2 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 109 การผงาดของ "ราชาอีกา": มัทธิอัส คอร์วินุส เสาค้ำจุนต้นใหม่แห่งฮังการี

🟥 ชัยชนะที่เบลเกรดในปี 1456 ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่ช่วยชีวิตยุโรปกลางไว้ได้ก็จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่ใช่การเฉลิมฉลองอันยาวนานแต่เป็น "โศกนาฏกรรมตลกร้ายและการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย" อย่างรวดเร็ว
🟥 มัจจุราชที่แท้จริง: โรคระบาดค่ายฮังการี
หลังจากกองทัพออตโตมันถอยทัพกลับไปซากศพของทหารทั้งสองฝ่ายและซากม้าที่กองพะเนินอยู่รอบเมืองเบลเกรดเริ่มเน่าเปื่อยท่ามกลางอากาศร้อนจัดในเดือนสิงหาคม ส่งผลให้เกิดโรคระบาดร้ายแรงแพร่กระจายไปทั่วค่ายทหารของฝั่งผู้ชนะ
🟥 จอห์น ฮุนยาดี แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งกอบกู้ยุโรปติดเชื้อโรคร้ายนี้และเสียชีวิตลงในวันที่ 11 สิงหาคม 1456 (เพียง 3 สัปดาห์หลังจากที่เขาเอาชนะเมห์เหม็ดที่ 2 ได้) จอห์น คาปิสตราโน นักบวชวัย 70 ปีที่ปลุกระดมกองทัพชาวนา ก็ติดเชื้อและเสียชีวิตตามไปในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ในวันที่ 11 สิงหาคม 1456  จอห์น ฮุนยาดี แม่ทัพแห่งฮังการีได้เสียชีวิต
🟪สถานการณ์ในฮังการีหลังจากที่จอห์น ฮุนยาดี เสียชีวิต (สิงหาคม 1456) เรียกได้ว่าวุ่นวายระดับ "Game of Thrones ฉบับยุโรปตะวันออก" เพราะเมื่อเสาหลักของประเทศล้มลงเกมแย่งชิงอำนาจระหว่างตระกูลขุนนางกับราชวงศ์ก็ปะทุขึ้นทันที
เหตุการณ์นำไปสู่ความพลิกผันที่จบลงด้วยการกำเนิดกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของฮังการี:
🟪1. ศึกสายเลือด: ตระกูลฮุนยาดี ปะทะ ราชวงศ์
🔹 ในตอนนั้น กษัตริย์ที่ครองบัลลังก์ฮังการีคือ ลาดิสเลาส์ที่ 5 (Ladislaus V) ซึ่งยังอายุน้อยและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลุงของเขาคือ อุลริชแห่งซิลลี (Ulrich of Cilli)
🔹 อุลริชเป็นศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจของตระกูลฮุนยาดีเมื่อจอห์น ฮุนยาดีตาย อุลริชรีบฉวยโอกาสเข้ามาฮุบอำนาจและพยายามจะยึดกองทัพรวมถึงทรัพย์สินของตระกูลฮุนยาดี
🔹 แต่ลูกชายคนโตของฮุนยาดีชื่อ ลาสโล ฮุนยาดี (László Hunyadi) ไม่ยอมแพ้ ลาสโลซ้อนแผนลอบสังหารอุลริชแห่งซิลลีทิ้งเสียที่ป้อมเบลเกรดนั่นเอง
ลาสโล ฮุนยาดี ลอบสังหารอุลริชแห่งซิลลี
🔹 กษัตริย์ลาดิสเลาส์โกรธจัดและหวาดระแวงตระกูลฮุนยาดีพระองค์จึงแกล้งทำเป็นยกโทษให้แต่พอลาสโลกลับถึงเมืองหลวง พระองค์สั่งจับกุมตัวลาสโลไป ประหารชีวิต (ตัดหัว) ทันที และจับลูกชายคนเล็กของฮุนยาดีวัย 14 ปี ชื่อ มัทธิอัส (Matthias) ไปขังคุกไว้ที่กรุงปราก
ผลของการกระทำของลาสโล ฮุนยาดี จบลงด้วยการประหารชีวิต
🟧 2. ราชันย์สิ้นพระชนม์แผ่นดินระส่ำระสาย
🔸 หลังจากประหารทายาทคนโตของตระกูลฮุนยาดี กษัตริย์ลาดิสเลาส์ที่ 5 คิดว่าตัวเองคุมเกมได้แล้วแต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา (พฤศจิกายน 1457) กษัตริย์หนุ่มวัย 17 ปีผู้นี้กลับเสียชีวิตอย่างกะทันหัน (นักประวัติศาสตร์คาดว่าเป็นลูคีเมียหรือกาฬโรคแม้ในยุคนั้นจะลือกันว่าโดนวางยาก็ตาม)
มัทธิอัส ฮุนยาดี ระหว่างถูกขังในคุก ณ กรุงปราก
🔸 ความตายของกษัตริย์ทำให้ฮังการีขาดผู้สืบทอดบัลลังก์ บรรดาขุนนางและประชาชนที่ยังรักและเทิดทูนตระกูลฮุนยาดี (ในฐานะวีรบุรุษผู้ปกป้องคริสตจักร) จึงรวมตัวกันกดดันสภาขุนนาง
🟩 3. การผงาดของ "ราชาอีกา"
🔹สภาขุนนางฮังการีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งคนไปจ่ายค่าไถ่ตัว มัทธิอัส ฮุนยาดี (ลูกชายคนเล็กที่โดนขังคุกอยู่) กลับมาและโหวตแต่งตั้งเด็กหนุ่มวัย 14 ปีคนนี้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งฮังการีในปี 1458!
🔹 พระองค์เป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในนามกษัตริย์มัทธิอัส คอร์วินุส (Matthias Corvinus) (Corvinus แปลว่า "อีกา" ตามตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล) และการขึ้นครองราชย์ของพระองค์คือ "ยุคทอง" ของฮังการีท่ามกลางจักรวรรดิออตโตมันและโรมันอันศักดิืสิทธิ์
มัทธิอัส คอร์วินุส ขึ้นครองราชย์ในปี 1458
⬛ 3.1 สถาปนากองทัพดำ (The Black Army of hungary)
🔸มัทธิอัสไม่ได้พึ่งพากองทัพขุนนางที่มักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ พระองค์สร้างหนึ่งในกองทัพทหารรับจ้างประจำการที่ยิ่งใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในยุโรปยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) เรียกว่า "กองทัพดำ" ซึ่งเป็นกำลังหลักที่ยันการรุกรานของออตโตมัน (ภายใต้การนำของเมห์เหม็ดที่ 2) ได้ตลอดรัชกาลของพระองค์
"กองทัพดำ" แห่งฮังการี
🔸กองทัพดำไม่ใช่ทหารเกณฑ์ชาวนาที่ถูกเรียกมาเฉพาะตอนมีสงคราม แต่เป็น "ทหารอาชีพ" ล้วนๆที่ถูกจ้างให้ประจำการตลอดปี
🔸ทหารส่วนใหญ่เป็นทหารผ่านศึกชาวโบฮีเมีย (เช็ก) เยอรมัน โปแลนด์ และชาวเซิร์บ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญทางทหารสูงสุดในยุโรปกลางเวลานั้น
🔸ขนาดที่เหนือกว่ามาตรฐาน: ในยามสงบกองทัพดำมีกำลังพลประมาณ 8,000 - 10,000 นาย แต่ในช่วงที่ทำศึกใหญ่ (เช่น ศึกตีเวียนนา) สามารถขยายกำลังได้ถึง 20,000 - 25,000 นาย ซึ่งถือเป็นกองทัพประจำการที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับมาตรฐานยุโรปตะวันตกในศตวรรษที่ 15
⬛ นวัตกรรมและยุทธวิธี ⚔️
🔹 สิ่งที่ทำให้กองทัพดำบดขยี้ได้ทั้งออตโตมันและกองทัพยุโรปตะวันตก คือเทคโนโลยีและระเบียบวินัยที่ล้ำยุค
🔹ในขณะที่กองทัพของยุโรปชาติอื่นๆ มีทหารราบที่ใช้ปืนไฟรุ่นแรก (Arquebus) เพียง 10% แต่กองทัพดำของมัทธิอัสมีสัดส่วนทหารปืนไฟสูงถึง 25% ของทหารราบทั้งหมดทำให้อำนาจการยิงทำลายล้างของฮังการีเหนือชั้นกว่าคู่แข่ง
🔹 ยุทธวิธีป้อมเกวียน: มัทธิอัสรับเอาแทคติกนี้มาจากบิดา โดยการนำเกวียนรบหุ้มเกราะมาเรียงต่อกันเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยม ทหารที่มีปืนไฟและหน้าไม้จะระดมยิงออกมาจากช่องเกวียนอย่างปลอดภัย เป็นป้อมปราการเคลื่อนที่ที่บดขยี้การชาร์จของทหารม้าได้ชะงัดนัก
ยุทธวิธีป้อมเกวียน
🔹 การรบแบบผสมผสาน กองทัพดำไม่ได้พึ่งพาอาวุธชนิดเดียว แต่เป็นปรมาจารย์ในการประสานงานระหว่าง ทหารราบหนัก (ป้องกันแนวรบ) ทหารปืนไฟ (สร้างความเสียหาย) ทหารม้าหนัก (บุกทะลวง) และ ทหารม้าเบาฮุสซาร์ (ก่อกวนและไล่ล่า)
🟩 3.2 นักปราชญ์และยุคเรอเนซองส์แห่งยุโรปกลาง
🔸 มัทธิอัสไม่ได้เก่งแค่รบพระองค์ยังเปลี่ยนเมืองบูดา (Buda) ให้กลายเป็นศูนย์กลางศิลปะวิทยาการพระองค์เป็นกษัตริย์องค์แรกนอกอิตาลีที่นำศิลปะ วิทยาการเรอเนซองส์เข้ามาในประเทศอย่างเต็มตัว สร้างห้องสมุดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปรองจากวาติกัน (Bibliotheca Corviniana)
ในรัชสมัยมัทธิอัส ฮังการีเฟื่องฟูด้วย เป็นศูนย์กลางศิลปะวิทยาการ
🟧 3.3 ภาพลักษณ์กษัตริย์ผู้ทรงธรรม
🔹 การจะเลี้ยงกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้เงินมหาศาลมัทธิอัสจึงทำการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฮังการีพระองค์ยกเลิกการยกเว้นภาษีของบรรดาขุนนางและคริสตจักรและดึงอำนาจการเก็บภาษีเข้าสู่ศูนย์กลางโดยตรง
🔹 พระองค์ทรงปฏิรูประบบศาลยุติธรรมให้เข้าถึงง่ายขึ้น และมักจะออกกฎหมายคุ้มครองชาวนาไม่ให้ถูกขุนนางท้องถิ่นกดขี่ข่มเหง
🔹 รายได้ของรัฐฮังการีในยุคของพระองค์พุ่งสูงถึงประมาณ 1 ล้านเหรียญทองดูคัต (Ducats) ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับรายได้ของมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสหรืออังกฤษในเวลานั้น เงินเหล่านี้ถูกนำไปหมุนเวียนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
พระองค์มักออกไปสำรวจสารทุกข์สุกดิบของราษฏร
🔹 ในสายตาของขุนนาง พระองค์อาจเป็นจอมเผด็จการที่รีดนาทาเร้น แต่ในสายตาของประชาชนคนธรรมดา พระองค์คือวีรบุรุษ
"เมื่อมัทธิอัสสิ้นพระชนม์ ความยุติธรรมก็สูญสิ้นไปด้วย"
(Meghalt Mátyás király, oda az igazság)
สุภาษิตฮังการีที่เกิดขึ้นหลังจากการสวรรคตของพระองค์
🚩บทสรุป ->สุลต่านเมห์เหม็ดต้องเผชิญกับทายาทอีกาที่โหดกว่าเดิม
🟫 ความตายของจอห์น ฮุนยาดี นำไปสู่วิกฤตสายเลือดแต่กลับกลายเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้ลูกชายของเขาได้ก้าวขึ้นมาเป็น "หนึ่งในกษัตริย์ที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ฮังการี" และเป็นกำแพงเหล็กที่เมห์เหม็ดที่ 2 ไม่สามารถเจาะผ่านเข้ายุโรปกลางได้เลยตลอดชีวิตของพระองค์
การก้าวขึ้นมาของกษัตริย์มัทธิอัสทำให้การรุกคืบของเมห์เหม็ดเข้าทางฮังการีต้องหยุดลง
🟫 ยุโรปกลางปลอดภัยจากการรุกรานทัพหลวงออตโตมันไปได้ยาวนานถึง 70 ปี จนกระทั่งป้อมปราการเบลเกรดแห่งนี้มาถูกตีแตกในยุคของ สุลต่านสุลัยมานผู้เกรียงไกร ในปี 1521 ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การล่มสลายของฮังการีในท้ายที่สุด
ตอนที่110 วาระสุดท้ายของเซอร์เบีย: (1458-1459) ลมหายใจที่โรยรินก่อนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา