Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วิทยาศาสตร์ในครัวกับปารีย์
•
ติดตาม
30 ส.ค. เวลา 03:08 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
BTLLAgroforestry
#TextureCraft Ep.1: จากนมพาสเจอไรซ์สู่โยเกิร์ตเนื้อเนียนนุ่มด้วยกรดจากจุลินทรีย์แลคติก 🥛✨
ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ซีรีส์ใหม่ล่าสุด #TextureCraft ซีรีส์ที่จะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องของโครงสร้างและเนื้อสัมผัสของอาหารแข็งและกึ่งแข็ง ต่อยอดจากเรื่องฟองอากาศในซีรีส์อย่าง #BubbleScience ของเราค่ะ
เปิดประเดิมตอนแรกด้วยเมนูยอดฮิตที่ทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้านอย่าง "โยเกิร์ตโฮมเมด" 🥛 หลายคนอาจเคยทำโดยแค่นำนมพาสเจอไรซ์มาเติมหัวเชื้อ แล้วใส่กล่องโฟมหรือหม้อหุงข้าวอุ่นๆ ทิ้งไว้ประมาณ 3 - 6 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว แต่เบื้องหลังความเนียนนุ่มนี้ มีกลไกการก่อโครงข่ายของโมเลกุลโปรตีนนมที่น่าทึ่งซ่อนอยู่ค่ะ!
🔬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง: จากน้ำนมเหลวกลายเป็นเนื้อครีมได้อย่างไร?
กระบวนการนี้ในทางวิทยาศาสตร์การอาหารเรียกว่า Acid Gelation of Milk (การก่อเจลด้วยกรด)
ในน้ำนมจะมีโปรตีนหลักที่ชื่อว่า "เคซีน" (Casein) แขวนลอยอยู่ เมื่อเราใส่หัวเชื้อซึ่งเป็นแบคทีเรียแลคติกลงในนมพาสเจอไรซ์ของเรา แบคทีเรียจะกินน้ำตาลแลกโตสในนม ย่อยน้ำตาลแลกดทสเป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลแกแลกโทสซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวให้เป็นแหล่งพลังงาน
ในสภาวะที่มีก๊าซออกซิเจนจำกัด แบคทีเรียแลคติกจะหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน ได้เป็น กรดแลกติก ส่งผลให้ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของนมค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งลดลงไปถึง pH 4.6 ซึ่งเป็น จุดไอโซอิเล็กทริก (Isoelectric point) ของโปรตีนเคซีน
ณ จุดนี้ โปรตีนเคซีนจะมีประจุไฟฟ้าสุทธิเป็นศูนย์ ทำให้มันหันมาจับตัวกันเป็นโครงข่ายสามมิติ อุ้มโมเลกุลของน้ำและไขมันเอาไว้ภายใน เกิดเป็น Gel Matrix หรือโครงข่ายเจลที่เปลี่ยนน้ำนมเหลวๆ ให้กลายเป็นโยเกิร์ตเนื้อกึ่งแข็งแสนอร่อยนั่นเองค่ะ
มีข้อแม้ข้อเดียวว่าการใช้แบคทีเรียแลคติกในการหมักจะทำให้การการเกิดโครงข่ายเกิดขึ้นช้าๆ จึงจะได้โยเกิร์ตอุ้มน้ำได้ดี อย่าใจร้อนนะคะ ถ้าเทกรดเช่นน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงไป โปรตีนเคซีนจะจับตัวกันเร็วและตกตะกอนแยกตัวจากน้ำ เราจะไม่ได้โยเกิร์ต แต่กำลังตกตะกอนโปรตีนทำผลิตภัณฑ์นมประเภทอื่นแทน
🥛 โยเกิร์ต 3 ชนิดต่างกันอย่างไร: นมไขมันเต็ม - นมขาดไขมัน - กรีกโยเกิร์ต
เมื่อเราเลือกใช้นมต่างชนิดกัน หรือใช้กระบวนการที่ต่างกัน เนื้อสัมผัสของโยเกิร์ตก็จะเปลี่ยนไปดังนี้ค่ะ:
1. โยเกิร์ตจากนมไขมันเต็ม (Whole Milk Yogurt)
• วิธีทำ: ใช้นมพาสเจอไรซ์ที่เป็นนมโคแท้แบบไม่แยกไขมัน ถ้าทำกินเองในบ้านก็อาจใส่หัวเชื้อที่อาจเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่หาซื้อได้โดยทั่วไปประมาณ 10 % แล้วหมักที่อุณหภูมิ 40-45 °ซ
• เนื้อสัมผัส: เนียนนุ่ม ละมุนลิ้น (Creamy) เพราะมีอนุภาคไขมันขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ในโครงข่ายโปรตีน ช่วยพยุงและลดความแข็งกระด้างของโครงข่ายร่างแหสามมิติของเจลโยเกิร์ต ทำให้โยเกิร์ตมีความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นดีหากหมักนานทำ set yogurt
• คุณค่าทางโภชนาการ: มีโปรตีน มีไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน (เช่น วิตามินเอและดี) เหมือนมไขมันเต็มปกติ
2. โยเกิร์ตจากนมขาดไขมันหรือนมพร่องไขมัน (Fat-Free/ Low-Fat Milk Yogurt)
• วิธีทำ: ใช้นมพร่องมันเนยหรือนมขาดไขมันพาสเจอไรซ์มาหมักด้วยหัวเชื้อตามวิธีที่พูดถึง
• เนื้อสัมผัส: เนื้อจะค่อนข้างเหลวหรือจับตัวเปราะกว่า เนื่องจากไม่มีโมเลกุลไขมันคอยทำหน้าที่เป็นตัวประสานหรือเติมเต็มช่องว่างในโครงข่ายโปรตีน เจลโปรตีนจะจับตัวกันแน่นจนเกินไปในบางจุด ทำให้ไม่สามารถโอบอุ้มน้ำได้ดีเท่าที่ควร
• คุณค่าทางโภชนาการ: แคลอรีต่ำลงเนื่องจากไม่มีไขมัน แต่ยังคงได้โปรตีน แคลเซียมและฟอสฟอรัสเท่าเดิม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการคุมน้ำหนัก
3. กรีกโยเกิร์ต (Greek Yogurt)
• วิธีทำ: นำโยเกิร์ตปกติ (ส่วนใหญ่ทำจากนมไขมันเต็ม) มากรองผ่านผ้าขาวบางเพื่อแยกของเหลวและ "น้ำเวย์" (Whey) ออกไป จนเหลือแต่เนื้อโปรตีนโยเกิร์ตที่เข้มข้น ถ้านำน้ำเวย์ไปปรุงรส พาสเจอไรซ์ สามารถดื่มได้ อย่าทิ้งนะคะ เสียดายค่ะ ในน้ำเวย์นี้จะมีโปรตีนเวย์ น้ำตาลแลกโทสที่จุลินทรีย์ยังใช้ไม่หมด และเกลือแร่
• เนื้อสัมผัส: แน่น เนียน หนึบ (Thick & Spoonable) แทบจะคล้ายครีมชีส เพราะโครงข่ายโปรตีนถูกบีบอัดและทำให้เข้มข้นขึ้นจากการสูญเสียน้ำ
• คุณค่าทางโภชนาการ: โปรตีนสูงกว่าโยเกิร์ตทั่วไปถึง 2-3 เท่า! คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำกว่า (เพราะถูกดึงออกไปกับน้ำเวย์ที่กรองทิ้ง) แต่ก็อาจมีไขมันและแคลอรีสูงขึ้นตามความเข้มข้น
🌡️ อุณหภูมิและเวลา: ตัวควบคุมโครงสร้างเจล
• อุณหภูมิที่เหมาะสม: แบคทีเรียแลกติกชอบอุณหภูมิประมาณ 40-45°ซ พวกมันเติบโต เพิ่มจำนวน และผลิตกรดได้ดีที่สุด อาจใช้วิธีแช่กระปุกโยเกิร์ตของเราที่ปิดแล้วในน้ำอุ่น ควรตรวจสอบอุณหภูมิเป็นระยะ จะเห็นนมเริ่มมีความหนืดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ชั่วโมงที่ 3 อย่าใช้อุณหภูมิต่ำกว่านี้นะคะ เพราะเราจะเสี่ยงกับการที่นมจะบูดเสียก่อนจะได้โยเกิร์ต
• ระยะเวลาหมัก: โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง (หรือทิ้งไว้ 1 คืน)
o หากหมักสั้นเกินไป: แบคทีเรียผลิตกรดยังไม่ถึงระดับ pH 4.6 เจลโปรตีนจะยังไม่ฟอร์มตัว โยเกิร์ตจะยังเหลวเป็นน้ำนมหรือแค่ข้นขึ้น เป็นการทำ stirred yogurt กินกับผลไม้ สดชื่นมากค่ะ
o หากหมักนานเกินไป: การหมักนานขึ้นอาจเป็นวิธีการทำ set yogurt แต่ถ้าปล่อยให้แบคทีเรียสร้างกรดมากเกินไป จะทำให้โยเกิร์ตเปรี้ยวจัด และเจลโปรตีนหดตัวแน่นเกินไปจนคายน้ำออกมา 💦 เรียกปรากฏการณ์ Syneresis
⏳ อายุการเก็บรักษา (Shelf-Life)
เพื่อความปลอดภัย ภาชนะที่ใช้หมักโยเกิร์ตและฝาปิด ควรฆ่าเชื้อด้วยการลวกน้ำร้อนก่อนจะเทนมที่ผสมหัวเชื้อก่อนนะคะ โยเกิร์ตโฮมเมดที่อยู่ในภาชนะปิดและเก็บในตู้เย็น (อุณหภูมิ < 4°ซ) จะเก็บได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากความเย็นจะช่วยชะลอการทำงานของแบคทีเรีย
อย่างไรก็ตาม แม้จะแช่เย็น แบคทีเรียก็ยังทำงานช้าๆ ทำให้โยเกิร์ตที่เก็บไว้นานจะมีรสชาติเปรี้ยวขึ้นเรื่อยๆ และโครงข่ายโปรตีนจะค่อยๆ หดตัวบีบน้ำเวย์ออกมา (Syneresis) มากขึ้นตามเวลานั่นเองค่ะ
ครั้งหน้าถ้าตักโยเกิร์ตทาน ลองสังเกตเนื้อสัมผัสดูนะคะว่าโยเกิร์ตในถ้วยของคุณกำลังทำหน้าที่เป็นโครงข่ายเจลที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน! 🧠🧪
#วิทยาศาสตร์ในครัวกับปารีย์ #TextureCraft #FoodPhysics #STEMinKitchen
วิทยาศาสตร์
อาหาร
บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
TextureCraft
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย