เมื่อวาน เวลา 02:10 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 108 การปิดล้อมเมืองเบลเกรดของเมห์เหม็ดที่ 2 (1456): เมื่อผู้พิชิตประชิดประตูสู่ยุโรปกลางและภารกิจสุดท้ายอัศวินขาวแห่งบอลข่าน

🟥 ยุทธการปิดล้อมเบลเกรด (Siege of Belgrade) ในปี ค.ศ. 1456 คือหนึ่งในจุดพลิกผันที่น่าตื่นตะลึงเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรปเมื่อเมห์เหม็ดที่ 2 เพิ่งจะสร้างชื่อในฐานะ "ผู้พิชิต" ด้วยการตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกเมื่อ 3 ปีก่อน และเพิ่งบังคับให้เซอร์เบียหมดสภาพต่อต้านในปี 1455 เป้าหมายถัดไปจึงเป็นโล่พิทักษ์คริตส์จักรทางตอนเหนือ ฮังการี
🟥 พระองค์ยกทัพใหญ่กว่า 70,000 นาย พร้อมปืนใหญ่ยักษ์และกองเรือแม่น้ำ มุ่งหน้าสู่ เบลเกรด (Nándorfehérvár ในภาษาฮังการี) ซึ่งเปรียบเสมือน "ประตู" สู่ยุโรปกลาง หมายจะบรรลุภารกิจที่บิดาทำไม่สำเร็จเมื่อ 16 ปีก่อน
🟪1. ป้อมเบลเกรด: "กุญแจสู่ฮังการี"
Note: ผมจะไม่อธิบายความยุ่งยากในการตีเบลเกรดแล้วเพราะเขียนไว้โดยพิสดารแล้วในตอนที่ 74 ถ้าอยากทบทวนมีให้กลับไปอ่านนะครับ
🔹 เมห์เหม็ดที่ 2 ตระหนักดีว่าหากกองทัพออตโตมันบุกข้ามแม่น้ำดานูบเข้าไปในฮังการีโดยที่ยังยึดเบลเกรดไม่ได้กองทัพของพระองค์จะถูกตีขนาบหลังและถูกตัดเส้นทางเสบียงทันทีเบลเกรดจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ "ต้องยึดให้ได้" เราจะย้ำอีกครั้งดีกว่าว่าทำไมเบลเกรดถึงสำคัญนัก
🔹 ประการแรก เบลเกรดตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำสายใหญ่สองสาย คือ แม่น้ำดานูบ (Danube) และแม่น้ำซาวา (Sava) ใครคุมเมืองนี้ได้จะควบคุมเส้นทางขนส่งเสบียงทางน้ำส่วนใหญ่ในบอลข่าน
🔹 ประการสอง หากเบลเกรดแตก ประตูจะเปิดทางเข้าสู่ที่ราบพันโนเนีย ทางผ่านเข้าสู่ใจกลางที่ราบฮังการี ไร้ปราการธรรมชาติขวางกั้น ทำให้ทหารม้าออตโตมันสามารถควบตะบึงไปจนถึงกรุงบูดา (เมืองหลวงฮังการี) หรือแม้แต่เวียนนาได้โดยตรง
🟧 2. ฤดูหนาว 1455 - ฤดูใบไม้ผลิ 1456 ระดมพลครั้งใหญ่
🔸ด้วยความมั่นใจจากชัยชนะอย่างต่อเนื่องเมห์เหม็ดใช้เวลาช่วงฤดูหนาวรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดเพื่อสร้างเครื่องจักรสงครามที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับตอนเข้ายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิล
🔸 กองทัพหลวง: ระดมพลทหารกว่า 70,000 - 100,000 นาย
🔸 สั่งหล่อปืนใหญ่เจาะกำแพงขนาดมหึมาจำนวนกว่า 300 กระบอก เพื่อเตรียมบดขยี้กำแพงหินของเบลเกรด
🔸 กำลังทางน้ำ สร้างกองเรือรบกว่า 200 ลำเพื่อล่องขึ้นไปตามแม่น้ำดานูบ เป้าหมายคือการปิดล้อมเบลเกรดทางน้ำไม่ให้ใครส่งเสบียงเข้าไปช่วยเมืองได้
🟩3. ฝั่งยุโรปที่ตื่นตระหนก และการก่อตัวของกองทัพต่อต้าน
🔹 เมื่อข่าวการระดมพลของเมห์เหม็ดไปถึงหูชาวยุโรป สมเด็จพระสันตะปาปาคาลิกซ์ตุสที่ 3 (Callixtus III) ตระหนักว่าหากเบลเกรดแตกยุโรปกลางจะพินาศยุโรปตะวันตกหรือแม้กระทั่งกรุงโรมจะเข้าสู่ภาวะวิกฤต
🔹 พระองค์จึงมีคำสั่งให้สั่นระฆังโบสถ์ทุกเที่ยงวัน (ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่คริสตจักรคาทอลิกยังคงปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้) เพื่อให้คริสตชนสวดมนต์ขอพรให้ผู้พิทักษ์เบลเกรด
🔹 จอห์น ฮุนยาดี (แม่ทัพฮังการี): เร่งรวบรวมทหารรับจ้างและทหารม้าหุ้มเกราะ แต่สภาขุนนางฮังการีกลับแตกแยกและไม่ยอมส่งทหารมาช่วยมากนัก
🔹 นักบุญจอห์น คาปิสตราโน (John Capistrano): นักบวชวัย 70 ปี เดินทางไปตามชนบทเพื่อเทศนาปลุกระดมชาวนาและประชาชนคนธรรมดาหลายหมื่นคน ให้หยิบจอบเสียมและเคียวเกี่ยวข้าว มารวมตัวกันเป็น "กองทัพครูเสดชาวนา" เพื่อมุ่งหน้าไปช่วยฮุนยาดีป้องกันเมือง
🟨 4. (Naval Battle of Belgrade) ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1456 (ยุทธนาวีเหนือแม่น้ำดานูบ)
🔸 บทเรียนจากสมัยการปิดล้อมเมื่อ 16 ปีก่อน เมห์เหม็ดวางแผนปิดล้อมเบลเกรดเริ่มต้นด้วยการ"ตัดขาดโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ"
🔸 พระองค์สั่งให้กองเรือรบออตโตมัน (ส่วนใหญ่เป็นเรือแกลลีย์ที่พายด้วยกำลังคน) ล่องขึ้นมาตามแม่น้ำดานูบ และทำการ "นำเรือทั้งหมดมาผูกโซ่เหล็กติดกัน" ขวางความกว้างของแม่น้ำดานูบไว้ทั้งหมดบริเวณเหนือจุดบรรจบกับแม่น้ำซาวา
🔸 การผูกเรือติดกันนี้สร้างกำแพงปราการลอยน้ำที่แข็งแกร่งมาก เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพฮังการีสามารถล่องเรือส่งเสบียงหรือทหารลงมาช่วยเมืองเบลเกรดได้ แผนนี้ทำให้ชาวเมืองเบลเกรดเริ่มหมดหวังเพราะความอดอยาก
🔹 ทางฝั่ง จอห์น ฮุนยาดี แม่ทัพใหญ่ของฮังการีรู้ดีว่าถ้าเจาะแนวกั้นน้ำนี้ไม่ได้ เบลเกรดจะแตกแน่นอนแต่ปัญหาคือฮังการีไม่มีกองเรือรบหลวงที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าออตโตมัน
🔹 ฮุนยาดีจึงใช้วิธี "เกณฑ์สรรพกำลังท้องถิ่น" เขารวบรวมเรือทุกลำที่หาได้ ทั้งเรือหาปลา เรือขนส่งสินค้าของพ่อค้าชาวบ้าน และเรือรบขนาดเล็ก รวมกันได้ประมาณ 200 กว่าลำ แม้เรือจะเล็กและดูไร้ระเบียบ แต่ข้อได้เปรียบคือ คนคุมเรือเหล่านี้คือชาวบ้านที่ "รู้ทิศทางกระแสน้ำและร่องน้ำในแม่น้ำดานูบเป็นอย่างดี"
🔹 เมื่อถึงวันปะทะ ฮุนยาดีไม่ได้สั่งให้เรือพุ่งเข้าไปบวกตรงๆ แต่ใช้ยุทธวิธีที่ดึงเอาธรรมชาติมาเป็นอาวุธ
🟪 อาศัยกระแสน้ำ: ฮุนยาดีให้เรือรบขนาดใหญ่ที่สุดของเขาล่องตามกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพุ่งชนแนวโซ่เหล็กของออตโตมันอย่างแรง โมเมนตัมจากกระแสน้ำและน้ำหนักเรือทำให้โซ่ที่ผูกแนวเรือออตโตมันขาดสะบั้น
🟪 การตีขนาบจากในเมือง: ในขณะที่แนวเรือออตโตมันแตกพ่ายและกำลังสับสน ทหารรักษาเมืองเบลเกรด (นำโดย ไมเคิล ซิลากี) ก็ส่งกองเรือเล็กจำนวน 40 ลำ พุ่งออกมาจากในเมืองเบลเกรดเพื่อ "โจมตีตลบหลัง" กองเรือออตโตมัน
🟧 5. ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าสงคราม
🔸กองเรือออตโตมันที่ถูกตีกระหนาบทั้งหน้าและหลัง แถมยังติดพันกับซากเรือที่โซ่ขาด ไม่สามารถจัดขบวนรบได้ ทหารเรือออตโตมันจำนวนมากจมน้ำเสียชีวิต หรือถูกจับเป็นเชลย เรือรบออตโตมันถูกทำลายไปหลายลำ
🔸 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้กำแพงกั้นแม่น้ำถูกเปิดออกฮุนยาดีสามารถนำเสบียงอาหาร อาวุธ และกองกำลังทหารราบที่สดใหม่ เข้าไปเสริมกำลังในป้อมปราการเบลเกรดได้อย่างปลอดภัย
🔸 แผนการปิดล้อมเพื่อบีบให้เบลเกรดยอมจำนนด้วยความหิวโหยของเมห์เหม็ดที่ 2 พังทลายลงในวันนั้น ทำให้สงครามต้องไปตัดสินกันที่การต่อสู้บนกำแพงเมืองด้วยปืนใหญ่และกำลังคนแทน
🟦 6. กับดักมรณะใน "เมืองชั้นล่าง"
🟦 6.1 กำแพงเมืองชั้นนอกแตกส่งทหารเข้าตี
🔹 ในวันที่ 21 กรกฎาคม เมห์เหม็ดได้สั่งระดมยิงปืนใหญ่จนกำแพงเมืองชั้นนอกแตก และสั่งให้ทหารเยนิเชรีบุกทะลวงเข้าไปใน "เมืองชั้นล่าง"
🔹 ทหารเยนิเชรีคิดว่าชนะแล้ว จึงเริ่มกระจายกำลังกันออกปล้นสะดม (เหมือนที่เคยทำสำเร็จที่คอนสแตนติโนเปิล)
🔹 แต่นี่คือ "แผนลวง" ของฮุนยาดี เขาแอบซุ่มทหารไว้ในเมืองชั้นในและเมื่อเยนิเชรีเข้ามาเต็มพื้นที่ฮุนยาดีสั่งให้ทหารโยนไม้ที่ติดไฟ กิ่งไม้เคลือบน้ำมัน และเศษผ้าชุบกำมะถัน ลงมาจากกำแพงชั้นใน
🔹 ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วตัดทางหนีของเยนิเชรี ทหารชั้นยอดของออตโตมันถูกย่างสดและถูกสังหารหมู่ในเมืองชั้นล่าง ทำให้สูญเสียกำลังรบหลักไปอย่างมหาศาล
🟦 6.2 วันที่ 22 กรกฎาคม (ช่วงกลางวัน): "กองทัพชาวนา" และความโกลาหล
🔸 เมื่อกองทัพออตโตมันสูญเสียกำลังหลัก สถานการณ์จึงเข้าสู่ความวุ่นวายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทั้งสองฝ่ายกองทัพครูเสดชาวนาที่เต็มไปด้วยความคลั่งศาสนา (นำโดยนักบวช จอห์น คาปิสตราโน) ละเมิดคำสั่งของฮุนยาดี แอบข้ามแม่น้ำออกไปโจมตีค่ายออตโตมันด้วยอาวุธทำมือแบบไร้ระเบียบแบบแผน
🔸 กองทัพออตโตมันซึ่งชินกับการรบที่เป็นระบบระเบียบ ถึงกับรวนและรับมือไม่ถูกกับความบ้าบิ่นและยุทธวิธีที่โกลาหลของกลุ่มชาวนา
🔸 เมื่อฮุนยาดีเห็นว่ากองทัพชาวนาได้สร้างช่องโหว่ในแนวรบศัตรูแล้ว เขาจึงไม่รอช้า นำกองทหารม้าเกราะหนักชาร์จออกจากป้อมเข้าตีสมทบทันที ส่งผลให้แนวรบของออตโตมันแตกพ่าย
🟦 6.3 วันที่ 22 กรกฎาคม (ช่วงกลางคืน)
🔹 เมื่อสถานการณ์เริ่มเลวร้าย ทหารเริ่มแตกทัพ เมห์เหม็ดที่ 2 พยายามกู้สถานการณ์ด้วยการนำทหารองครักษ์บุกเข้าชาร์จด้วยพระองค์เองเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ
🔹 แต่ในความชุลมุนนั้น พระองค์ถูก ลูกธนูยิงเข้าที่ต้นขา จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติไป
🔹 เมื่อ "หัวใจ" ของกองทัพล้มลง สายการบังคับบัญชาก็พังทลาย ขุนนางและแม่ทัพออตโตมันจึงตัดสินใจสั่งถอยทัพทันทีในคืนนั้น ทิ้งค่ายทหารและปืนใหญ่ทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
🚩 บทสรุป -> เมื่อเป็นผู้พิชิตไม่ได้หมายความว่าจะไร้เทียมทาน
🟧 การพ่ายแพ้ที่เบลเกรดครงั้ที่ 2 ทำให้จักรวรรดิออตโตมันต้อง "สะดุด" ในเส้นทางการขยายอำนาจสู่ตะวันตก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเหมือนการบีบให้จักรวรรดิต้องถอยกลับมาตั้งหลัก ละเปลี่ยนทิศทางไปจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจในคาบสมุทรบอลข่านและอนาโตเลียให้เป็นปึกแผ่น
🟧 ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันทำให้รากฐานของออตโตมันแข็งแกร่งและกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิมในระยะยาว
🟨 ในฝั่งฮังการีแม้จะได้รับชัยชนะแต่แม่ทัพอย่างฮุนยาดีกลับก้าวเท้าอยู่ในเงื้อมมือมัจจุราช ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งภายในฮังการีอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นการผงาดของหนึ่งในราชาที่ปรีชาสามารถและโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ฮังการี ราชาอีกา "มัทธิอัส คอร์วินุส"
ตอนที่ 109 การผงาดของ "ราชาอีกา": มัทธิอัส คอร์วินุส เสาค้ำจุนต้นใหม่แห่งฮังการี

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา