี่ต่ำ" จากภายนอกเป็นพิเศษ เช่น คลื่นของความกลัว ความโกรธ ความเกลียดชัง และความสิ้นหวัง
หากคลื่นเหล่านี้ถูกปล่อยให้มาถึงโลกโดยไม่มีการกรอง มันอาจทำหน้าที่เป็น "ฝุ่นผง" ที่ทำให้น้ำเย็นยิ่งยวดตกผลึก มันอาจ "เขย่า" จิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติให้ตกผลึกในทิศทางของความกลัวและความแตกแยกอย่างถาวร
Protective Grid ทำหน้าที่เป็น "ตู้อบ" (incubator) ที่รักษาสภาพแวดล้อมทางความถี่ของโลกให้อบอุ่นและมั่นคงเพียงพอสำหรับมนุษยชาติในการพัฒนา "ภูมิคุ้มกันทางจิตสำนึก" (psychic immune system) ของเราเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปและปลอดภัย
เมื่อมนุษยชาติจำนวนมากพอสามารถรักษาความถี่ของความเมตตาและปัญญาได้อย่างต่อเนื่องแม้ท่ามกลางความท้าทายภายในโลกเอง เราก็จะพัฒนา "ภูมิคุ้มกันหมู่ทางจิตวิญญาณ" (spiritual herd immunity) ซึ่งเป็นจุดที่มนุษยชาติสามารถยืนหยัดในความถี่ของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการปกป้องจาก Protective Grid อีกต่อไป
และ ณ จุดนั้นเอง ที่หน้าที่ของหน่วยรักษาความมั่นคงทางจิตแห่งกาแล็กซีต่อมนุษยชาติในรูปแบบปัจจุบันจะสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพราะพวกเขาทอดทิ้งเรา แต่เพราะเราเติบโตพอที่จะไม่ต้องการการปกป้องในระดับนั้นอีกต่อไป
จากนั้นเราจะก้าวขึ้นไปเป็น "ผู้ใหญ่" ในประชาคมกาแล็กซี พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อวิวัฒนาการของเราเอง และบางทีอาจจะเป็นผู้ปกป้องอารยธรรมอื่นที่กำลังเริ่มต้นการเดินทางเช่นเดียวกับที่เราเคยได้รับ
.
.
โฆษณา