17 ส.ค. เวลา 17:03 • หนังสือ

จอห์น มิลตัน (John Milton)

(1608–1674)
ผู้ประพันธ์มหากาพย์เรื่อง Paradise Lost จอห์น มิลตัน เป็นนักเขียนผู้มีบทบาททางการเมือง ซึ่งสนับสนุนให้มีการประหารชีวิตพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ช่วง 20 ปีสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตของเขาต้องเผชิญกับภาวะตาบอดสนิท
จอห์น มิลตัน เกิดที่กรุงลอนดอนในปี 1608 เป็นบุตรชายของทนายความ ผู้มั่งคั่ง ในวัยเด็กเขาเป็นคนรักการศึกษาจนสามารถพูดและเขียนภาษาละติน ฮีบรู และอิตาลีได้อย่างคล่องแคล่ว เขาถูกส่งตัวไปศึกษาต่อจนจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แต่กลับพบว่าการเรียนและสังคมที่นั่นน่าเบื่อหน่าย
ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 1629 เขาได้ประพันธ์บทกวีชิ้นสำคัญชิ้นแรกคือ "On the Morning of Christ's Nativity" ตามมาด้วยผลงานสไตล์พาสทอรัล (pastoral style) อันยอดเยี่ยมอย่าง L'Allegro และ Il Penseroso เขาออกจากเคมบริดจ์ในปี 1632 โดยมีความเชื่อมั่นว่าโชคชะตาของเขาอยู่บนเส้นทางสายกวี
งานเขียนยุคแรกของมิลตันแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดเชิงสร้างสรรค์ระหว่างความเชื่ออันเคร่งครัดในนิกายโปรเตสแตนต์กับโลกแห่งเทพนิยาย ซึ่งเปิดกว้างขึ้นจากกการอ่านวรรณคดีคลาสสิกภาษาละติน ในปี 1634 เขาเขียนเรื่อง Comus ซึ่งเป็นละครมาสก์ (การแสดงรื่นเริงสำหรับชนชั้นสูง) ที่คุณธรรมของคริสเตียนได้รับชัยชนะเหนือความสำมะเลเทเมา บทกวี Lycidas ที่เขียนขึ้นในปี 1637 เพื่อไว้อาลัยแก่การเสียชีวิตของเพื่อน ผสมผสานความรู้ทางคลาสสิกอันลึกซึ้งเข้ากับการโจมตีความบกพร่องของคณะนักบวชแห่งนิกายแองกลิกัน
นักเขียนบทความการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐ
ในช่วงทศวรรษที่ 1640 ในขณะที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในฐานะกวี มิลตันก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญในข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการปกครองและศาสนาของอังกฤษ เขาให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐสภาในสงครามกลางเมือง และทำหน้าที่เป็นข้าราชการภายใต้รัฐบาลสาธารณรัฐของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell)
บทความรณรงค์ทางการเมืองอันโด่งดังของเขาอย่าง Areopagitica ในปี 1644 เป็นข้อโต้แย้งอันลึกซึ้งเพื่อเสรีภาพในการพูด มิลตันไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์สาธารณรัฐของตน และโชคดีที่รอดพ้นจากการถูกลงโทษเมื่อมีการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในปี 1660
ชีวิตส่วนตัวของเขาต้องเผชิญกับปัญหาและความสูญเสีย ในปี 1642 เขาแต่งงานกับ แมรี พาวเวลล์ (Mary Powell) บุตรสาววัย 16 ปีจากครอบครัวที่สนับสนุนกษัตริย์ แม้มิลตันจะรู้สึกเสียใจภายหลังที่แต่งงานและกลายเป็นผู้สนับสนุนการหย่าร้าง แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันและมีบุตรด้วยกันสามคนที่รอดชีวิต หลังจากแมรีเสียชีวิตในปี 1652 มิลตันแต่งงานใหม่ แต่ก็ต้องสูญเสียภรรยาไปอีกครั้งในปี 1658 ในเวลานั้นเขาสูญเสียการมองเห็นไปโดยสมบูรณ์และต้องใช้วิธี dictation ( dictation โดยการบอกให้ผู้อื่นเขียนแทน)
มิลตันประพันธ์บทกวีซอนเน็ตที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งจากความโชคร้ายของตน ได้แก่ "On His Blindness" (ว่าด้วยความตาบอดของเขา) และ "Methought I saw my late espoused saint" ซึ่งอ้างอิงถึงความฝันที่ภรรยาคนที่สองผู้ล่วงลับและดวงตาที่มองเห็นได้กลับคืนมาพักหนึ่ง มิลตันแต่งงานเป็นครั้งที่สามในปี 1662 กับ เอลิซาเบธ มินชุลล์ (Elizabeth Minshull) หญิงสาวที่มีอายุอ่อนกว่าเขา 30 ปี ซึ่งจากทุกคำบอกเล่าระบุว่าชีวิตคู่มีความสุขดี
ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1650 มิลตันอุทิศตนให้กับการเขียนมหากาพย์กลอนเปล่าเรื่อง Paradise Lost ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์จักรวาลวิทยาอันยิ่งใหญ่ที่ครอบคลุมตั้งแต่การก่อกบฏของซาตานต่อพระเจ้าไปจนถึงการตกสู่บาปของอดัมและอีฟ ผลงานชิ้นนี้พิมพ์เผยแพร่ในปี 1667 ประกอบด้วยบทกวีมากกว่า 10,000 บรรทัดในสไตล์อันวิจิตรที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาละติน และต่อมาได้ยกย่องให้มิลตันเป็นหนึ่งในกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดชาวอังกฤษ
ในช่วงบั้นปลายชีวิต มิลตันเขียนเรื่อง Paradise Regained ซึ่งเป็นบทโต้แย้งมหากาพย์เรื่องก่อนหน้าของเขา และบทละครโศกนาฏกรรมเรื่อง Samson Agonistes (ทั้งสองเรื่องในปี 1671) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกอันทรงพลังทั้งเรื่องความตาบอดและการตกเป็นทาส
ในบริบท : สงครามกลางเมืองและการปลิดชีพพระมหากษัตริย์
ในปี 1642 ข้อพิพาทที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างรัฐสภาอังกฤษกับพระเจ้าชาลส์ที่ 1 ได้ปะทุกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ รัฐสภาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ดั้งเดิมจากการคุกคามของพระมหากษัตริย์ และเพื่อปฏิเสธอำนาจของบรรดาบิชอปที่มีเหนือชีวิตทางศาสนา
ในปี 1649 เมื่อกองกำลังฝ่ายกษัตริย์พ่ายแพ้ พระเจ้าชาลส์ทรงถูกตัดพระเศียรที่กรุงลอนดอน โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ผู้นำของรัฐสภา ก้าวขึ้นมีอำนาจเสมือนเป็นเผด็จการทหารจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 1658 ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นระบอบกษัตริย์ก็ถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่ มิลตันเชื่อว่าการสร้างสาธารณรัฐอันมีคุณธรรมคือพระราชกิจของพระเจ้า และได้เขียนงานเพื่อปกป้องโอลิเวอร์ ครอมเวลล์
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา