19 ส.ค. เวลา 00:30 • สุขภาพ

เรื่องเล่าจาก “การุณยฆาต” สู่สังคมผู้สูงอายุ

การุณยฆาต หรือ การฆ่าด้วยความกรุณา เป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ของโลก และยังมีการถกเถียงอย่างดุเดือดเกี่ยวกับ "สิทธิในการฆ่าตัวตาย"
🦋
กฎหมายเกี่ยวกับการุณยฆาตมีความซับซ้อนเนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม จริยธรรม กฎหมาย และศีลธรรม โดยเฉพาะหลักคำสอนในทุกศาสนา การุณยฆาตเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
🦋
คำว่า “การุณยฆาต” มาจากคำภาษากรีก euthanatos ซึ่งแปลว่า “ความตายที่ง่ายดาย” หรือ “ความตายที่ดี” แม้ว่าคำจำกัดความของ "ความตายที่ดี" ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป
🦋
มีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับจริยธรรมของ “การุณยฆาต” หากแต่จำนวนประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายยุติชีวิตของตนเองอย่างถูกกฎหมายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
🦋
สำหรับบางคน “การุณยฆาต” เป็นทางเลือกหนึ่งในการยุติชีวิตของตนเองอย่างมีสติและมีศักดิ์ศรี แต่ในทางสังคม จำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจนำมาสู่วิกฤตผู้สูงวัยในอนาคต การรักษาแบบประคับประคองสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีทางรักษาให้หาย ได้กลายเป็นภาระต่อเศรษฐกิจและสังคม
ในทางกฎหมายซึ่งแต่ละประเทศมีรายละเอียดแตกต่างกัน โดยสรุปสามารถแบ่งประเภทการ "ทำให้ตายอย่างมีเงื่อนไข" ได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ
1️⃣ การการุณยฆาต (Euthanasia) : แพทย์เป็นผู้กระทำการฉีดยาหรือให้ยาเพื่อจบชีวิตผู้ป่วยโดยตรง
2️⃣ การช่วยให้ตาย (Assisted Dying/Assisted Suicide) : แพทย์จัดเตรียมยาให้ แต่ "ผู้ป่วยเป็นคนหยิบยาหรือกระทำการจบชีวิตด้วยตนเอง"
🦋
💠การุณยฆาตในประเทศไทย💠
แม้ว่ากฎหมายการุณยฆาตยังไม่มีในประเทศไทย แต่ก็เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจ และมีการถกเถียงเกี่ยวกับจริยธรรมและศีลธรรม รวมทั้งถูกโยงไปยังความขัดแย้งทางการเมืองอีกด้วย
🦋
ชีวิตคนไทยหากป่วยเป็นโรคระยะท้าย จะมีทางเลือกคือ :
⏺️ เข้ารับการรักษา ซึ่งอาจมีโอกาสหายขาดได้ แต่ถ้าไม่ ก็อาจจะต้องยื้อชีวิตไปเรื่อยๆ
⏺️ ตัดสินใจยุติการรักษาโดยการแพทย์หลัก แล้วหันมารับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย
🦋
การวางแผนให้ผู้ป่วยระยะท้ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงเวลาสุดท้าย คืองานสำคัญของแพทย์เวชศาสตร์ประคับประคอง ซึ่งจะเข้ามาทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางในการวางแผนและพูดคุยกับผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมแนะนำรายละเอียดต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจะยังคงได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เช่น การฉายแสง เคมีบำบัด หรือแม้แต่การผ่าตัด เราเรียกสิทธินี้ว่า "สิทธิตายดี"
🦋
ภายใต้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย บุคคลมีสิทธิที่จะทำพินัยกรรมแสดงเจตนาเพื่อปฏิเสธบริการสาธารณสุขที่จัดให้เพื่อยืดระยะเวลาสุดท้ายของชีวิต หรือปฏิเสธบริการเพื่อยุติความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยผู้ป่วยสามารถทำ “คำสั่งล่วงหน้า” ซึ่งเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรระบุความประสงค์ของผู้ป่วยเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจรวมถึงการตัดสินใจต่างๆ เช่น การยุติชีวิต
🦋
ในมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ระบุว่า ประชาชนมีสิทธิในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือที่เรียกว่าหนังสือ “Living Will” ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ e-Living Will ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) หรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยตนเอง
ความต้องการของผู้ป่วยระยะท้ายในหนังสือ Living Will จะช่วยวางแผนการรักษาของผู้ป่วยเองในกรณีที่อยู่ในวาระสุดท้าย และอาจสื่อสารไม่ได้ตามความต้องการ หนังสือฉบับนี้ที่ทำไว้จะเป็นเสมือนพินัยกรรมชีวิตที่จะบ่งบอกความต้องการ
🦋
ในทางปฏิบัติแพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้ประเมินตามหลักวิชาทางการแพทย์และแจ้งแก่ญาติ หากญาติเห็นพ้องตามที่แพทย์อธิบายทุกอย่างก็ดำเนินการตาม Living will แต่หากญาติไม่เห็นด้วยและประสงค์ให้ยื้อชีวิตต่อไป ก็คงต้องเป็นไปตามเจตนาของญาติ แม้ผู้ป่วยจะมี Living will ไว้แล้วก็ตาม
🦋
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีความพยายามจากภาคประชาสังคมและการเมือง ที่ต้องการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 โดยเพิ่มเนื้อหาการรับรองให้ Palliative Care เป็นสิทธิที่ไม่ต้องร้องขอ
🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹🔹
“การุณยฆาต” อยู่ในกระแสความสนใจจากการถกเถียงเรื่องสิทธิในการตาย เมื่อประมาณปี 2514 หลังจากเนเธอร์แลนด์มีการพิจารณาคดีของแพทย์หญิงทรูอุส โพสต์มา (Truus Postma) ผู้ซึ่งฉีดมอร์ฟีนในปริมาณที่ทำให้เสียชีวิตให้กับมารดาที่ป่วยหนัก โดยมารดาของเธอเป็นผู้ร้องขอ
ทรูอุส โพสต์มา / หอจดหมายเหตุแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์
แพทย์หญิงผู้นี้ต้องโทษจำคุกสูงสุด 12 ปี แต่หลังจากมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในที่สาธารณะ ศาลจึงตัดสินให้เธอได้รับโทษจำคุกรอลงอาญาเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และต่อมาในปี 2516 สมาคมการุณยฆาตโดยสมัครใจแห่งเนเธอร์แลนด์ก็ได้ก่อตั้งขึ้น
🦋
ในปี 2545 ประเทศเนเธอร์แลนด์กลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่อนุญาตให้ทำการุณยฆาตได้อย่างถูกกฎหมาย นับตั้งแต่นั้นมา มีผู้คนมากกว่า 100,000 คนในประเทศเลือกที่จะเข้ารับการุณยฆาต และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
🦋
การการุณยฆาต (euthanasia) และการฆ่าตัวตายภายใต้การช่วยเหลือของแพทย์ (assisted suicide) เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศเนเธอร์แลนด์ หากว่ามีการยื่นร้องขออย่างสมัครใจต่อคณะกรรมการพิจารณาทางการแพทย์ภายใต้เงื่อนไข แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์ก็ยังคงเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีจากญาติที่ไม่พอใจต่อการตัดสินใจว่าใครคือ "กรณีที่สมควรได้รับ" แม้ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากคนไข้ด้วยตนเอง
🦋
การุณยฆาตแบบคู่ (duo-euthanasia) ในเนเธอร์แลนด์ ได้มีการบันทึกการุณยฆาตของคู่รักเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2563 มีผู้ได้รับการุณยฆาตพร้อมกันกับคู่รัก 13 คู่ ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 16 คู่ในปีถัดมา และ 29 คู่ในปี 2565 โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ มา ซึ่งในเงื่อนไขนี้แพทย์ต้องแน่ใจว่าคนใดคนหนึ่งไม่ได้ถูกชักจูงหรือได้รับอิทธิพลในการตัดสินใจจากอีกฝ่ายหนึ่ง
ยูเฌนีและดรีส์ ฟาน อากต์บนเส้นทางการหาเสียงในปี 1982 ภาพถ่าย: BNA Photographic/Alamy
กุมภาพันธ์ 2567 ดรีส์ ฟาน อากต์ (Dries van Agt) อดีตนายกรัฐมนตรีของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นคาทอลิก ได้เสียชีวิตลงด้วยการุณยฆาต พร้อมกับยูเฌนี (Eugenie) ภรรยาของเขาซึ่งอยู่กินกันมา 70 ปี ทั้งคู่ป่วยหนัก แต่ “ไม่อาจอยู่โดยปราศจากกันและกัน” ได้ ขณะอายุ 93 ปี ทั้งคู่ตัดสินใจเลือกความตายของตนเองด้วย “การุณยฆาตแบบคู่”
🦋
นอกจากนี้ ในปี 2567 ประเทศเนเธอร์แลนด์ยังได้แก้ไขกฎหมาย อนุญาตให้ทำการุณยฆาตสำหรับเด็กอายุระหว่าง 1 ถึง 12 ปี ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรงและทนไม่ได้จากโรคร้ายแรง ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ตั้งคำถามถึงการตัดสินใจดังกล่าว ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิการมีชีวิตอยู่ของเด็กหรือไม่ เพียงใด
รัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ยืนยันกรณีการุณยฆาตเด็กครั้งแรกภายใต้กฎหมายใหม่
และเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 สถานีโทรทัศน์สาธารณะ NOS ของเนเธอร์แลนด์ ทำการเผยแพร่ข่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศในจดหมายถึงรัฐสภาว่า หน่วยงานกำกับดูแลการุณยฆาตเด็กของประเทศได้รับรายงานกรณีแรกแล้ว เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในปี 2567 โดยไม่ได้ระบุข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับตัวตนของเด็กหรือรายละเอียดทางการแพทย์
เด็กส่วนใหญ่จากสถานสงเคราะห์ Katharinenhof ของนิกายโปรเตสแตนต์ ถูกทำการุณยฆาตที่ Sonnenstein (ภาพสาธารณะ)
โครงการ "การุณยฆาตเด็ก" (Child euthanasia) เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่ออดีตในนาซีเยอรมนี เป็นโครงการที่รัฐให้การสนับสนุน ให้เกิดการสังหารเด็กและวัยรุ่นพิการอย่างเป็นระบบอย่างน้อย 5,000 ถึง 10,000 คน ระหว่างปี 2482 ถึง 2488 และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) โดยโครงการนี้เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งหลายคนก็ไม่ได้รับการลงโทษและยังคงประกอบวิชาชีพต่อไปอีกหลายปีหลังสงคราม
เด็กส่วนใหญ่จากสถานสงเคราะห์ Katharinenhof ของนิกายโปรเตสแตนต์ ถูกทำการุณยฆาตที่ Sonnenstein (ภาพสาธารณะ)
การฆ่าเด็กพิการด้วย “ความเมตตา” ตามโครงการการุณยฆาต ซึ่งใช้รหัสลับว่า T.4 ได้รับการยอมรับจากชาวเยอรมัน ตามเอกสารหอจดหมายเหตุของเยอรมนี พบคำขอการุณยฆาตหลายฉบับที่ส่งไปยัง สำนักนายกรัฐมนตรี (Kanzlei des Führer) ซึ่งเป็นกองบัญชาการของฮิตเลอร์ หนึ่งในคำขอนั้น เป็นเด็กที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งเกิดมาตาบอด ขาและแขนขาดบางส่วน และถูกเรียกว่าเป็นคนปัญญาอ่อน
💠 การุณยฆาต เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” จริงหรือ?
เหตุผลที่ทำให้การุณยฆาตเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ นั้น เป็นเพราะความทุกข์ทรมาน ผู้ที่เรียกร้องให้ทำการุณยฆาตบ่อยที่สุดคือ ผู้ป่วยที่มีสภาพจิตใจอ่อนแอ โดดเดี่ยว ยากจนข้นแค้น และสูงอายุ
🦋
โดยทั่วไป การุณยฆาตอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็น 3 ข้อ
🛑 ได้เขียนคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว
🛑 ป่วยร้ายแรง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
🛑 ไม่สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยของผู้ยื่นคำร้องลงได้
🦋
แม้ว่าทุกหลักศาสนาจะสอนว่า “การฆาตกรรมรวมทั้งการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งผิดศีลธรรม” แต่ในหลายประเทศก็ยอมรับให้ “การุณยฆาต” เป็นเรื่องถูกกฎหมาย เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และสเปน หากแต่หลายประเทศก็ยังยึดไว้เพียงหลักการประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้าย
สำหรับประเทศมหาอำนาจ การุณยฆาตเป็นสิ่งผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา แต่การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการเสียชีวิต (Medical Aid in Dying : MAiD) เป็นสิ่งถูกกฎหมายใน 13 รัฐของสหรัฐฯ
🦋
ความช่วยเหลือทางการแพทย์ในการตาย (MAID) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การฆ่าตัวตายโดยแพทย์ช่วย (PAS) สมาคมเนติบัณฑิตยสภาแห่งรัฐนิวยอร์กนิยาม MAID ไว้ว่า “เมื่อผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ป่วยระยะสุดท้ายและมีสุขภาพจิตดี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในหกเดือน รับประทานยาตามใบสั่งแพทย์ ซึ่งต้องรับประทานเอง เพื่อยุติความทุกข์ทรมานและบรรลุถึงความตายอย่างสงบ”
🦋
MAID แตกต่างจากการุณยฆาตตรงที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะเป็นผู้ให้ยาที่ทำให้เสียชีวิตเอง ในขณะที่การุณยฆาตนั้น ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจะเป็นผู้ให้ยาที่ทำให้เสียชีวิต
🦋
ผู้ต่อต้านจำนวนมากเห็นว่า การช่วยเหลือทางการแพทย์ในการเสียชีวิต (MAID) มีข้อเสียหลายประการได้แก่
🔶 ทำให้การฆ่าตัวตายกลายเป็นเรื่องปกติอย่างอันตราย
🔶 เป็นอันตรายต่อกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เยาวชนที่ป่วยทางจิต และผู้ถูกเหยียดเผ่าพันธุ์ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้กฎหมายนี้ในทางที่ผิดเพื่อฆ่าผู้คนที่อ่อนแอ และเผื่อผลประโยชน์
🔶 เป็นจุดเริ่มต้นของการุณยฆาตที่ถูกกฎหมาย
🦋
นอกจากนี้ ในบางกรณี ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถใช้วิธีการ ปฏิเสธอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่เรียกว่าการหยุดกินและดื่มโดยสมัครใจ (VSED) เป็นทางเลือกแทนการุณยฆาต โดยในบางประเทศทีมแพทย์และพยาบาลสามารถให้การดูแลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด (Palliative Care) แก่ผู้ป่วยที่เลือกทำ VSED ได้โดยไม่ถือเป็นความผิดฐานสนับสนุนการฆ่าตัวตาย
🦋
ปัจจุบันครอบครัวเชิงเดี่ยว ทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายต้องต่อสู้อย่างอยากลำบากในช่วงสุดท้ายของชีวิต และอาจกำลังผลักดันหรือยุยงให้พวกเขาเข้าสู่กระบวนการ “การุณยฆาต”
การวางหินบนหลุมศพ
แนวโน้มการุณยฆาตแบบคู่ (duo-euthanasia) ที่กำลังเพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นปัญหาในสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งต้องเผชิญกับ “ปรากฏการณ์ม่าย” ในผู้สูงอายุที่ต้องทุกข์ทรมานทางจิตใจ การดูแลตนเองที่ลดลง และการขาดการสนับสนุนทางสังคม การุณยฆาตจึงเป็นทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญชีวิตเพียงลำพัง
🦋
สิ่งที่น่าสนใจ และควรเฝ้าติดตาม คือ กระแสวิจารณ์โครงการของเนเธอร์แลนด์ว่าอาจจะกระตุ้นให้เกิด "การท่องเที่ยวเพื่อการุณยฆาต"
🦋
เกณฑ์การให้ความช่วยเหลือและการุณยฆาตโดยแพทย์กำลังขยายวงกว้างขึ้น นิยามของคำว่า “ตาย” กำลังเปลี่ยนแปลงไป นำมาสู่ความต้องการการปลูกถ่ายอวัยวะที่เพิ่มสูงขึ้น และอาจกำลังส่งเสริมการค้าอวัยวะมนุษย์ เมื่อก้าวสู่ “การุณยฆาตโดยการบริจาคอวัยวะ”
🦋
สิ่งสำคัญที่นักสังคมวิทยาต้องเฝ้าติดตามและวิเคราะห์คือ ภาวะความเปลี่ยนแปลงของทิศทางประชากรศาสตร์ในปัจจุบัน ขณะที่จำนวนการเกิดใหม่ของเด็กลดลงอย่างต่อเนื่อง การแสดงเจตจำนงที่จะยุติชีวิตของตนโดยกระบวนการการุณยฆาตกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว.
โฆษณา