2 ก.ย. เวลา 10:54 • หนังสือ

อาคาชิคถูกใช้เพื่อควบคุมมนุษย์หรือไม่

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
ส่วนที่ 1: บทนำ - ความรู้คืออำนาจ
คำกล่าวที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” ปรากฏครั้งแรกในงานเขียนของฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบหกถึงต้นศตวรรษที่สิบเจ็ด
แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นหลักพื้นฐานของการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับอำนาจในทุกสังคม
แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นของประโยคนี้ ความรู้ที่แท้จริงนั้นทรงพลัง แต่ความรู้ที่ผู้อื่นไม่รู้นั้นทรงพลังยิ่งกว่า เพราะมันสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้ผู้ครอบครองเหนือผู้ที่ไม่รู้เสมอ
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ รูปแบบหนึ่งปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกอารยธรรมโดยไม่มีการนัดหมายกันล่วงหน้า
ผู้ที่เข้าถึงความรู้พิเศษบางอย่างได้ก่อนผู้อื่นมักกลายเป็นชนชั้นที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชผู้ผูกขาดการอ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แพทย์แผนโบราณผู้รู้ตำรับยาลับ ชนชั้นปกครองผู้ควบคุมการเข้าถึงการศึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญการเขียนที่แปลงภาษาพูดเป็นตัวอักษรได้เพียงไม่กี่คนในสังคม
ความรู้พิเศษเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาสถานะและควบคุมผู้ที่ไม่รู้มาโดยตลอด
.
มิเชล ฟูโกต์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวงการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับอำนาจไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Discipline and Punish ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1975 ฟูโกต์ชี้ให้เห็นว่า
ความรู้และอำนาจเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก ผู้ที่ควบคุมความรู้ย่อมควบคุมการนิยามความจริงของสังคมได้ และผู้ที่นิยามความจริงได้ย่อมมีอำนาจเหนือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงความจริงนั้นได้โดยตรง
แนวคิดนี้ช่วยให้เห็นว่า การเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวกสบาย หากเป็นเรื่องของอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเองและผู้อื่น
โชชานา ซูบอฟฟ์ ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School ขยายความเรื่องนี้ในบริบทของโลกยุคปัจจุบันไว้ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ซึ่งสำนักพิมพ์ PublicAffairs ตีพิมพ์ในปี 2019
เธอชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบันสร้าง "ทุนนิยมเฝ้าระวัง" ขึ้นมา โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เก็บข้อมูลพฤติกรรมของมนุษย์นับพันล้านคน แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อทำนายและชักจูงพฤติกรรมของเจ้าของข้อมูลโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว
อำนาจในการ "รู้" ข้อมูลของผู้อื่นจึงกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาล และเป็นเครื่องมือควบคุมที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เมื่อนำกรอบคิดนี้มาพิจารณากับแนวคิดอาคาชิค เรคคอด คำถามสำคัญก็เกิดขึ้นทันที หากอาคาชิคคือฐานข้อมูลของจักรวาลที่บันทึกทุกสิ่งอย่างไว้จริง ใครคือผู้ควบคุมการเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ และฐานข้อมูลนี้ถูกใช้เพื่อควบคุมมนุษย์หรือไม่
คำถามนี้ไม่ใช่เพียงการถกเถียงเชิงปรัชญาที่ล่องลอย หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับเสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว และสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในยุคที่ข้อมูลคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด
.
แนวคิดเรื่องอาคาชิค เรคคอด ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ยังไม่มีหลักฐานการทดลองใดที่พิสูจน์ได้ว่าบันทึกของจักรวาลมีอยู่จริง และประสบการณ์ทั้งหมดที่ผู้ปฏิบัติรายงานล้วนเป็นประสบการณ์เชิงอัตวิสัย ที่ตรวจวัดไม่ได้ด้วยเครื่องมือปัจจุบัน
บทความนี้จึงไม่ใช่การยืนยันว่าอาคาชิคมีอยู่จริง หากคือการสำรวจประเด็นเชิงสังคมการเมืองโดยใช้แนวคิดอาคาชิคเป็นกรอบวิเคราะห์ เพื่อตั้งคำถามสำคัญว่า ความรู้และการเข้าถึงข้อมูลถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์อย่างไรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และแนวโน้มนี้จะนำไปสู่อะไรในอนาคต
ประเด็นที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาคาชิคเท่านั้น หากครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์ของการผูกขาดความรู้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การควบคุมคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในอารยธรรมโบราณ ไปจนถึงการควบคุมข้อมูลดิจิทัลโดยบริษัทเทคโนโลยีและรัฐในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และการควบคุมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
.
.
ส่วนที่ 2: ใครมีอำนาจในการเข้าถึง - จากนักบวชถึงอัลกอริทึม
▪️การผูกขาดความรู้ในอารยธรรมโบราณ
การผูกขาดความรู้ในอารยธรรมโบราณปรากฏเป็นรูปแบบที่ชัดเจนในแทบทุกสังคม ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใดหรือไม่เคยติดต่อกันมาก่อน
ความสอดคล้องของรูปแบบนี้ชี้ให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากคือกลไกพื้นฐานของระบบอำนาจที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อใดก็ตามที่ความรู้กลายเป็นทรัพยากรที่หายากและเข้าถึงได้ยาก
ในอียิปต์โบราณ สถาบันที่เรียกว่า "บ้านแห่งชีวิต" หรือ Per Ankh ตั้งอยู่ภายในเขตวิหารใหญ่ทุกแห่ง เป็นศูนย์กลางรวบรวมความรู้ทั้งด้านดาราศาสตร์ การแพทย์ คณิตศาสตร์ สถาปัตยกรรม และเวทมนตร์พิธีกรรม
นักบวชชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปศึกษาและคัดลอกตำราภายในนี้ได้ ความรู้ที่ถูกเก็บรักษาไว้รวมถึงการคำนวณการขึ้นลงของแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกรรมทั้งหมด
การทำนายสุริยุปราคาและจันทรุปราคา การรักษาโรคด้วยตำรับยาสมุนไพรและการผ่าตัดพื้นฐาน และพิธีกรรมที่เชื่อว่าจะควบคุมพลังธรรมชาติได้
ประชาชนทั่วไปถูกปิดกั้นจากความรู้เหล่านี้โดยสิ้นเชิง พวกเขามองเห็นเพียงผลผลิตของความรู้ที่ผ่านการตีความของนักบวชอีกทอดหนึ่ง เช่น การประกาศวันเวลาที่น้ำจะท่วมถึง การประกอบพิธีขอฝน หรือการทำนายเหตุการณ์สำคัญ
นักบวชจึงมีสถานะเป็นตัวกลางระหว่างเทพเจ้ากับประชาชนโดยสมบูรณ์ และสถานะนี้เองที่ทำให้พวกเขามีอำนาจเหนือสังคมอียิปต์ทั้งหมดอย่างเด็ดขาด
.
.
ในอินเดียโบราณ พระเวทซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่สุดถูกท่องจำและถ่ายทอดด้วยปากเปล่าจากรุ่นสู่รุ่นภายในวรรณะพราหมณ์เท่านั้น การท่องจำนี้ใช้เวลาหลายสิบปีและต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเข้มงวด
วรรณะอื่นโดยเฉพาะวรรณะศูทรซึ่งเป็นชนชั้นล่างสุดถูกห้ามอย่างเด็ดขาดแม้แต่จะได้ยินเสียงสวดพระเวท กฎของมนูหรือมนุสฤติระบุบทลงโทษไว้อย่างโหดร้ายสำหรับผู้ละเมิดข้อห้ามนี้ ว่ากันว่าหากศูทรแอบฟังการสวดพระเวท จะถูกลงโทษด้วยการกรอกหูด้วยตะกั่วหลอมเหลว
การผูกขาดพระเวทนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือรักษาระบบวรรณะทั้งหมด เพราะพระเวทคือแหล่งความรู้เรื่องพิธีกรรม กฎหมาย และระเบียบสังคมทั้งหมด
เมื่อความรู้ทั้งหมดอยู่ในมือของวรรณะเดียว ชนชั้นอื่นจึงไม่มีทางเข้าถึงความเข้าใจเรื่องระเบียบของโลกและสังคมได้ด้วยตนเอง
พวกเขาต้องพึ่งพาพราหมณ์ในการประกอบพิธีกรรมทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนตาย และการพึ่งพานี้เองที่ทำให้พราหมณ์รักษาสถานะสูงสุดในสังคมไว้ได้อย่างมั่นคง
.
.
ในจีนโบราณ ตำราลับของลัทธิเต๋าถูกเก็บรักษาไว้ในสำนักต่าง ๆ อย่างเข้มงวด ความรู้เรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ การหายใจเพื่ออายุยืน การทำสมาธิขั้นสูง และพิธีกรรมลับถูกถ่ายทอดเฉพาะศิษย์ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดเท่านั้น
ศิษย์ต้องผ่านพิธีสาบานตนต่อหน้าอาจารย์และเทพเจ้า พิสูจน์ความมีคุณธรรมและความตั้งใจจริงเป็นเวลานานหลายปีก่อนได้รับอนุญาตให้อ่านตำราสำคัญแต่ละเล่ม
ความรู้เหล่านี้ถูกมองว่าอันตรายหากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่พร้อม เพราะมันให้พลังที่สามารถใช้ได้ทั้งในทางดีและทางร้าย
ตำราหลายเล่มมีคำเตือนว่า หากผู้มีเจตนาไม่บริสุทธิ์เข้าถึงความรู้เหล่านี้จะประสบหายนะทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การคัดกรองศิษย์อย่างเข้มงวดจึงมีเหตุผลเชิงปฏิบัติตามความเชื่อของสำนัก แต่มันก็สร้างชนชั้นผู้รู้ที่แยกตัวจากประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจนเช่นกัน
.
ในยุโรปยุคกลาง คริสตจักรคาทอลิกควบคุมการเข้าถึงพระคัมภีร์อย่างเบ็ดเสร็จ พระคัมภีร์ถูกแปลเป็นภาษาละติน ซึ่งใช้เฉพาะในหมู่นักบวชและผู้มีการศึกษาเท่านั้น ประชาชนทั่วไปซึ่งพูดภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่มีทางอ่านหรือเข้าใจพระคัมภีร์ได้ด้วยตนเอง
การตีความคำสอนทั้งหมดจึงอยู่ในมือของบาทหลวงอย่างสมบูรณ์ ประชาชนต้องพึ่งพาคำเทศนาและการประกอบพิธีกรรมที่นักบวชเป็นผู้ถ่ายทอดเท่านั้น
การแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาชาวบ้านถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรง วิลเลียม ทินเดล นักวิชาการชาวอังกฤษผู้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาอังกฤษคนแรกถูกประหารชีวิตในปี 1536 ด้วยข้อหานอกรีต จากการแปลคัมภีร์ให้ประชาชนทั่วไปอ่านได้
แนวคิดเบื้องหลังการผูกขาดนี้คือ ประชาชนที่อ่านคัมภีร์เองจะเริ่มตั้งคำถามต่อคำสอนของคริสตจักร และอาจค้นพบว่าคำสอนหลายอย่างที่บาทหลวงถ่ายทอดไม่ตรงกับข้อความในคัมภีร์จริง การผูกขาดการอ่านจึงเป็นการผูกขาดการนิยามความจริงทางศาสนาทั้งหมดนั่นเอง
.
รูปแบบที่เชื่อมโยงทุกกรณีเข้าด้วยกันคือ ชนชั้นผู้รู้ผูกขาดความรู้ไว้เพื่อรักษาอำนาจของตน ความรู้นั้นจะถูกทำเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์หรืออันตรายเกินกว่าสามัญชนจะเข้าถึง
สามัญชนถูกทำให้เชื่อว่าการไม่รู้คือธรรมชาติของตน และการพยายามรู้คือการละเมิดระเบียบของจักรวาล
การควบคุมความเชื่อเช่นนี้มีพลังมากกว่าการใช้กำลังบังคับ เพราะมันทำให้ผู้ถูกควบคุมยอมรับสถานะของตนเองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ พวกเขาเชื่อว่าการไม่รู้นั้นถูกต้องและเหมาะสมแล้วตั้งแต่แรก
การทำลายการผูกขาดนี้ในประวัติศาสตร์ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคมที่ใหญ่หลวง การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ในศตวรรษที่สิบห้า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด เพราะมันทำให้การคัดลอกความรู้ทำได้ในปริมาณมหาศาลด้วยต้นทุนต่ำ
ความรู้ที่เคยถูกจำกัดอยู่ในมือของคนไม่กี่คนเริ่มแพร่กระจายออกสู่สาธารณะอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้
การปฏิรูปศาสนาในศตวรรษที่สิบหกและการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่สิบเจ็ดล้วนมีรากฐานมาจากการเข้าถึงความรู้ที่เปิดกว้างขึ้นนี้ทั้งสิ้น
ประวัติศาสตร์ทั้งหมดจึงสอนบทเรียนเดียวกันว่า การเข้าถึงความรู้คือเงื่อนไขพื้นฐานของเสรีภาพ และการผูกขาดความรู้คือเครื่องมือควบคุมที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้นมา
.
บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจประเด็นเรื่องอาคาชิค เพราะแนวคิดเรื่องบันทึกจักรวาลที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด คือแนวคิดที่ท้าทายหลักการผูกขาดความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมาอย่างรุนแรงที่สุด
หากทุกคนเข้าถึงความจริงได้ด้วยตนเอง นักบวช ชนชั้นปกครอง และผู้มีอำนาจทั้งหมดก็จะหมดความจำเป็นในฐานะตัวกลางของความรู้ทันที
นี่คือเหตุผลสำคัญที่แนวคิดเช่นนี้มีแนวโน้มจะถูกต่อต้านหรือถูกทำให้เสื่อมความน่าเชื่อถือในทุกสังคมที่อำนาจถูกผูกขาด และเป็นประเด็นที่จะกล่าวถึงในลำดับถัดไป
.
.
เอลิซาเบธ ไอเซนสไตน์ อธิบายไว้ในหนังสือ The Printing Press as an Agent of Change ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ตีพิมพ์ในปี 1979 ว่า
การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ของโยฮันเนส กูเทนเบิร์กในศตวรรษที่สิบห้า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะมันทำลายการผูกขาดความรู้ของชนชั้นนักบวชและชนชั้นปกครองลงอย่างสิ้นเชิง
หนังสือที่เคยถูกจำกัดอยู่ในมือของคนไม่กี่คนเริ่มแพร่กระจายสู่ประชาชนทั่วไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่เคยถูกปิดกั้นมานานหลายศตวรรษเริ่มไหลออกสู่สาธารณะ และการปฏิวัติทางความคิดหลายครั้งที่ตามมา เช่น การปฏิรูปศาสนาและการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ล้วนมีรากฐานมาจากการเข้าถึงความรู้ที่เปิดกว้างขึ้นนี้ทั้งสิ้น
.
การมาถึงของอินเทอร์เน็ตในปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ทำให้ความหวังเรื่องการเข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียมดูเป็นจริงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ใครก็ตามที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลได้จากทุกมุมโลกโดยไม่มีใครคอยกั้น
แต่นักวิเคราะห์สังคมเริ่มสังเกตเห็นว่า การผูกขาดความรู้ไม่ได้หายไปไหน หากเปลี่ยนรูปแบบจากการผูกขาดคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มาสู่การผูกขาดข้อมูลดิจิทัลแทน
โชชานา ซูบอฟฟ์ อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism
เธอชี้ว่า แม้อินเทอร์เน็ตจะเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลที่สำคัญที่สุดกลับถูกเก็บรวบรวมโดยบริษัทเทคโนโลยีจำนวนเพียงไม่กี่แห่ง Google รู้ว่าผู้ใช้ค้นหาอะไร Facebook รู้ว่าผู้ใช้คิดและรู้สึกอะไร Amazon รู้ว่าผู้ใช้ซื้ออะไร Apple รู้ว่าผู้ใช้อยู่ที่ไหน และรัฐรู้ข้อมูลทั้งหมดของพลเมืองผ่านระบบทะเบียน ภาษี และสวัสดิการสังคม
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพียงเพื่อปรับปรุงบริการเท่านั้น หากถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อทำนายพฤติกรรม ชักจูงการตัดสินใจ และในหลายกรณีถูกใช้เพื่อควบคุมประชาชนโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว
รูปแบบที่ซ้ำกันในทุกยุคสมัยจึงชัดเจน ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าผู้อื่นย่อมมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นเสมอ ต่างกันเพียงในอดีตผู้กุมอำนาจคือนักบวชและชนชั้นปกครอง ส่วนในปัจจุบันผู้กุมอำนาจคือบริษัทเทคโนโลยีและรัฐสมัยใหม่ เครื่องมือที่ใช้ควบคุมก็เปลี่ยนจากคัมภีร์และตำราลับมาเป็นอัลกอริทึมและฐานข้อมูลขนาดมหึมา
.
.
ต้องกล่าวถึงประโยชน์ของระบบข้อมูลภาครัฐและเอกชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อความสมดุลของการวิเคราะห์ ระบบข้อมูลของรัฐช่วยให้บริการสาธารณะมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างมหาศาล
ระบบสาธารณสุขสามารถติดตามการระบาดของโรคและวางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้น ระบบการศึกษาสามารถเข้าถึงนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้กว้างขึ้น
ระบบสวัสดิการสังคมสามารถกระจายความช่วยเหลือไปถึงผู้ยากไร้ได้ตรงจุดขึ้น บริษัทเทคโนโลยีก็เช่นกัน บริการค้นหาข้อมูล แผนที่นำทาง การสื่อสารข้ามพรมแดน และการเข้าถึงความรู้จากทั่วโลก ล้วนเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวันของมนุษย์หลายพันล้านคน
การวิเคราะห์เรื่องการผูกขาดข้อมูลจึงไม่ควรนำไปสู่การปฏิเสธประโยชน์ทั้งหมดของระบบเหล่านี้ หากควรนำไปสู่การตั้งคำถามว่าประโยชน์เหล่านี้ถูกแลกมาด้วยอะไร และใครคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างทั้งหมด
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือ ความไม่สมดุลของความรู้ระหว่างผู้ควบคุมระบบกับผู้ใช้ระบบ รัฐและบริษัทรู้ข้อมูลของประชาชนเกือบทั้งหมด
ในขณะที่ประชาชนแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำงานภายในของระบบที่ควบคุมชีวิตของพวกเขา
ความไม่สมดุลนี้เองคือหัวใจของปัญหาทั้งหมด และเป็นประเด็นที่จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป ว่าด้วยการปิดกั้นความรู้ของชนชั้นปกครองตลอดประวัติศาสตร์ ว่ามีรูปแบบใดบ้าง และเพราะเหตุใดความรู้บางอย่างจึงถูกมองว่าอันตรายต่ออำนาจมากถึงขนาดต้องปิดกั้นหรือทำลายทิ้ง
.
.
ส่วนที่ 3: ชนชั้นปกครองกับความรู้ต้องห้าม
การปิดกั้นความรู้ที่ท้าทายอำนาจปรากฏเป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความรู้นั้นมีศักยภาพจะทำให้ผู้คนตั้งคำถามต่อระเบียบความเชื่อเดิมที่ชนชั้นปกครองใช้รักษาอำนาจของตน
รูปแบบเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การทำลายตำราหรือการห้ามอ่านหนังสือเท่านั้น หากรวมถึงการกำจัดบุคคลผู้เป็นพาหะของความรู้นั้นด้วย
▪️กรณีของโสกราตีส: รายละเอียดเชิงลึก
โสกราตีสเกิดในกรุงเอเธนส์ราวปี 470 ก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลาที่เอเธนส์กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดทั้งด้านการเมืองการปกครอง ศิลปะ ปรัชญา และการทหาร
เขาไม่ได้เป็นนักปรัชญาที่เขียนตำราไว้เอง ไม่ได้ก่อตั้งสำนักคิดอย่างเป็นทางการ และไม่ได้เรียกเก็บค่าสอนจากผู้ที่มาสนทนาด้วย
หากใช้ชีวิตเป็นพลเมืองธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่เดินตามท้องถนนและจัตุรัสสาธารณะเพื่อสนทนากับผู้คนทุกชนชั้น ตั้งแต่ช่างฝีมือ พ่อค้า นักการเมือง ไปจนถึงเยาวชนชนชั้นสูง
วิธีการของโสกราตีสซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ "วิธีโสกราตีส" คือการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่ผู้คนเชื่อนั้นมีเหตุผลรองรับจริงหรือไม่
เขาไม่สอนด้วยการบอกคำตอบ แต่ถามคำถามทีละข้อจนกว่าคู่สนทนาจะค้นพบด้วยตนเองว่าความเชื่อเดิมของตนตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบางเพียงใด
คำถามของเขามักเริ่มจากเรื่องที่ดูธรรมดา เช่น อะไรคือความยุติธรรม อะไรคือความกล้าหาญ อะไรคือความดี แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปจนถึงการตรวจสอบหลักการพื้นฐานที่สุดของสังคมเอเธนส์ทั้งหมด
.
วิธีการนี้ทำให้โสกราตีสเป็นที่รักของเยาวชนจำนวนมาก ซึ่งมองว่าเขาเป็นผู้ปลดปล่อยความคิดของพวกเขาจากกรอบความเชื่อเดิมที่ถูกยัดเยียดมาโดยไม่เคยตั้งคำถาม
ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้มีอำนาจในเอเธนส์รู้สึกถูกคุกคามอย่างรุนแรง เพราะโสกราตีสสอนให้เยาวชนเหล่านี้ตรวจสอบทุกสิ่งด้วยเหตุผลของตนเอง แทนที่จะยอมรับคำกล่าวอ้างของผู้มีอำนาจโดยไม่ตั้งคำถาม เมื่อประชาชนเริ่มคิดด้วยตนเอง อำนาจที่ตั้งอยู่บนความเชื่อโดยไม่ต้องมีเหตุผลรองรับก็เริ่มสั่นคลอนทันที
นักการเมืองและนักพูดอาชีพในเอเธนส์ซึ่งเรียกว่าพวกโซฟิสต์ เป็นกลุ่มแรกที่รู้สึกถึงภัยคุกคามนี้
พวกเขาสร้างอาชีพจากความสามารถในการโน้มน้าวประชาชนด้วยวาทศิลป์ โดยไม่จำเป็นต้องมีความจริงหรือความถูกต้องรองรับ
โสกราตีสเปิดโปงวิธีการของพวกเขาอย่างไม่เกรงใจ ด้วยการแสดงให้เห็นว่าคำพูดสวยหรูของนักพูดเหล่านี้ไม่มีแก่นสารอะไรเลยเมื่อถูกตรวจสอบด้วยเหตุผลอย่างละเอียด พวกโซฟิสต์หลายคนจึงเริ่มเกลียดชังโสกราตีสและต้องการกำจัดเขาออกจากสังคม
.
ข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การพิจารณาคดีของโสกราตีสในปี 399 ก่อนคริสตกาลมีสองข้อ
ข้อแรก คือการไม่เคารพเทพเจ้าของนครรัฐ
ข้อที่สอง คือการทำให้เยาวชนเสื่อมเสีย
ในชั้นศาล โสกราตีสไม่ได้แก้ต่างด้วยการอ้อนวอนขอชีวิต หากใช้โอกาสนี้ยืนยันหลักการของตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่า การใช้ชีวิตที่ไม่ผ่านการตรวจสอบนั้นไม่คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่ และเขาจะไม่ยอมละทิ้งวิธีการตั้งคำถามของตนแม้จะต้องตายก็ตาม
ผลการลงคะแนนของคณะลูกขุนห้าร้อยคนคือการตัดสินให้เขามีความผิดด้วยคะแนนเสียงที่ค่อนข้างสูสี และลงโทษด้วยการดื่มยาพิษ
การตายของโสกราตีสได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียดโดยเพลโต ลูกศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
ในบทสนทนาชื่ออะโพโลเจียซึ่งบันทึกคำแก้ต่างของโสกราตีสต่อหน้าศาล และคริโตซึ่งบันทึกเหตุการณ์ในคุกก่อนการดื่มยาพิษ ภาพของโสกราตีสที่สงบนิ่งขณะรับยาพิษโดยไม่แสดงความกลัวตายแม้แต่น้อย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อมตะของผู้ที่ยอมตายเพื่อหลักการแห่งเสรีภาพทางความคิด และเป็นแรงบันดาลใจแก่นักคิดรุ่นหลังทุกยุคทุกสมัย
.
.
ประเด็นสำคัญ คือ การตัดสินประหารโสกราตีสไม่ได้เกิดจากวาระซ่อนเร้นเพียงอย่างเดียว หากมีบริบททางการเมืองที่ซับซ้อนประกอบอยู่ด้วย
เอเธนส์เพิ่งพ่ายแพ้สงครามเพโลพอนนีเซียนต่อสปาร์ตาไม่นานก่อนหน้าการพิจารณาคดี
ระบอบประชาธิปไตยของเอเธนส์เพิ่งถูกฟื้นฟูหลังจากถูกโค่นล้มโดยกลุ่มเผด็จการที่เรียกว่าสามสิบทรราช ซึ่งสมาชิกหลายคนเคยเป็นลูกศิษย์หรือผู้ใกล้ชิดของโสกราตีส
ความทรงจำอันเจ็บปวดจากเผด็จการครั้งนั้นทำให้ชาวเอเธนส์จำนวนมากมองว่า การสอนให้เยาวชนตั้งคำถามต่อขนบธรรมเนียมเดิมของสังคมคือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของนครรัฐอย่างแท้จริง
การประหารโสกราตีสจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความกลัวทางการเมือง ความขัดแย้งส่วนตัว และความต้องการรักษาระเบียบสังคมที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤต
แม้จะมีบริบททางการเมืองเฉพาะหน้าเช่นนี้ รูปแบบรวมที่เห็นได้ชัดก็คือ การสอนให้ผู้คนคิดด้วยตนเองเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจเสมอ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะอยู่ในรูปของนักบวช ชนชั้นปกครอง หรือคณะลูกขุนของศาลเอเธนส์ก็ตาม
การตายของโสกราตีสจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หากเป็นบทเรียนอมตะเกี่ยวกับราคาที่ผู้กล้าท้าทายอำนาจต้องจ่าย และเกี่ยวกับพลังของความคิดอิสระที่แม้จะถูกปราบปรามด้วยความตายก็ไม่อาจถูกทำลายได้โดยสมบูรณ์
เพราะแนวคิดของโสกราตีสกลับยิ่งแพร่หลายและทรงพลังมากขึ้นหลังการตายของเขาผ่านงานเขียนของเพลโตและอริสโตเติล จนกลายเป็นรากฐานของปรัชญาตะวันตกทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน
.
.
▪️กรณีของจิออร์ดาโน บรูโน: รายละเอียดเชิงลึก
จิออร์ดาโน บรูโน เกิดในปี 1548 ใกล้เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ในครอบครัวชนชั้นล่าง เขาเข้าสู่ชีวิตนักบวชตั้งแต่อายุสิบสี่ปี ในคณะดอมินิกันซึ่งเป็นคณะนักบวชที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดทางวิชาการ
แต่ความรู้ที่เขาสั่งสมมาอย่างกว้างขวางกลับนำเขาไปสู่ข้อสรุปที่ขัดแย้งกับคำสอนของคริสตจักรอย่างรุนแรง จนในที่สุดเขาต้องละทิ้งชีวิตนักบวชและเดินทางเร่ร่อนไปทั่วยุโรปเพื่อหลบหนีการจับกุม
แนวคิดสำคัญที่สุดที่ทำให้บรูโนถูกเพ่งเล็งจากคริสตจักรคาทอลิก คือจักรวาลวิทยาใหม่ที่เขาพัฒนาขึ้นจากแนวคิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ผู้เสนอว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล หากโคจรรอบดวงอาทิตย์พร้อมกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ
บรูโนก้าวไปไกลกว่าโคเปอร์นิคัสอย่างมาก เขาเสนอว่าจักรวาลไม่มีศูนย์กลางเลยแม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ไม่ใช่ศูนย์กลาง ดวงดาวทั้งหมดที่เห็นบนท้องฟ้ายามค่ำคืนคือดวงอาทิตย์ดวงอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป และแต่ละดวงก็มีดาวเคราะห์ของตัวเองโคจรอยู่รอบเช่นเดียวกับระบบสุริยะของเรา
เอกภพตามทัศนะของบรูโนจึงกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต และอาจมีโลกอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นเดียวกับโลกของเรา
แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงความเห็นทางดาราศาสตร์ หากสั่นคลอนรากฐานทางเทววิทยาทั้งหมดของคริสตจักรคาทอลิกในยุคนั้นโดยตรง
คริสตจักรสอนว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาลที่พระเจ้าสร้างขึ้นเป็นพิเศษ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และแผนการไถ่บาปทั้งหมดของพระเจ้ามุ่งมาที่โลกเพียงแห่งเดียว
หากจักรวาลมีโลกอื่นอีกนับไม่ถ้วนที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ คำถามที่ตามมาก็คือ พระเจ้าส่งพระเยซูไปไถ่บาปให้โลกอื่นเหล่านั้นด้วยหรือไม่
หรือแต่ละโลกมีพระผู้ไถ่ของตนเอง หากมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู พวกเขาจะรอดหรือตกนรก คำถามเหล่านี้ท้าทายความสมเหตุสมผลของคำสอนคริสตจักรอย่างถึงรากถึงโคน
.
นอกจากนี้บรูโนยังปฏิเสธแนวคิดเรื่องตรีเอกภาพ ปฏิเสธการเปลี่ยนสภาพของขนมปังและเหล้าองุ่นในพิธีศีลมหาสนิท และตั้งคำถามต่อสถานะของพระแม่มารี
แนวคิดทางเทววิทยาเหล่านี้ขัดแย้งกับคำสอนทางการของคริสตจักรอย่างรุนแรงพอจะทำให้เขาถูกประกาศเป็นพวกนอกรีตได้ แม้ไม่มีความเห็นเรื่องจักรวาลก็ตาม
การที่เขาถูกเพ่งเล็งจึงไม่ได้เกิดจากแนวคิดเรื่องจักรวาลเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการผสมผสานของความเห็นนอกรีตหลายประการที่ท้าทายอำนาจคริสตจักรโดยตรงทั้งหมด
บรูโนถูกจับกุมในเวนิสในปี 1592 หลังถูกกล่าวหาโดยขุนนางผู้หนึ่งที่เชิญเขามาพักด้วยแล้วทรยศ เขาถูกส่งตัวไปยังกรุงโรมและถูกคุมขังในคุกของศาลศาสนาเป็นเวลาถึงเจ็ดปี
ตลอดการพิจารณาคดี เขาถูกสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดของเขา และถูกกดดันให้ละทิ้งความเห็นทั้งหมดเพื่อแลกกับการละเว้นโทษประหาร
แต่บรูโนยืนกรานในจุดยืนของตนจนถึงที่สุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1600 เขาถูกนำตัวไปยังจัตุรัสกลางกรุงโรมและถูกเผาทั้งเป็นต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก ว่ากันว่าขณะถูกนำตัวไปยังเสาประหาร เขาปฏิเสธที่จะจูบไม้กางเขนที่บาทหลวงยื่นให้ และหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ
.
การตายของบรูโนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการกดขี่ทางปัญญาโดยคริสตจักรที่ทรงพลังที่สุดกรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์
แต่ต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การวิเคราะห์กรณีของบรูโนต้องแยกแยะระหว่างมิติทางดาราศาสตร์กับมิติทางเทววิทยาอย่างระมัดระวัง
แนวคิดเรื่องจักรวาลไร้ศูนย์กลางของเขาแม้จะล้ำยุคในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังไม่ใช่ทฤษฎีที่พิสูจน์ได้ในเวลานั้น เพราะยังไม่มีหลักฐานการสังเกตการณ์เพียงพอ
สิ่งที่ทำให้บรูโนถูกประหารจึงไม่ได้เป็นเพียงการเสนอความจริงทางวิทยาศาสตร์ หากรวมถึงการท้าทายคำสอนทางเทววิทยาทั้งหมดของคริสตจักรอย่างเปิดเผยและไม่ยอมประนีประนอม
ในแง่หนึ่ง บรูโนคือผู้พลีชีพเพื่อเสรีภาพทางความคิด แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขาก็คือผู้ที่จงใจท้าทายอำนาจโดยรู้ถึงผลที่จะตามมา และเลือกที่จะยืนหยัดในจุดยืนของตนมากกว่าจะยอมจำนน
ความกล้าหาญเช่นนี้ทำให้เขากลายเป็นแรงบันดาลใจแก่นักคิดรุ่นหลังจำนวนมาก และทำให้กรณีของเขาถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างของการปราบปรามความรู้โดยอำนาจศาสนาอยู่เสมอ
.
กระนั้นก็ตาม ต้องกล่าวด้วยความระมัดระวังว่า การตีความกรณีของบรูโนว่าเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนานั้น เป็นการมองที่ง่ายเกินไป
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยทางการเมือง ความขัดแย้งภายในคริสตจักร และบุคลิกภาพที่แข็งกร้าวของบรูโนเองล้วนมีส่วนประกอบกันทั้งสิ้น
การทำความเข้าใจกรณีของบรูโนอย่างรอบด้านจึงต้องมองเห็นทั้งมิติของการปิดกั้นความรู้และมิติของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนประกอบกันไป ไม่ใช่เลือกมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
ไม่ว่าจะตีความอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ แนวคิดเรื่องจักรวาลกว้างใหญ่ไร้ศูนย์กลางของบรูโนสั่นคลอนภาพของโลกที่คริสตจักรใช้รักษาอำนาจมาหลายศตวรรษโดยตรง และการตายของเขาคือบทพิสูจน์ว่าระบบอำนาจบางอย่างพร้อมจะใช้ความรุนแรงถึงขั้นสังหารชีวิตเมื่อเผชิญกับความรู้ที่ท้าทายรากฐานของตนอย่างถึงที่สุด
.
▪️กรณีของกาลิเลโอ กาลิเลอี: รายละเอียดเชิงลึก
กาลิเลโอ กาลิเลอี เกิดในปี 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี ในตระกูลขุนนางที่ยากจน
เขาได้รับการศึกษาทั้งด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และปรัชญาธรรมชาติ และต่อมากลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนวิชาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์
ผลงานของเขาครอบคลุมหลายสาขา แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์คือการนำกล้องโทรทรรศน์มาใช้สังเกตท้องฟ้าอย่างเป็นระบบเป็นคนแรก ๆ
ในปี 1609 กาลิเลโอได้ยินข่าวการประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลจากเนเธอร์แลนด์ เขาประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ของตนเองขึ้นมา โดยไม่เคยเห็นต้นแบบจริงมาก่อน และพัฒนาให้มีกำลังขยายสูงพอจะสังเกตท้องฟ้าได้อย่างละเอียด
สิ่งที่เขาค้นพบในเวลาต่อมาสั่นสะเทือนวงการดาราศาสตร์และเทววิทยาทั้งหมด ภาพดวงจันทร์ที่เขาเห็นไม่ใช่ทรงกลมสมบูรณ์อย่างที่อริสโตเติลและคริสตจักรสอนไว้ หากเต็มไปด้วยภูเขาและหลุมอุกกาบาตเหมือนพื้นผิวโลก
ดวงอาทิตย์มีจุดดับที่เคลื่อนที่ไปบนพื้นผิว แสดงว่าดวงอาทิตย์ก็ไม่สมบูรณ์และไม่นิ่งสนิทตามความเชื่อเดิม
ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์สี่ดวงโคจรรอบอย่างชัดเจน พิสูจน์ว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่โคจรรอบโลกตามแนวคิดจักรวาลแบบโลกเป็นศูนย์กลาง และดาวศุกร์มีข้างขึ้นข้างแรมเหมือนดวงจันทร์ ซึ่งอธิบายได้ก็ต่อเมื่อดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น
.
ข้อค้นพบเหล่านี้แต่ละชิ้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มพูนความรู้ทางดาราศาสตร์ หากท้าทายภาพของจักรวาลที่คริสตจักรคาทอลิกยึดถือมาเป็นเวลากว่าพันปีโดยตรง
คริสตจักรยึดถือจักรวาลวิทยาของอริสโตเติลที่พัฒนาโดยปโตเลมี ซึ่งวางโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและเทหวัตถุทั้งหมดโคจรรอบโลก
ระบบนี้สอดคล้องกับความเชื่อทางเทววิทยาที่ว่า โลกคือสถานที่พิเศษที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์ และมนุษย์คือศูนย์กลางของแผนการไถ่บาปของพระเจ้า หากโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล มนุษย์ก็ไม่ใช่ศูนย์กลางของแผนการของพระเจ้า และอำนาจของคริสตจักรในฐานะตัวแทนพระเจ้าบนโลกก็สั่นคลอนตามไปด้วย
.
กาลิเลโอถูกศาลศาสนาเรียกตัวไปโรมในปี 1633 และถูกบังคับให้ลงนามในคำประกาศปฏิเสธข้อค้นพบของตนเองต่อหน้าธารกำนัล
เขายอมลงนามเพื่อรักษาชีวิตของตนไว้ แต่ตามตำนานเล่าว่า ขณะเดินออกจากห้องพิจารณาคดี เขาบ่นพึมพำกับตัวเองว่า "ถึงกระนั้นมันก็ยังหมุนอยู่" (Eppur si muove)
แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคำพูดนี้เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงตำนานที่แต่งเสริมขึ้นภายหลัง แต่มันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจถูกปราบปรามด้วยอำนาจใดได้
กาลิเลโอถูกคุมขังในบ้านของตนเองจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1642 หนังสือของเขาถูกขึ้นบัญชีหนังสือต้องห้ามของคริสตจักรคาทอลิกเป็นเวลาหลายร้อยปี
การห้ามนี้มีผลในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะหนังสือที่ถูกขึ้นบัญชีไม่สามารถพิมพ์เผยแพร่หรืออ่านได้ในประเทศคาทอลิกทั้งหมด แต่นี่คือจุดที่การประดิษฐ์แท่นพิมพ์แสดงพลังของมันอย่างเต็มที่
.
.
เอลิซาเบธ ไอเซนสไตน์ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบของเทคโนโลยีการพิมพ์ อธิบายไว้ในหนังสือ The Printing Press as an Agent of Change ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ตีพิมพ์ในปี 1979 ว่า
แท่นพิมพ์ทำให้หนังสือของกาลิเลโอถูกพิมพ์เผยแพร่ออกไปเป็นจำนวนมากก่อนที่คริสตจักรจะสามารถควบคุมการแพร่กระจายได้ทัน
หนังสือของเขาถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในเมืองฟลอเรนซ์และเวนิสซึ่งยังพอมีเสรีภาพในการพิมพ์อยู่บ้าง แล้วถูกส่งต่อไปยังร้านหนังสือทั่วทวีปยุโรป แม้คริสตจักรจะสั่งห้ามในภายหลัง แต่สำเนาที่แพร่กระจายออกไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ทั้งหมด
หนังสือหลายเล่มถูกซ่อนไว้และส่งต่อกันอย่างลับ ๆ ในหมู่นักวิชาการ จนในที่สุดแนวคิดของกาลิเลโอก็กลายเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งยุโรป
.
ประเด็นสำคัญที่ไอเซนสไตน์ชี้ให้เห็นคือ เทคโนโลยีการพิมพ์ทำลายการผูกขาดความรู้ของชนชั้นปกครองอย่างถึงรากถึงโคน ในอดีตก่อนมีแท่นพิมพ์ ตำราแต่ละเล่มต้องคัดลอกด้วยมือซึ่งใช้เวลานานและมีราคาแพงมาก
ชนชั้นปกครองสามารถควบคุมความรู้ได้เพียงแค่จำกัดจำนวนสำเนาและการเข้าถึง แต่เมื่อแท่นพิมพ์ทำให้การผลิตสำเนาเป็นไปอย่างรวดเร็วและราคาถูก
ความรู้ก็เริ่มไหลออกสู่สาธารณะอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ การสั่งห้ามของคริสตจักรจึงมีผลจำกัดอยู่เพียงพื้นที่ที่คริสตจักรยังมีอำนาจเต็มที่เท่านั้น ขณะที่สำเนาหนังสือของกาลิเลโอเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศโปรเตสแตนต์ซึ่งคริสตจักรคาทอลิกควบคุมไม่ได้อีกต่อไป
.
กรณีของกาลิเลโอจึงเป็นบทเรียนสำคัญสองประการ
ประการแรก คือ ความรู้ที่ท้าทายอำนาจมีแนวโน้มจะถูกปิดกั้นเสมอ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะอยู่ในรูปของคริสตจักรหรือรัฐก็ตาม
ประการที่สอง คือ เทคโนโลยีการสื่อสารที่เปิดกว้างคือเครื่องมือสำคัญที่สุดในการทำลายการผูกขาดความรู้ และเมื่อความรู้ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว มันก็ยากเกินกว่าที่อำนาจใดจะเรียกกลับคืนหรือปราบปรามได้อย่างสมบูรณ์
ความจริงข้อนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจประเด็นเรื่องอาคาชิค เพราะแนวคิดเรื่องบันทึกจักรวาลที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยธรรมชาติคือแนวคิดที่ท้าทายการผูกขาดความรู้ทุกรูปแบบ และการต่อต้านแนวคิดนี้ตลอดประวัติศาสตร์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความกลัวของระบบอำนาจต่อการสูญเสียการควบคุมความรู้ไปอย่างชัดเจนที่สุด
.
คริสตจักรคาทอลิกใช้เวลากว่าสามร้อยปีกว่าจะยอมรับความผิดพลาดของตนในกรณีของกาลิเลโอ
สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่สองทรงแสดงความเสียใจต่อการปฏิบัติต่อกาลิเลโออย่างเป็นทางการในปี 1992 การยอมรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขประวัติศาสตร์ หากคือการยืนยันว่า ความจริงทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจถูกปิดกั้นได้ตลอดไป แม้จะถูกกดทับด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม
.
.
▪️กรณีของเมโนคคิโอ: รายละเอียดเชิงลึก
คาร์โล กินซ์เบิร์ก นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลีผู้บุกเบิกแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า จุลภาคประวัติศาสตร์ หรือ Microhistory ได้บันทึกเรื่องราวของชายผู้หนึ่งไว้ในหนังสือ The Cheese and the Worms ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ตีพิมพ์ในปี 1980
หนังสือเล่มนี้กลายเป็นงานคลาสสิกที่ถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมาย และเป็นตัวอย่างสำคัญของการศึกษาชีวิตของสามัญชนที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กระแสหลักมาก่อน
ตัวเอกของเรื่องคือโดเมนิโก สกันเดลลา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเมโนคคิโอ ชายชาวนา ผู้มีอาชีพเป็นช่างสีข้าวในหมู่บ้านมอนเตเรอาเล แคว้นฟริอูลี ทางตอนเหนือของอิตาลี
เขาเกิดในปี 1532 และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้โดยแทบไม่เคยเดินทางไปไหนไกล แต่ความคิดของเขากลับกว้างไกลเกินกว่าที่คนในชนบททั่วไปในยุคเดียวกันจะเป็นได้
เมโนคคิโออ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มที่ผ่านมือเขามาโดยบังเอิญ เช่น หนังสือตำนานนักบุญ หนังสือพงศาวดาร และหนังสือท่องเที่ยว
แต่เขากลับนำเนื้อหาจากหนังสือเหล่านี้มาผสมผสานกับความคิดของตนเองจนเกิดเป็นจักรวาลวิทยาที่แปลกใหม่ และขัดแย้งกับคำสอนทางการของคริสตจักรอย่างสิ้นเชิง
เขาเสนอว่า จักรวาลถือกำเนิดมาจากความวุ่นวายดั้งเดิมเหมือนเนยแข็งที่ถูกปั่น และเทวดาถือกำเนิดมาจากหนอนที่ผุดขึ้นจากเนยแข็งนั้น
ภาพเปรียบเทียบอันหยาบโลนนี้คือที่มาของชื่อหนังสือ The Cheese and the Worms และมันสะท้อนให้เห็นว่า เมโนคคิโอใช้ประสบการณ์จากชีวิตประจำวันของตนเองในการอธิบายกำเนิดของจักรวาลโดยไม่ยอมรับคำสอนเรื่องพระเจ้าสร้างโลกตามที่คริสตจักรสอน
.
แนวคิดของเมโนคคิโอท้าทายคำสอนของคริสตจักรอย่างรุนแรงหลายประการ เขาปฏิเสธความเชื่อเรื่องพระตรีเอกภาพ ปฏิเสธแนวคิดเรื่องนรกและสวรรค์ ปฏิเสธพิธีกรรมศีลล้างบาป และกล่าวว่าศาสนาคือสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เพื่อควบคุมประชาชน
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความลับที่เขาเก็บไว้กับตนเอง หากเขากล่าวออกมาอย่างเปิดเผยต่อเพื่อนบ้านและคนรู้จักในหมู่บ้านเป็นเวลาหลายปี โดยไม่เกรงกลัวผลที่จะตามมา
ในที่สุดคำพูดของเมโนคคิโอไปถึงหูของเจ้าหน้าที่ศาสนา เขาถูกศาลศาสนาเรียกตัวไปสอบสวนในปี 1584
การสอบสวนดำเนินไปอย่างละเอียดและยาวนานหลายปี เจ้าหน้าที่ศาลพยายามให้เมโนคคิโอละทิ้งความคิดของตนและยอมรับคำสอนของคริสตจักร
แต่เมโนคคิโอซึ่งเป็นเพียงชาวนาธรรมดากลับยืนกรานในความคิดของตนเองอย่างแข็งขัน และยังพยายามอธิบายจักรวาลวิทยาของตนให้เจ้าหน้าที่ศาลฟังอย่างละเอียดด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
.
ในที่สุดเมโนคคิโอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานเป็นพวกนอกรีต และถูกประหารชีวิตในปี 1599 ณ เมืองปอร์เดโนเน
เรื่องราวของเขาถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในเอกสารการสอบสวนของศาลศาสนาซึ่งกินซ์เบิร์กค้นพบในหอจดหมายเหตุหลายศตวรรษต่อมา
เอกสารเหล่านี้คือหน้าต่างที่ช่วยให้เรามองเห็นชีวิตและความคิดของสามัญชนที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ทางการมาก่อน
ความสำคัญของกรณีเมโนคคิโอไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของแนวคิดของเขา หากอยู่ที่การพิสูจน์ว่า ความสามารถในการคิดอย่างอิสระไม่ได้จำกัดอยู่ที่ชนชั้นสูงหรือผู้มีการศึกษาเท่านั้น แม้แต่ชาวนาธรรมดาที่อ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มก็สามารถใช้เหตุผลของตนเองสร้างโลกทัศน์ที่ท้าทายอำนาจได้
และนี่คือเหตุผลที่ระบบอำนาจรวมศูนย์กลัวการคิดอย่างอิสระมากที่สุด เพราะการคิดอย่างอิสระคือบ่อเกิดของการตั้งคำถาม การตั้งคำถามคือบ่อเกิดของการต่อต้าน และการต่อต้านคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
.
.
กินซ์เบิร์กชี้ให้เห็นว่า กรณีของเมโนคคิโอสะท้อนถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ระหว่างวัฒนธรรมของชนชั้นสูงที่ผูกขาดความรู้เป็นลายลักษณ์อักษรกับวัฒนธรรมของชาวนาที่สืบทอดความคิดผ่านปากเปล่า
เมโนคคิโอคือตัวอย่างของชาวนาที่กล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ด้วยการหยิบหนังสือมาอ่านและคิดตามอย่างอิสระ โดยไม่ยอมรับการตีความของคริสตจักรว่าเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว
ความกล้าหาญเช่นนี้ทำให้เขากลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจคริสตจักรที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดจากชายช่างสีข้าวธรรมดาคนหนึ่ง
เรื่องราวของเมโนคคิโอจึงเป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นเรื่องการผูกขาดความรู้และอาคาชิค เพราะมันแสดงให้เห็นว่า อำนาจรวมศูนย์กลัวการเข้าถึงความรู้ของสามัญชนมากที่สุด ไม่ว่าความรู้นั้นจะมาจากตำราเล่มใหญ่หรือจากการคิดด้วยตนเองเพียงลำพังก็ตาม
เมื่อประชาชนเข้าถึงความรู้และคิดด้วยตนเองได้ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลางอย่างนักบวชหรือชนชั้นปกครองอีกต่อไป และนี่คือความหมายที่แท้จริงของแนวคิดอาคาชิคในฐานะความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ
ความหมายนี้เองที่ทำให้แนวคิดเช่นนี้เป็นอันตรายต่อระบบอำนาจมาโดยตลอด และเป็นเหตุผลสำคัญที่มันมีแนวโน้มจะถูกต่อต้านหรือถูกทำให้เสื่อมความน่าเชื่อถือในทุกยุคทุกสมัยที่อำนาจถูกผูกขาดด้วยคนเพียงไม่กี่คน
.
เหตุผลที่ความรู้บางอย่างถูกมองว่าอันตรายต่ออำนาจคือ ความรู้ทำให้คนไม่เชื่อฟัง เมื่อมนุษย์เข้าใจว่าตนเองคืออะไร เข้าใจว่าโลกทำงานอย่างไร และเข้าใจว่าความจริงคืออะไร
พวกเขาจะมีศักยภาพที่จะหลุดพ้นจากการควบคุมได้ ระบบอำนาจที่ตั้งอยู่บนความไม่รู้ของประชาชนจึงต้องรักษาความไม่รู้นั้นไว้ด้วยการปิดกั้นความรู้ที่ท้าทายอำนาจของตน
กลไกนี้ทำงานทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งผ่านความรุนแรงและผ่านการสร้างวาทกรรมที่ทำให้ความรู้บางอย่างเป็นเรื่องต้องห้ามหรือน่าอับอายที่จะกล่าวถึง
การปราบปรามบางกรณีในประวัติศาสตร์อาจมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการปิดกั้นความรู้เพียงอย่างเดียว เช่น เหตุผลทางการเมืองเฉพาะหน้า ความขัดแย้งทางศาสนาที่ซับซ้อน หรือการรักษาเสถียรภาพของสังคมในยามที่เปราะบาง
การตีความการปราบปรามทุกกรณีว่าเป็นการปิดกั้นความรู้เพียงอย่างเดียวจึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของประวัติศาสตร์จนเกินไป
นักประวัติศาสตร์หลายคนเตือนว่า การมองประวัติศาสตร์แบบขาวจัดดำจัดเกินไปจะบดบังความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับกลไกอำนาจที่แท้จริง ซึ่งมักทำงานผ่านการผสมผสานของหลายปัจจัยเสมอ
.
ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องจับตามองคือ ไม่ว่าการปราบปรามแต่ละกรณีจะมีเหตุผลเฉพาะหน้าแตกต่างกันอย่างไร รูปแบบรวมที่เห็นได้ชัดคือ ความรู้ที่ท้าทายอำนาจมีแนวโน้มจะถูกปิดกั้นหรือถูกทำให้เสื่อมความน่าเชื่อถือเสมอ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการรุนแรงหรือละเอียดอ่อน
การเข้าใจรูปแบบนี้จะช่วยให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปิดกั้นความรู้ในอดีตกับการควบคุมข้อมูลในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ตั้งคำถามได้ว่า แนวคิดเรื่องอาคาชิคซึ่งเป็นความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางนั้น มีสถานะอย่างไรในสังคมที่ความรู้ถูกควบคุมเข้มงวดเช่นนี้ ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
.
ส่วนที่ 4: การปิดกั้นแนวคิดอาคาชิค - กรณีศึกษาที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
กรณีของเฮเลนา บลาวัตสกี ผู้ก่อตั้งสมาคมเทวปรัชญาและผู้เผยแพร่แนวคิดเรื่องบันทึกอาคาชิคสู่โลกตะวันตกเป็นคนแรก ๆ
เป็นกรณีศึกษาที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการแยกแยะระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นธรรมกับการปิดกั้นอย่างเป็นระบบ
บลาวัตสกีเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาในปี 1873 และก่อตั้งสมาคมเทวปรัชญาร่วมกับเฮนรี สตีล โอลคอตต์ในปี 1875
เธอเผยแพร่แนวคิดเรื่องอาคาชะในฐานะสนามข้อมูลจักรวาลที่บันทึกทุกความคิดและการกระทำของมนุษย์ไว้โดยไม่สูญหาย
หนังสือของเธอโดยเฉพาะ The Secret Doctrine ที่ตีพิมพ์ในปี 1888 ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและมีอิทธิพลต่อขบวนการจิตวิญญาณตะวันตกอย่างลึกซึ้ง แต่ความสำเร็จของเธอก็มาพร้อมกับการโจมตีอย่างหนักจากทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันวิทยาศาสตร์
.
ข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 1884 เมื่อสมาคมวิจัยทางจิตแห่งลอนดอนส่งริชาร์ด ฮอดจ์สันไปอินเดีย เพื่อสืบสวนปาฏิหาริย์ที่บลาวัตสกีอ้างว่าทำได้
เช่น การทำให้จดหมายปรากฏขึ้นจากอากาศและการติดต่อกับอาจารย์ลึกลับในทิเบต
ฮอดจ์สันสรุปในรายงานของเขาว่า บลาวัตสกีคือ "นักต้มตุ๋น" ที่สร้างปาฏิหาริย์ปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้ศรัทธา รายงานนี้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฝ่ายตรงข้ามใช้โจมตีเธอมาโดยตลอด
มาริออน มีด นักเขียนชีวประวัติของบลาวัตสกี กล่าวถึงกรณีนี้ไว้ในหนังสือ Madame Blavatsky: The Woman Behind the Myth ซึ่งสำนักพิมพ์ Putnam ตีพิมพ์ในปี 1980
มีดยอมรับว่า บลาวัตสกีมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ชวนให้สงสัยจริง เช่น การใช้กลอุบายบางอย่างในการแสดงปาฏิหาริย์ และการปกปิดข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของเธอ
แต่มีดก็ชี้ด้วยว่า รายงานของฮอดจ์สันไม่ได้ปราศจากอคติ ฮอดจ์สันมีแนวโน้มจะสรุปว่าบลาวัตสกีผิดตั้งแต่ก่อนเริ่มการสืบสวนด้วยซ้ำ และรายงานของเขาเต็มไปด้วยการตีความหลักฐานแบบเข้าข้างฝ่ายที่จ่ายเงินจ้างเขา
.
ปีเตอร์ วอชิงตัน กล่าวถึงกรณีนี้ในหนังสือ Madame Blavatsky's Baboon ซึ่งสำนักพิมพ์ Schocken Books ตีพิมพ์ในปี 1995
วอชิงตันมองบลาวัตสกีด้วยสายตาที่สมดุลกว่า เขาชี้ว่าบลาวัตสกีเป็นทั้งนักคิดผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและนักแสดงละครผู้ชื่นชอบการสร้างความประทับใจ
บางครั้งเธอใช้กลอุบายเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่แก่นของแนวคิดที่เธอเผยแพร่นั้นมีคุณค่าทางปรัชญาที่แท้จริงเกินกว่าจะปัดทิ้งได้เพียงเพราะบุคลิกของเธอมีปัญหา
กรณีของเอ็ดการ์ เคย์ซี ช่างภาพชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้หยั่งรู้จากการอ่านในภาวะภวังค์ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เคย์ซีถูกโจมตีจากวงการแพทย์และสื่อมวลชนในยุคของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยถูกประณามว่าเป็น "หมอเถื่อน" และ "คนโกหก" ทั้งที่เขามีบันทึกการอ่านมากกว่าหนึ่งหมื่นครั้ง และหลายกรณีถูกยืนยันว่าถูกต้องโดยผู้ที่ไม่เคยพบเจอเขามาก่อน
.
อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เคย์ซีก็มีข้อผิดพลาดหลายครั้งเช่นกัน บันทึกการอ่านของเขาหลายชิ้นไม่ได้รับการยืนยัน และคำทำนายหลายอย่างของเขาไม่เป็นจริงตามที่กล่าวไว้ การที่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญที่ต้องอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาคือ การถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้แปลว่าถูกปิดกั้นเสมอไป
การตรวจสอบข้อกล่าวอ้างของผู้ที่อ้างว่ามีพลังเหนือธรรมชาติเป็นกระบวนการปกติที่จำเป็นต่อการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวง
สมาคมวิจัยทางจิตและองค์กรตรวจสอบอื่น ๆ มีหน้าที่ต้องสืบสวนข้อกล่าวอ้างเหล่านี้อย่างละเอียด และการที่พวกเขาสรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอไม่ได้แปลว่าพวกเขามีวาระซ่อนเร้นในการทำลายความรู้เสมอไป
การสรุปว่าการโจมตีบลาวัตสกีหรือเคย์ซีเกิดจากวาระซ่อนเร้นในการปิดกั้นแนวคิดอาคาชิค ต้องมีหลักฐานมากกว่าความรู้สึกว่า "รุนแรงเกินเหตุ" เพราะความรุนแรงของการโจมตีสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลอื่นที่เรียบง่ายกว่า
เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของสถาบันที่ถูกท้าทาย ความกลัวว่าประชาชนจะถูกหลอกลวงโดยผู้ไม่หวังดี หรือแม้แต่ความอิจฉาริษยาในความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้ ทุกคำอธิบายล้วนเป็นไปได้ และการเลือกเชื่อคำอธิบายใดต้องอาศัยหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ
บทเรียนที่ได้จากกรณีศึกษาทั้งสองคือ การวิเคราะห์ประเด็นการปิดกั้นความรู้ต้องกระทำด้วยความละเอียดรอบคอบอย่างสูง ไม่ใช่การเหมารวมว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้งคือการปิดกั้น และไม่ใช่การปฏิเสธว่าการปิดกั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ความจริงส่วนใหญ่อยู่ระหว่างกลางสองขั้วนี้ และการยอมรับความซับซ้อนของประเด็นนี้คือก้าวแรกของการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และการควบคุมอย่างแท้จริง
.
.
ส่วนที่ 5: อาคาชิคกับอำนาจรัฐในยุคปัจจุบัน
รัฐทั่วโลกกำลังสร้างระบบบันทึกประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ชื่อและรูปแบบที่แตกต่างกันไป
หลายประเทศพัฒนา Digital ID หรือระบบระบุตัวตนดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดของพลเมืองเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ประวัติการรักษาพยาบาล ประวัติการศึกษา ประวัติการชำระภาษี ไปจนถึงประวัติการเดินทางและการใช้บริการสาธารณะ
ระบบสวัสดิการอิเล็กทรอนิกส์ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับทุกธุรกรรมของประชาชน ระบบภาษีถูกปรับให้ติดตามรายได้และรายจ่ายได้อย่างละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ และระบบเฝ้าระวังด้วยปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของประชาชนในพื้นที่สาธารณะอย่างกว้างขวาง
.
การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลก็เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รัฐบางแห่งออกกฎหมายควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด
บางแห่งสร้าง "กำแพงข้อมูล" ที่ปิดกั้นการเข้าถึงข่าวสารจากภายนอกอย่างเป็นระบบ และหลายแห่งจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบางประเภทโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
การใช้ข้อมูลเพื่อการควบคุมก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเฝ้าระวังการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การติดตามพฤติกรรมของนักเคลื่อนไหว ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำนายและป้องกันอาชญากรรมก่อนเกิด
ระบบเหล่านี้ทำงานเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังชีวิตประจำวันของประชาชนโดยไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
.
โชชานา ซูบอฟฟ์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ไว้ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ว่า
อำนาจในยุคปัจจุบันไม่ได้แสดงออกผ่านการใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผยเหมือนในอดีต หากแสดงออกผ่านการควบคุมข้อมูลและการทำนายพฤติกรรม
ผู้ที่รู้ข้อมูลของผู้อื่นย่อมมีอำนาจเหนือผู้นั้นโดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับใด ๆ เมื่อรัฐรู้ว่าประชาชนคิดอะไร ต้องการอะไร และจะทำอะไรต่อไป รัฐก็สามารถชักจูงหรือป้องกันการกระทำนั้นได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง ความรู้จึงกลายเป็นเครื่องมือควบคุมที่ละเอียดอ่อนและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์
เมื่อนำกรอบคิดนี้มาเปรียบเทียบกับแนวคิดอาคาชิค จะเห็นความแตกต่างเชิงหลักการที่ชัดเจน
อาคาชิคในความหมายที่แท้จริงคือบันทึกที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมโดยธรรมชาติ ไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ไม่มีใครผูกขาดการเข้าถึงได้
และข้อมูลทั้งหมดเป็นกลางโดยไม่ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ขณะที่ระบบข้อมูลของรัฐในปัจจุบันคือ "อาคาชิครัฐ" ที่เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้นเข้าถึงได้ ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ปิดบังซ่อนเร้นจากสายตาประชาชน และถูกใช้ตัดสินและลงโทษประชาชนแทนที่จะปลดปล่อย ความแตกต่างนี้คือหัวใจสำคัญของประเด็นทั้งหมด
.
ระบบคะแนนสังคมของจีนเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของแนวโน้มนี้ โรจิเยร์ เครเมอร์ส นักวิชาการด้านกฎหมายจีน จากมหาวิทยาลัยไลเดน อธิบายไว้ในงานวิจัยเรื่อง "China's Social Credit System" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2018 ว่า
ระบบนี้ถูกออกแบบให้ประเมินพฤติกรรมของพลเมืองจากข้อมูลหลายแหล่ง ทั้งประวัติการชำระภาษี การทำผิดกฎจราจร พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย และประวัติการชำระหนี้
ผู้ที่มีคะแนนสูงจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ขณะที่ผู้ที่มีคะแนนต่ำจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการเดินทาง การเข้าถึงสินเชื่อ และการเข้าถึงบริการสาธารณะบางประเภท
.
เลี่ยง ฟาน และคณะ อธิบายเพิ่มเติมไว้ในงานวิจัยเรื่อง "Constructing a Data-Driven Society" ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Policy & Internet ในปี 2018 ว่า
รัฐบาลจีนกล่าวอ้างว่าระบบนี้ช่วยสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ลดการฉ้อโกง และส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายมากขึ้น
นักสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการตะวันตกจำนวนมากแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า ระบบนี้คือเครื่องมือควบคุมประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จที่ทำให้รัฐสามารถติดตามและลงโทษพลเมืองได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส และสร้างสังคมที่ประชาชนต้องหวาดกลัวว่าจะถูกจับตามองตลอดเวลาโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
.
การอภิปรายเรื่องอาคาชิครัฐจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างสองด้านอย่างตรงไปตรงมา
ด้านหนึ่งคือระบบข้อมูลภาครัฐมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการให้บริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเมือง การป้องกันโรคระบาด และการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ การปฏิเสธประโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดคือการมองโลกแบบง่ายเกินไป
แต่อีกด้านหนึ่งคือการรวมอำนาจข้อมูลไว้ที่รัฐโดยไม่มีกลไกตรวจสอบที่โปร่งใสและเข้มแข็งย่อมเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างมีหรือไม่มีระบบข้อมูลภาครัฐ หากคือการออกแบบระบบที่ได้ประโยชน์ทั้งสองด้านโดยไม่ให้อำนาจตกไปอยู่ในมือของผู้ใดผู้หนึ่งโดยเด็ดขาด
.
แนวคิดอาคาชิคในความหมายที่แท้จริงคือการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีศูนย์กลางควบคุม
ความหมายนี้ท้าทายระบบอำนาจรวมศูนย์ทุกรูปแบบโดยธรรมชาติ และเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไปในอนาคต ในส่วนถัดไปจะกล่าวถึงคำถามที่ผู้อ่านต้องถามตัวเองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบาย และเสรีภาพของตนเอง เพื่อให้การตัดสินใจเลือกจุดยืนของแต่ละคนเป็นไปอย่างมีสติและรอบคอบที่สุด
.
.
ส่วนที่ 6: คำถามที่ต้องถามตัวเอง
เมื่อพิจารณาประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว คำถามสำคัญที่ผู้อ่านต้องถามตัวเองมีอยู่สี่ข้อด้วยกัน แต่ละข้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
คำถามแรกคือ เราเต็มใจแลกความเป็นส่วนตัวกับความสะดวกสบายหรือไม่
ทุกครั้งที่เราใช้สมาร์ตโฟนค้นหาข้อมูล ใช้แอปพลิเคชันแผนที่นำทาง สั่งอาหารออนไลน์ หรือใช้บัตรเครดิตซื้อของในร้านค้า เรากำลังมอบข้อมูลส่วนตัวของเราให้กับระบบโดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปวิเคราะห์และใช้เพื่อคาดเดาพฤติกรรมของเราในอนาคตทั้งหมด ความสะดวกสบายที่ได้รับนั้นจับต้องได้ชัดเจน แต่ราคาที่จ่ายคือความเป็นส่วนตัวที่สูญเสียไปอย่างถาวรโดยที่เราไม่รู้สึกตัว
คำถามนี้ไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว แต่ละคนต้องชั่งน้ำหนักด้วยตนเองว่าอะไรสำคัญกว่ากันสำหรับชีวิตของตน
.
คำถามที่สองคือ เราเชื่อใจให้รัฐหรือบริษัทเป็นผู้รักษาบันทึกของเราได้หรือไม่
ข้อมูลที่เราให้กับระบบเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อปรับปรุงบริการเท่านั้น หากถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อทำนายพฤติกรรม ชักจูงการตัดสินใจ และในหลายกรณีถูกใช้เพื่อควบคุมเราโดยที่เราไม่รู้ตัว
การเชื่อใจผู้มีอำนาจโดยไม่ตั้งคำถามคือการยอมมอบชะตากรรมของตนเองให้อยู่ในมือของผู้อื่นโดยไม่มีหลักประกันใด ๆ
แต่การไม่เชื่อใจใครเลยก็ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตในสังคมยุคใหม่ได้เลยเช่นกัน คำถามนี้จึงต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ระบบใดควรค่าแก่การไว้วางใจด้วยเหตุผลอะไร และมีกลไกตรวจสอบใดบ้างที่คอยถ่วงดุลอำนาจของผู้ที่ได้รับความไว้วางใจนั้น
.
คำถามที่สามคือ เราจะเข้าถึงบันทึกของตัวเองได้จริงหรือไม่ หรือมันถูกปิดกั้นจากเรา ในระบบข้อมูลปัจจุบัน
รัฐและบริษัทรู้ข้อมูลของเราเกือบทั้งหมด แต่เรากลับแทบไม่รู้เลยว่าระบบเหล่านี้เก็บข้อมูลอะไรของเราไว้บ้าง ข้อมูลถูกใช้อย่างไร และเรามีสิทธิ์ตรวจสอบหรือแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดได้หรือไม่
ในหลายกรณี การขอเข้าถึงข้อมูลของตนเองทำได้ยากมากหรือทำไม่ได้เลย ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้คือชีวิตของเราเอง คำถามนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน และเป็นประเด็นที่ต้องเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสมากกว่านี้อย่างเร่งด่วน
.
คำถามที่สี่คือ ความรู้เรื่องอาคาชิคถูกทำให้เป็นเรื่องตลกเพื่อไม่ให้เราสนใจหรือไม่ ล
คำถามนี้ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังโดยไม่ด่วนสรุปไปในทางใดทางหนึ่ง การที่แนวคิดอาคาชิคไม่ได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนแนวคิดนี้ ไม่จำเป็นต้องมีวาระซ่อนเร้นใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปิดตาต่อความเป็นไปได้ว่า ระบบอำนาจบางอย่างอาจมีแรงจูงใจที่จะทำให้แนวคิดเรื่องการเข้าถึงความรู้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางดูน่าอายหรือไร้สาระในสายตาสาธารณะ การตอบคำถามนี้ต้องอาศัยการเปิดใจรับทั้งสองความเป็นไปได้โดยไม่ปล่อยให้อคติส่วนตัวครอบงำการตัดสิน
.
ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องกล่าวถึงคือ การตั้งคำถามทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหวาดระแวงเทคโนโลยีทุกอย่างจนไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ
การมีสติรู้เท่าทันในการใช้เทคโนโลยีหมายถึงการเข้าใจว่าข้อมูลของเรามีค่า รู้ว่าข้อมูลถูกใช้อย่างไร และเลือกใช้บริการต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณโดยไม่ปล่อยให้ความกลัวครอบงำจนกลายเป็นอัมพาตทางสังคม
การรู้เท่าทันคือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่กับการปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองอย่างมั่นคง
การตั้งคำถามเหล่านี้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวโดยไม่หลงเข้าไปในกับดักของความหวาดระแวงที่เกินเหตุ และไม่ยอมจำนนต่อการควบคุมโดยไม่ตั้งคำถามอย่างสิ้นเชิง
นี่คือความรับผิดชอบของพลเมืองในยุคข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน ไม่ว่าจะตระหนักถึงมันหรือไม่ก็ตาม
.
.
ส่วนที่ 7: บทสรุป
การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างอาคาชิคกับการควบคุมมนุษย์ตลอดหัวข้อนี้นำมาสู่ข้อสรุปสำคัญหลายประการ
ประการแรกคือ รูปแบบการผูกขาดความรู้โดยผู้มีอำนาจปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกอารยธรรมตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
เปลี่ยนเพียงเครื่องมือที่ใช้ควบคุม จากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และตำราลับในอดีต มาสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลและอัลกอริทึมในปัจจุบัน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความจริงที่ว่า ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าย่อมมีอำนาจเหนือกว่าผู้ที่ไม่รู้เสมอ
.
ประการที่สองคือ แนวคิดอาคาชิคในความหมายที่แท้จริงคือความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ไม่มีใครผูกขาดการเข้าถึงได้ ไม่มีผู้ใดควบคุมหรือกำหนดได้ว่าผู้ใดควรหรือไม่ควรเข้าถึง
ความหมายนี้ท้าทายระบบอำนาจรวมศูนย์ทุกรูปแบบโดยธรรมชาติ เพราะมันทำลายรากฐานของอำนาจที่ตั้งอยู่บนความไม่รู้ของประชาชน เมื่อทุกคนเข้าถึงความจริงได้ด้วยตนเอง ไม่มีใครสามารถอ้างตนเป็นผู้รู้แต่เพียงผู้เดียวได้อีกต่อไป
.
ประการที่สามคือ การเฝ้าระวังไม่ให้ความรู้ถูกผูกขาดโดยผู้มีอำนาจเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่เพียงนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวเท่านั้น ในยุคที่ข้อมูลคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของมนุษยชาติ การปล่อยให้ข้อมูลทั้งหมดตกอยู่ในมือของผู้เล่นเพียงไม่กี่รายโดยไม่มีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งคือการยอมมอบชะตากรรมของตนเองให้อยู่ในมือของผู้อื่นโดยไม่มีหลักประกันใด ๆ
การตื่นตัวต่อประเด็นนี้และการเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสในการใช้ข้อมูลของประชาชนคือหน้าที่พื้นฐานของพลเมืองในสังคมยุคใหม่
.
ท่ามกลางการตื่นตัวนี้ ต้องรักษาสมดุลไม่ให้ความกังวลกลายเป็นความหวาดระแวงจนเกินเหตุ ระบบข้อมูลมีประโยชน์มหาศาลที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน
และการปฏิเสธประโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดคือการมองโลกแบบง่ายเกินไป สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การทำลายระบบเหล่านี้ หากคือการออกแบบให้มันโปร่งใส ตรวจสอบได้ และกระจายอำนาจอย่างแท้จริง เพื่อให้ประโยชน์ของความรู้ตกถึงมือทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่กระจุกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่ราย
คำถามปลายเปิดที่ต้องทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อคือ
หากวันหนึ่งมนุษยชาติสามารถสร้างระบบที่ทุกคนเข้าถึงความรู้ทั้งหมดได้อย่างเท่าเทียมจริง ระบบนั้นจะนำไปสู่การปลดปล่อยมนุษย์อย่างแท้จริง หรือมันจะกลายเป็นเพียงอาคาชิครัฐรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นแต่ยังคงควบคุมมนุษย์ไว้เหมือนเดิม
และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เราแต่ละคนพร้อมจะต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงบันทึกของตัวเองมากน้อยเพียงใด ก่อนที่มันจะถูกปิดตายจากเราโดยสิ้นเชิง
.
.
ส่วนที่ 8: แหล่งอ้างอิงทั้งหมด
งานด้านทฤษฎีอำนาจและการควบคุม
Foucault, Michel. Discipline and Punish: The Birth of the Prison. Gallimard, 1975.
งานคลาสสิกของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และการควบคุมทางสังคม อธิบายว่าผู้ที่ควบคุมความรู้ย่อมควบคุมการนิยามความจริงของสังคมได้ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 1 เรื่องความรู้คืออำนาจ และเป็นกรอบคิดหลักของทั้งบทความ
Zuboff, Shoshana. The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier of Power. PublicAffairs, 2019.
งานวิเคราะห์ระบบทุนนิยมเฝ้าระวังที่บริษัทเทคโนโลยีเก็บข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์เพื่อทำนายและชักจูงการตัดสินใจ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 1 เรื่องความรู้คืออำนาจ และส่วนที่ 5 เรื่องอาคาชิคกับอำนาจรัฐในยุคปัจจุบัน
Orwell, George. 1984. Secker & Warburg, 1949.
นวนิยายคลาสสิกที่วาดภาพรัฐเผด็จการที่เฝ้าระวังประชาชนทุกคนตลอดเวลา ใช้สนับสนุนการอ้างอิงเรื่องดิสโทเปียของการควบคุมสมบูรณ์ในบริบทของการวิเคราะห์แนวโน้มปัจจุบัน
งานด้านประวัติศาสตร์การปิดกั้นความรู้
Eisenstein, Elizabeth. The Printing Press as an Agent of Change. Cambridge University Press, 1979.
งานวิจัยประวัติศาสตร์ที่อธิบายว่าการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ทำลายการผูกขาดความรู้ของชนชั้นปกครองอย่างไร ใช้สนับสนุนส่วนที่ 2 เรื่องการเปลี่ยนผ่านของการเข้าถึงความรู้ และส่วนที่ 3 เรื่องการปิดกั้นความรู้ของชนชั้นปกครอง
Ginzburg, Carlo. The Cheese and the Worms: The Cosmos of a Sixteenth-Century Miller. Johns Hopkins University Press, 1980.
งานประวัติศาสตร์จุลภาคที่ศึกษาชีวิตของชาวนาอิตาลีที่ถูกศาลศาสนาประหารเพราะคิดต่างจากคำสอนทางการ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 3 เรื่องเหตุผลที่ความรู้บางอย่างถูกมองว่าอันตรายต่ออำนาจ
งานด้านประวัติศาสตร์ขบวนการเทวปรัชญา
Washington, Peter. Madame Blavatsky's Baboon. Schocken Books, 1995.
งานชีวประวัติของบลาวัตสกีที่วิเคราะห์ทั้งด้านวิสัยทัศน์และด้านที่เป็นปัญหาของเธออย่างสมดุล ใช้สนับสนุนส่วนที่ 4 เรื่องการพิจารณากรณีของบลาวัตสกีอย่างรอบคอบ
Meade, Marion. Madame Blavatsky: The Woman Behind the Myth. Putnam, 1980.
งานชีวประวัติของบลาวัตสกีที่ละเอียดที่สุดเล่มหนึ่ง ใช้สนับสนุนส่วนที่ 4 เรื่องข้อกล่าวหาและการสืบสวนของสมาคมวิจัยทางจิต
งานด้านระบบคะแนนสังคมจีนและการควบคุมข้อมูล
Creemers, Rogier. "China's Social Credit System: An Evolving Practice of Control." SSRN, 2018.
งานวิจัยของนักวิชาการด้านกฎหมายจีนที่อธิบายโครงสร้างและกลไกของระบบคะแนนสังคมจีน ใช้สนับสนุนส่วนที่ 5 เรื่องกรณีระบบคะแนนสังคมจีน
Liang, Fan et al. "Constructing a Data-Driven Society: China's Social Credit System as a State Surveillance Infrastructure." Policy & Internet, Vol. 10, 2018.
งานวิจัยที่วิเคราะห์ระบบคะแนนสังคมจีนในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการเฝ้าระวังโดยรัฐ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 5 เรื่องอาคาชิครัฐ
งานด้านอาคาชิคและจริยธรรม
Laszlo, Ervin. The Akashic Experience: Science and the Cosmic Memory Field. Inner Traditions, 2009.
งานนำเสนอแนวคิดสนามอาคาชะในฐานะสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพ ใช้สนับสนุนการอธิบายแนวคิดอาคาชิคในฐานะความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยธรรมชาติ
Todeschi, Kevin J. Edgar Cayce on the Akashic Records: The Book of Life. A.R.E. Press, 1998.
งานอธิบายแนวคิดเรื่องบันทึกอาคาชิคจากมุมมองของเอ็ดการ์ เคย์ซี ใช้สนับสนุนการอธิบายแนวคิดอาคาชิคตลอดทั้งบทความ
.
**หมายเหตุสำหรับผู้ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
ด้านทฤษฎีอำนาจและการควบคุม
ผู้สนใจกรอบคิดเรื่องความรู้ อำนาจ และการควบคุม ควรเริ่มจากงานของมิเชล ฟูโกต์ โดยเฉพาะ Discipline and Punish ซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับอำนาจ ตามด้วย The Age of Surveillance Capitalism ของโชชานา ซูบอฟฟ์ เพื่อเข้าใจการประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในบริบทของเทคโนโลยีดิจิทัล
ด้านประวัติศาสตร์การปิดกั้นความรู้
The Printing Press as an Agent of Change ของเอลิซาเบธ ไอเซนสไตน์ เป็นงานชิ้นสำคัญที่อธิบายว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ทำลายการผูกขาดความรู้อย่างไร ควรอ่านคู่กับ The Cheese and the Worms ของคาร์โล กินซ์เบิร์ก เพื่อเห็นภาพระดับปัจเจกของการปราบปรามผู้คิดต่างในประวัติศาสตร์
ด้านระบบคะแนนสังคมจีน
งานของโรจิเยร์ เครเมอร์ส และงานของเลี่ยง ฟาน เป็นแหล่งข้อมูลที่อธิบายระบบคะแนนสังคมจีนอย่างละเอียด ควรอ่านคู่กันเพื่อเห็นทั้งโครงสร้างของระบบและผลกระทบต่อสังคม
ข้อควรระวังในการศึกษาต่อ
แนวคิดเรื่องอาคาชิค เรคคอด ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก บทความนี้ใช้แนวคิดอาคาชิคเป็นกรอบวิเคราะห์ประเด็นเชิงสังคมการเมือง ไม่ใช่การยืนยันว่าอาคาชิคมีอยู่จริง
การวิเคราะห์เรื่องการผูกขาดความรู้และการควบคุมข้อมูลควรอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่การคาดเดาเรื่องวาระซ่อนเร้นที่ขาดหลักฐานรองรับ
ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณอย่างเต็มที่ในการพิจารณาประเด็นเหล่านี้ และไม่ควรด่วนสรุปว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้งคือการปิดกั้นความรู้เสมอไป
.
.
โฆษณา