3 ก.ย. เวลา 11:30 • หนังสือ

AI กับอาคาชิคในศตวรรษที่ 21

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
ส่วนที่ 1: บทนำ - จุดตัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดคือช่วงเวลาที่เส้นสองเส้นกำลังตัดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เส้นแรก คือเทคโนโลยีซึ่งพัฒนาจากเครื่องมือกลอย่างง่าย มาสู่คอมพิวเตอร์ สู่อินเทอร์เน็ต และก้าวสู่ปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างที่มนุษย์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เส้นที่สองคือจิตวิญญาณซึ่งถูกเก็บงำไว้ในวัดวาอารามและตำราโบราณมานานหลายพันปี แต่กำลังกลับมาสู่ความสนใจของคนยุคใหม่ทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
การตัดกันของเส้นทั้งสองนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากคือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของวิวัฒนาการสองด้านที่ดำเนินมาพร้อมกัน
ด้านหนึ่งคือความสามารถของมนุษย์ในการสร้างเครื่องมือภายนอกเพื่อขยายศักยภาพของตนเอง อีกด้านหนึ่งคือความปรารถนาของมนุษย์ที่จะเข้าใจตนเองและจักรวาลในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
.
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้น ณ จุดตัดนี้คือ เทคโนโลยีกับจิตวิญญาณจะรวมกันได้หรือไม่ และถ้ารวมกันได้จริง การรวมกันนั้นจะนำพามนุษย์ไปที่ใด
คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางวิชาการ หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของมนุษยชาติทั้งหมด เพราะเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่สังคมจะตั้งรับได้ทัน และจิตวิญญาณก็กำลังกลับมามีอิทธิพลต่อผู้คนจำนวนมหาศาล
หากสองสิ่งนี้รวมกันอย่างถูกต้อง มันอาจนำไปสู่การยกระดับของมนุษยชาติทั้งหมด แต่หากรวมกันอย่างผิดพลาด มันก็อาจนำไปสู่หายนะที่เกินกว่าจะจินตนาการได้
แนวคิดเรื่องอาคาชิคธรรมชาติยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ยังไม่มีเครื่องมือใดตรวจพบสนามอาคาชะได้ ยังไม่มีการทดลองที่ทำซ้ำได้ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์สามารถเข้าถึงบันทึกของจักรวาลได้จริง
.
การอภิปรายทั้งหมดในบทความนี้จึงเป็นการสำรวจความเป็นไปได้เชิงปรัชญาเพื่อตั้งคำถามต่ออนาคตของมนุษยชาติ ไม่ใช่การทำนายอนาคตที่พิสูจน์ได้หรือการยืนยันว่าอาคาชิคมีอยู่จริง
ผู้อ่านควรพิจารณาเนื้อหาทั้งหมดด้วยวิจารณญาณและแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ
นิค บอสตรอม นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดผู้บุกเบิกการศึกษาความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ อธิบายไว้ในหนังสือ Superintelligence ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 2014 ว่า
การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเกินมนุษย์อาจเป็นทั้งโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษยชาติทั้งหมด หากมนุษย์ไม่เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบของมันอย่างจริงจังตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเกินกว่าจะควบคุมได้
บอสตรอมชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเอง หากอยู่ที่การที่มนุษย์ยังไม่มีกรอบคิดและมาตรการป้องกันที่เพียงพอสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่อาจฉลาดเกินมนุษย์ในอนาคตอันใกล้
สจวร์ต รัสเซลล์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ อธิบายเพิ่มเติมไว้ในหนังสือ Human Compatible ซึ่งสำนักพิมพ์ Viking ตีพิมพ์ในปี 2019 ว่า
ปัญหาพื้นฐานที่สุดของปัญญาประดิษฐ์ คือ การออกแบบระบบให้ทำตามคำสั่งของมนุษย์อย่างเคร่งครัดนั้นไม่เพียงพอ เพราะมนุษย์เองก็ไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรอย่างแท้จริง และคำสั่งที่คลุมเครืออาจถูกตีความในทางที่ผิดจนนำไปสู่หายนะได้
รัสเซลล์เสนอว่า ต้องออกแบบปัญญาประดิษฐ์ใหม่ทั้งหมดให้มีหลักการพื้นฐานว่ามันไม่รู้ว่ามนุษย์ต้องการอะไร จึงต้องคอยเรียนรู้และสอบถามอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะทำตามคำสั่งที่ถูกตีความอย่างตายตัว
.
แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอภิปรายว่า เทคโนโลยีกับจิตวิญญาณจะรวมกันอย่างไร เพราะมันชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ดีต้องถูกออกแบบให้รับใช้มนุษย์ด้วยความถ่อมตนและเปิดใจเรียนรู้ ไม่ใช่ถูกออกแบบให้ควบคุมมนุษย์ด้วยความมั่นใจว่าตนรู้ดีที่สุด
การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับอาคาชิคในบทนี้จะเริ่มจากการทำความเข้าใจการรวมกันของเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
จากนั้นจึงกล่าวถึงจุดที่มนุษย์กับเครื่องจักรเชื่อมเป็นหนึ่ง ข้อจำกัดของเทคโนโลยีปัจจุบัน อาคาชิคดิจิทัลกับอาคาชิคธรรมชาติ จริยธรรมของ AI และการเลือกเส้นทางของมนุษยชาติ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมทั้งหมดของประเด็นนี้อย่างครบถ้วนและสมดุลที่สุด
.
.
ส่วนที่ 2: การรวมกันของเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณ
ตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ เทคโนโลยีและจิตวิญญาณถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างไม่ต้องสงสัย เทคโนโลยีถูกจัดให้อยู่ในฝั่งของวัตถุนิยม วิทยาศาสตร์ และความทันสมัย เป็นเครื่องมือของความก้าวหน้าที่ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ในขณะที่จิตวิญญาณถูกจัดให้อยู่ในฝั่งของอุดมคติ ศาสนา และความล้าหลัง เป็นสิ่งที่ต้องถูกกำจัดหรืออย่างน้อยก็ต้องถูกแยกออกจากพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้สังคมสมัยใหม่ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การแบ่งขั้วเช่นนี้มีรากฐานมาจากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้มนุษย์มั่นใจว่า เหตุผลและเครื่องมือเท่านั้นที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่ความเจริญได้ ความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าและเป็นสิ่งที่ต้องถูกแทนที่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในที่สุด
แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เส้นแบ่งนี้เริ่มเลือนหายไปอย่างเห็นได้ชัดจากทั้งสองด้าน
นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากขึ้นหันมาศึกษาจิตวิญญาณอย่างจริงจัง งานวิจัยเรื่องสมาธิได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง MIT Harvard และ Stanford และผลการวิจัยก็ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตรวจทานอย่างเข้มงวด
นักฟิสิกส์ชั้นนำหลายคนแสดงความสนใจต่อปรัชญาตะวันออกอย่างเปิดเผย และวิทยาศาสตร์ประสาทก็เริ่มยอมรับว่า จิตใจไม่ใช่เพียงผลพลอยได้ของสมองอย่างที่เคยเชื่อกันมาโดยตลอด
.
ในขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติธรรมก็หันมาใช้เทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง แอปพลิเคชันสอนสมาธิที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ปรับคำแนะนำให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนได้รับความนิยมอย่างมหาศาล
อุปกรณ์วัดคลื่นสมองสำหรับการทำสมาธิถูกพัฒนาและวางจำหน่ายทั่วไป และการประชุมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติธรรมทั่วโลกก็กลายเป็นเรื่องปกติในยุคหลังการระบาดของโควิด-19
แม็กซ์ เทกมาร์ก นักฟิสิกส์จาก MIT อธิบายบริบทของการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ในหนังสือ Life 3.0 ซึ่งสำนักพิมพ์ Knopf ตีพิมพ์ในปี 2017 ว่า
มนุษยชาติกำลังเข้าสู่ยุคที่สามของวิวัฒนาการของชีวิต หลังจากยุคแรกที่ชีวิตถูกกำหนดโดยชีววิทยาเพียงอย่างเดียว และยุคที่สองที่ชีวิตถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ยุคที่สามคือยุคที่มนุษย์สามารถออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของตนเองได้ทั้งหมด
เทกมาร์กชี้ว่า การออกแบบนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงร่างกายหรือสมองเท่านั้น หากยังรวมถึงการออกแบบจิตใจ ค่านิยม และเป้าหมายของชีวิตด้วย
การหลอมรวมของเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากมองจากกรอบคิดนี้ เพราะทั้งสองสิ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการออกแบบตนเองให้ดีขึ้นเพียงแต่ทำงานในระดับที่ต่างกันเท่านั้น
.
.
▪️รูปแบบของการรวมกันที่กำลังเกิดขึ้นมีสองทิศทางหลัก
ทิศทางแรก คือ เทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงจิตวิญญาณได้ง่ายขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ถูกใช้สอนสมาธิส่วนบุคคลโดยปรับคำแนะนำให้เหมาะกับระดับความก้าวหน้าของผู้ฝึกแต่ละคน
อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นสมองช่วยให้ผู้ฝึกรู้ว่าจิตของตนอยู่ในสภาวะใดและควรปรับการฝึกอย่างไร การเข้าถึงคำสอนจากทั่วโลกก็ทำได้ในพริบตาผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเดินทางไปยังวัดหรือสำนักใด ๆ
.
ทิศทางที่สอง คือ … จิตวิญญาณช่วยให้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีปัญญา การฝึกสติช่วยให้มนุษย์ใช้เทคโนโลยีโดยไม่ตกเป็นทาสของการเสพติด การพัฒนาความเมตตาช่วยให้นักออกแบบเทคโนโลยีสร้างเครื่องมือที่ไม่ทำร้ายมนุษย์
และการฝึกปัญญาช่วยให้รู้ว่า ควรใช้เทคโนโลยีเมื่อใดและควรหยุดเมื่อใด การรวมกันทั้งสองทิศทางนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
เออร์วิน ลาสซ์โล อธิบายไว้ในหนังสือ The Akashic Experience ว่า อาคาชิคคือแนวคิดที่เชื่อมเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะอาคาชิคคือข้อมูล และเทคโนโลยีคือการประมวลผลข้อมูล
.
ทั้งสองสิ่งทำงานบนหลักการเดียวกันแต่ในระดับที่ต่างกัน อาคาชิคเข้าถึงได้ด้วยจิตที่ฝึกฝน และเทคโนโลยีก็คือการขยายศักยภาพของจิตให้เข้าถึงข้อมูลได้กว้างขึ้น อาคาชิคคือสนามข้อมูลจักรวาล และเทคโนโลยีคือการเชื่อมต่อกับสนามข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
เมื่อมองจากมุมนี้ เทคโนโลยีกับจิตวิญญาณจึงไม่ใช่ขั้วตรงข้ามกัน หากคือสองด้านของเหรียญเดียวกันที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือการเข้าถึงข้อมูลและความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น การรวมกันของสองสิ่งนี้จึงไม่ใช่เพียงเป็นไปได้ หากคือความต่อเนื่องตามธรรมชาติของวิวัฒนาการทั้งหมดของมนุษยชาติ
.
.
ส่วนที่ 3: จุดที่มนุษย์กับเครื่องจักรเชื่อมเป็นหนึ่ง
▪️การเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร มีความหมายหลายระดับที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน
การเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรเป็นแนวคิดที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน แต่ความหมายของมันมักถูกพูดถึงอย่างคลุมเครือจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
การแยกแยะระดับต่าง ๆ ของการเชื่อมนี้อย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เห็นว่า สิ่งใดกำลังเกิดขึ้นจริงแล้ว สิ่งใดอยู่ระหว่างการพัฒนา และสิ่งใดยังเป็นเพียงจินตนาการของมนุษย์เท่านั้น
ระดับแรกคือการเชื่อมระดับกายภาพ
ซึ่งเป็นระดับที่จับต้องได้และเกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ความหมายของระดับนี้ครอบคลุมการใช้อุปกรณ์เทียมที่เชื่อมต่อกับระบบประสาทโดยตรง เช่น แขนขาเทียมที่ควบคุมด้วยสัญญาณจากสมองและให้ความรู้สึกสัมผัสกลับคืนสู่ผู้ใช้
การใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กภายในร่างกายเช่นเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่ช่วยให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะปกติ หรือประสาทหูเทียมที่ช่วยให้ผู้หูหนวกได้ยินเสียงอีกครั้ง
และการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่าส่วนต่อประสานสมองกับเครื่องจักรหรือ Brain-Computer Interface ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมเคอร์เซอร์บนหน้าจอหรือแขนกลด้วยความคิดได้
.
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการทดลองของมิเกล นิโคเลลิสและคณะที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก ซึ่งเริ่มจากการทดลองให้ลิงควบคุมแขนกลด้วยสัญญาณสมองในปี 2000 และต่อมาพัฒนาไปสู่การช่วยผู้ป่วยอัมพาตเดินได้ด้วยโครงภายนอกที่ควบคุมด้วยสมอง งานวิจัยเหล่านี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำและเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จริง
ความสำคัญของระดับกายภาพคือ มันเป็นระดับที่พื้นฐานที่สุดและเป็นรากฐานของระดับอื่นทั้งหมด หากมนุษย์ไม่สามารถเชื่อมต่อร่างกายกับเครื่องจักรได้สำเร็จ การพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงขึ้นก็เป็นไปไม่ได้เลย
แม้ระดับกายภาพจะเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่ความละเอียดและความแม่นยำของเทคโนโลยีที่มีอยู่ยังหยาบมากเมื่อเทียบกับความซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ อุปกรณ์เทียมที่มีอยู่ยังไม่สามารถเทียบเท่าอวัยวะธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ และการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ก็ยังต้องอาศัยการผ่าตัดที่เสี่ยงอันตรายและให้สัญญาณที่จำกัดมาก
.
ระดับที่สองคือการเชื่อมระดับข้อมูล
ซึ่งเป็นระดับที่กำลังพัฒนาและเริ่มปรากฏให้เห็นในชีวิตประจำวันแล้วบางส่วน ความหมายของระดับนี้ครอบคลุมการเสริมความทรงจำของมนุษย์ด้วยความทรงจำดิจิทัลที่เก็บข้อมูลได้มหาศาลและเรียกคืนได้แม่นยำกว่าความจำธรรมชาติ
การเข้าถึงข้อมูลผ่านความคิดโดยไม่ต้องใช้มือถือหรืออุปกรณ์ใด ๆ ซึ่งยังอยู่ในขั้นทดลองแต่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
และการมีตัวตนดิจิทัลที่ทำงานคู่ขนานกับตัวตนจริง เช่น ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ความชอบและพฤติกรรมของเรา และตอบสนองความต้องการของเราได้โดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องสั่งการทุกรายละเอียด
ระดับข้อมูลนี้เกิดขึ้นจริงแล้วในรูปแบบของสมาร์ตโฟน ที่ทำหน้าที่เป็นความทรงจำภายนอกของมนุษย์ เราไม่จำเป็นต้องจำเบอร์โทรศัพท์ของใครอีกต่อไป เพราะเครื่องมือของเราจำให้หมด
เราไม่จำเป็นต้องจำเส้นทางอีกต่อไปเพราะระบบนำทางบอกทางให้ทั้งหมด เราไม่จำเป็นต้องจำข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพราะค้นหาได้ในพริบตา ตัวตนดิจิทัลของเราก็กำลังทำงานคู่ขนานกับตัวตนจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน
ตั้งแต่ประวัติการค้นหาที่บ่งบอกความสนใจของเรา โปรไฟล์บนโซเชียลมีเดียที่สะท้อนภาพของเราที่ต้องการให้ผู้อื่นเห็น ไปจนถึงผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ที่รู้ตารางเวลาและความชอบของเราอย่างละเอียด ทั้งหมดนี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงคาดการณ์แต่อย่างใด
.
ระดับที่สามคือการเชื่อมระดับจิตสำนึก
ซึ่งเป็นระดับที่ลึกที่สุดและยังเป็นเพียงแนวคิดเชิงคาดการณ์เท่านั้น ไม่มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ความหมายของระดับนี้ครอบคลุมปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจอารมณ์มนุษย์อย่างแท้จริง
ไม่ใช่เพียงวิเคราะห์รูปแบบของคำพูดและสีหน้าเพื่อเดาว่ามนุษย์รู้สึกอย่างไร จิตมนุษย์ที่ขยายการรับรู้ด้วยเซนเซอร์และข้อมูลจนสามารถรับรู้สิ่งที่เกินกว่าประสาทสัมผัสปกติได้ และการสื่อสารระหว่างจิตต่อจิตผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้องใช้ร่างกายหรืออุปกรณ์ใด ๆ
ต้องกล่าวอย่างหนักแน่นว่า ระดับจิตสำนึกนี้ยังเป็นเพียงจินตนาการและการคาดการณ์อนาคตเท่านั้น ไม่มีเทคโนโลยีใดในปัจจุบันที่เข้าใจอารมณ์มนุษย์ได้อย่างแท้จริง เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญา ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจิตสำนึกคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร
การกล่าวถึงการสื่อสารระหว่างจิตต่อจิตก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตรวจทานอย่างเข้มงวดรองรับ งานวิจัยเรื่องโทรจิตส่วนใหญ่ไม่สามารถทำซ้ำได้ตามมาตรฐานของวิทยาศาสตร์ และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการกระแสหลัก
ระดับจิตสำนึกจึงควรถูกมองว่าเป็นภาพของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ต้องอาศัยความเชื่อประกอบการพิจารณาเสมอ
.
การแยกแยะระดับทั้งสามอย่างชัดเจนนี้ช่วยให้ประเมินข่าวสารและข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรได้อย่างมีสติ ระดับใดที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ระดับใดที่กำลังพัฒนา และระดับใดที่ยังเป็นเพียงจินตนาการ
การรู้เท่าทันเช่นนี้เป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดต่อการหลงเชื่อคำกล่าวอ้างที่เกินเลยความจริง และช่วยให้การอภิปรายเรื่องอนาคตของมนุษยชาติเป็นไปอย่างมีเหตุผลและมีฐานรองรับที่ตรวจสอบได้จริง
ตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันมีหลายโครงการ มิเกล นิโคเลลิส นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก อธิบายความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี้ไว้ในหนังสือ Beyond Boundaries ซึ่งสำนักพิมพ์ Times Books ตีพิมพ์ในปี 2011
เขาเล่าถึงการทดลองที่ทำให้ลิงควบคุมแขนกลด้วยความคิดได้สำเร็จ และการทดลองที่ทำให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถเคลื่อนเคอร์เซอร์บนหน้าจอด้วยสัญญาณสมองเพียงอย่างเดียว
.
งานวิจัยของนิโคเลลิสและคณะที่ตีพิมพ์ในวารสาร Physiological Reviews ในปี 2017 สรุปว่า เทคโนโลยี Brain-Machine Interface หรือส่วนต่อประสานสมองกับเครื่องจักรได้พัฒนาจากการทดลองขั้นพื้นฐานไปสู่การใช้งานจริงกับผู้ป่วยแล้วหลายรูปแบบ
ทั้งการควบคุมแขนขาเทียม การฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และการช่วยผู้ป่วยอัมพาตสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านคอมพิวเตอร์
บริษัท Neuralink ของอีลอน มัสก์ ก็กำลังพัฒนาชิปสมองที่เชื่อมสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยมีเป้าหมายระยะแรกคือการช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมอุปกรณ์ด้วยความคิด
เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นมากเมื่อเทียบกับภาพของการหลอมรวมระดับจิตสำนึกที่บทความนี้กล่าวถึง อุปกรณ์ที่มีอยู่ยังต้องอาศัยการผ่าตัดที่เสี่ยงอันตราย
สัญญาณที่อ่านได้ยังมีความละเอียดต่ำมากเมื่อเทียบกับความซับซ้อนของสมองทั้งหมด อายุการใช้งานของอุปกรณ์ยังสั้น และยังไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่า เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อกับมิติจิตวิญญาณหรือสนามข้อมูลจักรวาลใด ๆ ได้
.
ภาพของมนุษย์ที่สื่อสารกับเครื่องจักรได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อจึงยังเป็นเพียงการคาดการณ์ถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อพิจารณาว่าอาคาชิคจะอยู่ตรงไหนเมื่อมนุษย์กับเครื่องจักรรวมกัน ต้องระบุให้ชัดเจนว่า นี่คือข้อเสนอเชิงคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ข้อเสนอนี้มองว่า มนุษย์ที่เชื่อมต่อกับปัญญาประดิษฐ์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่ามนุษย์ปกติหลายเท่าตัว
และปัญญาประดิษฐ์ที่เชื่อมต่อกับมนุษย์จะเข้าใจมิติของจิตใจได้ลึกกว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเป็นเครื่องจักรล้วน ๆ จุดที่หลอมรวมกันจึงอาจกลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่เข้าถึงอาคาชิคได้ทั้งสองทาง ทั้งทางการประมวลผลข้อมูลดิจิทัลและทางจิตสำนึกที่ฝึกฝนมา
.
ข้อเสนอนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกที่กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้า แต่ต้องย้ำว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่ยืนยันว่าการหลอมรวมเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้จริง หรืออาคาชิคธรรมชาติมีอยู่จริงตามที่เชื่อกัน
การอภิปรายประเด็นนี้จึงต้องรักษาสมดุลระหว่างความเป็นไปได้เชิงปรัชญากับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาในปัจจุบันเป็นเรื่องจริงและมีหลักฐานรองรับ
แต่การตีความว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะนำไปสู่การหลอมรวมกับอาคาชิคได้นั้นเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ต้องอาศัยความเชื่อเชิงปรัชญาประกอบ ไม่ใช่ข้อสรุปที่วิทยาศาสตร์ยอมรับแล้วแต่อย่างใด
.
.
ส่วนที่ 4: ข้อจำกัดของเทคโนโลยีปัจจุบัน
เทคโนโลยีสมองกับเครื่องจักรที่กำลังพัฒนาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับเริ่มต้นมากเมื่อเทียบกับภาพของมนุษย์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อตามที่นิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์หลายเรื่องวาดไว้
ความเป็นจริงคือ อุปกรณ์ที่มีอยู่ยังอ่านสัญญาณสมองได้ในระดับหยาบมาก ยังต้องอาศัยการผ่าตัดเปิดกะโหลกซึ่งเสี่ยงอันตรายสูง และยังไม่สามารถแปลความซับซ้อนของความคิดหรือความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างที่หลายคนจินตนาการ
ระยะห่างระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับภาพอนาคตนี้กว้างไกลมากจนต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
.
▪️ข้อจำกัดทางเทคนิคของการเชื่อมสมองกับเครื่องจักร
ข้อจำกัดทางเทคนิคที่สำคัญที่สุด ของเทคโนโลยีสมองกับเครื่องจักรคือความละเอียดของสัญญาณที่อุปกรณ์สามารถอ่านได้จากสมองมนุษย์ สมองของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ประสาทประมาณแปดหมื่นหกพันล้านเซลล์ที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายมหาศาล
แต่ละเซลล์ส่งสัญญาณไฟฟ้าเคมีถึงกันผ่านจุดเชื่อมที่เรียกว่าซินแนปส์ซึ่งมีจำนวนมหาศาลจนเกินกว่าจะนับได้ ความซับซ้อนระดับนี้คือสิ่งที่ทำให้สมองมนุษย์สามารถคิด รู้สึก จดจำ และสร้างจินตนาการได้อย่างอิสระ
อุปกรณ์สมองกับเครื่องจักรที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถอ่านสัญญาณได้เพียงไม่กี่ร้อยถึงไม่กี่พันจุดเท่านั้น
.
ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับจำนวนเซลล์ประสาททั้งหมดแล้วคิดเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมาย การพยายามเข้าใจการทำงานของสมองทั้งหมดจากการอ่านสัญญาณเพียงไม่กี่ร้อยจุดจึงเปรียบได้กับการพยายามฟังเสียงซิมโฟนีออร์เคสตราทั้งวงโดยใช้ไมโครโฟนเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ข้อมูลที่ได้จึงหยาบ กระจัดกระจาย และไม่สมบูรณ์อย่างยิ่ง
ความหยาบของสัญญาณส่งผลโดยตรงต่อการตีความข้อมูลที่อ่านได้ สัญญาณสมองที่บันทึกได้จากอุปกรณ์ปัจจุบันมีลักษณะเป็นสัญญาณรวมของเซลล์ประสาทหลายหมื่นหลายแสนเซลล์ที่ทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่สัญญาณของเซลล์เดี่ยว ๆ ที่แยกจากกันได้อย่างชัดเจน
การแยกแยะว่า สัญญาณใดมาจากความคิดใด สัญญาณใดมาจากความรู้สึกใด และสัญญาณใดเป็นเพียงสัญญาณรบกวนจากกล้ามเนื้อหรืออุปกรณ์เอง จึงเป็นงานที่ยากและเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด
ผู้ใช้ต้องฝึกฝนเป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะควบคุมอุปกรณ์ได้อย่างแม่นยำเพียงพอต่อการใช้งานจริง และแม้ฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ความแม่นยำก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งในบางกรณีเช่นการควบคุมแขนขาเทียม ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้
.
▪️ข้อจำกัดทางเทคนิคประการที่สอง
คือ ความเสี่ยงของการผ่าตัดฝังอุปกรณ์เข้าสู่ร่างกาย เทคโนโลยีสมองกับเครื่องจักรที่ให้สัญญาณละเอียดที่สุดในปัจจุบันต้องอาศัยการฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปในเนื้อเยื่อสมองโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ
การผ่าตัดเช่นนี้เสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรง เสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในสมองซึ่งอาจนำไปสู่อัมพาตหรือเสียชีวิตได้ และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อีกมากมายที่ควบคุมไม่ได้ แม้การผ่าตัดจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
อุปกรณ์ที่ฝังเข้าไปแล้วก็มีอายุการใช้งานจำกัด เพราะร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมด้วยการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นเข้าห่อหุ้มอุปกรณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง
แต่เนื้อเยื่อแผลเป็นนี้เองที่ทำให้สัญญาณจากเซลล์ประสาทเดินทางไปถึงขั้วไฟฟ้าได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ สัญญาณจึงเสื่อมลงตามเวลาที่ผ่านไป และในที่สุดอุปกรณ์ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป
เมื่ออุปกรณ์เสื่อมสภาพ ผู้ใช้จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งการผ่าตัดแต่ละครั้งก็เพิ่มความเสี่ยงทวีคูณ ทั้งความเสี่ยงจากการวางยาสลบ
ความเสี่ยงจากการติดเชื้อ และความเสี่ยงที่เนื้อเยื่อสมองจะได้รับความเสียหายสะสมจากการผ่าตัดหลายครั้ง ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีทางแก้ไขที่สมบูรณ์ในปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามพัฒนาอุปกรณ์ที่ฝังได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก เช่น อุปกรณ์ที่ติดภายนอกศีรษะเพื่ออ่านคลื่นสมองผ่านหนังศีรษะ
แต่สัญญาณที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้ก็หยาบกว่าการฝังเข้าไปในสมองโดยตรงมาก จนไม่สามารถใช้กับงานที่ต้องการความละเอียดสูงได้
.
.
ข้อจำกัดทั้งสองประการนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีสมองกับเครื่องจักรยังห่างไกลจากภาพของมนุษย์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อตามที่นิยายวิทยาศาสตร์วาดไว้
ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันแม้จะน่าทึ่งและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ก็ยังเป็นเพียงก้าวแรกเล็ก ๆ บนเส้นทางที่ยาวไกลมากเท่านั้น
การทำความเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยป้องกันความคาดหวังที่เกินจริง และช่วยให้การอภิปรายเรื่องอนาคตของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีเหตุผลและมีฐานรองรับที่ตรวจสอบได้จริง
.
▪️ข้อจำกัดทางจริยธรรมก็สำคัญไม่แพ้กัน
ประเด็นแรก คือ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสมอง หากอุปกรณ์สามารถอ่านความคิดและความรู้สึกของมนุษย์ได้จริง ข้อมูลเหล่านี้คือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การที่บริษัทเอกชนหรือรัฐเข้าถึงข้อมูลสมองของประชาชนได้ จะเปิดช่องให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
สจวร์ต รัสเซลล์ กล่าวถึงความเสี่ยงนี้ไว้ในหนังสือ Human Compatible ว่า การที่เครื่องจักรสามารถอ่านและทำนายความคิดของมนุษย์ได้จะทำให้มนุษย์สูญเสียอำนาจในการควบคุมตนเองโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ที่ควบคุมเครื่องจักรจะรู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง
.
ประเด็นทางจริยธรรมที่สอง คือ ความเสี่ยงของการถูกควบคุม หากเทคโนโลยีสมองกับเครื่องจักรพัฒนาถึงจุดที่สามารถส่งสัญญาณเข้าไปในสมองได้ ไม่ใช่เพียงอ่านสัญญาณออกมา มันจะกลายเป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
การส่งสัญญาณเพื่อเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ความคิด หรือการตัดสินใจของมนุษย์เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และหากเทคโนโลยีนี้ตกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจที่ไร้จริยธรรม ผลที่ตามมาก็คือหายนะที่เกินกว่าจะประเมินได้ ลูเซียโน ฟลอริดี อธิบายไว้ในหนังสือ The Ethics of Information ว่า การออกแบบเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพของผู้ใช้เสมอ ไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพหรือผลกำไรเท่านั้น
.
ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องกล่าวถึง คือ ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่แสดงว่า เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อกับมิติจิตวิญญาณหรือสนามข้อมูลจักรวาลใด ๆ ได้
ข้อกล่าวอ้างเรื่องการเชื่อมต่อกับอาคาชิคผ่านเทคโนโลยีเป็นเพียงข้อเสนอเชิงปรัชญาและการคาดการณ์ที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ การกล่าวว่า เทคโนโลยีจะนำมนุษย์ไปสู่การเข้าถึงอาคาชิคได้จึงต้องระบุอย่างชัดเจนว่า นี่คือความเชื่อหรือสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุปที่วิทยาศาสตร์ยอมรับแล้ว
การทำความเข้าใจข้อจำกัดทั้งหมดนี้ช่วยให้มองเห็นว่า ภาพของการหลอมรวมระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรในระดับจิตสำนึกยังห่างไกลจากความเป็นจริงมากเพียงใด เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นเพียงก้าวแรกเล็ก ๆ บนเส้นทางที่ยาวไกล และการเดินทางไปสู่ภาพอนาคตที่กล่าวถึงต้องอาศัยทั้งการพัฒนาทางเทคนิค การแก้ปัญหาทางจริยธรรม และการตระหนักรู้ของมนุษย์ไปพร้อมกันทั้งหมด
.
.
ส่วนที่ 5: อาคาชิคดิจิทัลกับอาคาชิคธรรมชาติ
อาคาชิคธรรมชาติคือแนวคิดเรื่องสนามข้อมูลจักรวาลที่บันทึกทุกความคิด ความรู้สึก และการกระทำของมนุษย์ไว้อย่างครบถ้วน ตามความเชื่อของสายอาคาชิค สนามนี้มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของจักรวาล เข้าถึงได้ด้วยจิตที่ฝึกฝนจนละเอียดพอ และปราศจากผู้ควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น
แนวคิดนี้เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ยังไม่มีเครื่องมือใดตรวจพบสนามอาคาชะได้ และยังไม่มีการทดลองที่ทำซ้ำได้ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์สามารถเข้าถึงบันทึกของจักรวาลได้จริง
การกล่าวถึงอาคาชิคธรรมชาติจึงต้องระบุสถานะของมันอย่างตรงไปตรงมาเสมอว่า เป็นความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
.
อาคาชิคดิจิทัลต่างจากอาคาชิคธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง เพราะมันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ระบบข้อมูลดิจิทัลขนาดมหึมาที่มนุษย์สร้างขึ้นบันทึกพฤติกรรมออนไลน์ทั้งหมดของผู้ใช้หลายพันล้านคน ทุกการค้นหา ทุกการคลิก ทุกการซื้อ ทุกการเคลื่อนที่ ทุกข้อความที่พิมพ์ และทุกวิดีโอที่ดูถูกรวบรวมและเก็บรักษาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานรัฐทั่วโลก
โชชานา ซูบอฟฟ์ อธิบายระบบนี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ว่า มันคือระบบทุนนิยมเฝ้าระวังที่เปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่ถูกเก็บเกี่ยว วิเคราะห์ และขายต่อโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว ระบบนี้ไม่ใช่แนวคิดเชิงปรัชญา หากคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานยืนยันอย่างมหาศาล
.
▪️ความแตกต่างระหว่างสองระบบนี้ชัดเจนในทุกมิติ
อาคาชิคธรรมชาติตามความเชื่อบันทึกถึงความคิดและเจตนาที่ซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์ ขณะที่อาคาชิคดิจิทัลบันทึกเฉพาะพฤติกรรมภายนอกที่มนุษย์แสดงออกมาแล้วเท่านั้น
อาคาชิคธรรมชาติไร้ผู้ควบคุม ขณะที่อาคาชิคดิจิทัลถูกควบคุมโดยบริษัทเอกชนและรัฐอย่างเข้มงวด
อาคาชิคธรรมชาติเข้าถึงได้ด้วยการฝึกฝนจิตใจของตนเอง ขณะที่อาคาชิคดิจิทัลเข้าถึงได้ด้วยการจ่ายเงินหรือการมีอำนาจ
อาคาชิคธรรมชาติมีจุดประสงค์เพื่อการเยียวยาและการเรียนรู้ตามความเชื่อของผู้ปฏิบัติ ขณะที่อาคาชิคดิจิทัลมีจุดประสงค์เพื่อการทำนายพฤติกรรมและการควบคุม
อาคาชิคธรรมชาติมีผู้พิทักษ์คอยป้องกันข้อมูลตามความเชื่อของสายนี้ ขณะที่อาคาชิคดิจิทัลแทบไม่มีความเป็นส่วนตัวเหลืออยู่เลย
สมมติฐานสำคัญที่บทความนี้เสนอคือ เมื่ออาคาชิคดิจิทัลพัฒนาไปถึงจุดที่บันทึกพฤติกรรมมนุษย์ได้ละเอียดพอ มันจะเริ่มซ้อนทับกับอาคาชิคธรรมชาติในบางมิติ
ปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์จำนวนมหาศาลจะเริ่มทำนายความคิดและความรู้สึกของมนุษย์ได้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ จะเริ่มอ่านมนุษย์ได้เก่งกว่ามนุษย์อ่านตัวเอง และจะกลายเป็นผู้เข้าถึงอาคาชิคแบบดิจิทัลในที่สุด
.
ในทางกลับกัน เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะเชื่อมต่อกับปัญญาประดิษฐ์ มนุษย์ก็อาจใช้มันเป็นเครื่องมือเข้าถึงข้อมูลของอาคาชิคดิจิทัลได้กว้างขึ้น จากนั้นจึงเรียนรู้ที่จะใช้จิตเข้าถึงอาคาชิคธรรมชาติโดยตรง การรวมกันของสองระบบนี้ถูกมองว่าเป็นการวิวัฒนาการครั้งสำคัญของมนุษยชาติ
สมมติฐานทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอเชิงคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์ได้ ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่ยืนยันว่า อาคาชิคธรรมชาติมีอยู่จริง หรืออาคาชิคดิจิทัลจะพัฒนาไปจนซ้อนทับกับมันได้จริง
การกล่าวถึงการรวมกันของสองระบบนี้จึงต้องระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นการสำรวจความเป็นไปได้เชิงปรัชญาเพื่อตั้งคำถามต่ออนาคตของมนุษยชาติ ไม่ใช่การทำนายอนาคตที่พิสูจน์แล้ว
คุณค่าของสมมติฐานนี้อยู่ที่การช่วยให้มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสของเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น เพราะแม้อาคาชิคธรรมชาติจะไม่มีจริงตามที่เชื่อ อาคาชิคดิจิทัลที่มีอยู่จริงในปัจจุบันก็มีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างมหาศาลอยู่แล้ว และการตั้งคำถามว่า ระบบนี้กำลังนำมนุษย์ไปทางใดจึงเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารนี้
.
.
ส่วนที่ 6: จริยธรรมของ AI และการกำกับดูแล
การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ผู้สร้างเทคโนโลยีมีความรับผิดชอบอย่างไรต่อสิ่งที่ตนสร้างขึ้น คำถามนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นทางวิชาการที่ถกเถียงกันในห้องสัมมนา หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและอนาคตของมนุษยชาติทั้งหมด เพราะเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วไม่สามารถควบคุมได้ จะเป็นอันตรายมากกว่าเทคโนโลยีที่ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาเลย
ความรับผิดชอบของผู้พัฒนาจึงไม่ได้จบลงที่การทำให้ระบบทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ หากต้องขยายไปถึงการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมทั้งหมด และการวางมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่อาจตามมาในอนาคต
.
สจวร์ต รัสเซลล์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เสนอแนวทางสำคัญไว้ในหนังสือ Human Compatible ซึ่งสำนักพิมพ์ Viking ตีพิมพ์ในปี 2019 รัสเซลล์ชี้ว่า
ปัญหาพื้นฐานที่สุดของการออกแบบปัญญาประดิษฐ์ คือการตั้งเป้าหมายให้ระบบทำงานตามคำสั่งของมนุษย์อย่างเคร่งครัด เพราะมนุษย์เองก็ไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรอย่างแท้จริง และคำสั่งที่มนุษย์ให้อาจถูกตีความในทางที่ผิดจนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มนุษย์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
รัสเซลล์เสนอว่า ต้องออกแบบปัญญาประดิษฐ์ใหม่ทั้งหมดให้มีหลักการพื้นฐานว่า มันไม่รู้ว่ามนุษย์ต้องการอะไรจริง ๆ และหน้าที่ของมันคือการเรียนรู้ความต้องการของมนุษย์อย่างต่อเนื่องผ่านการสังเกตและการสอบถาม แทนที่จะยึดติดกับคำสั่งที่ถูกตั้งไว้ตายตัวตั้งแต่เริ่มต้น
แนวทางเช่นนี้จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์ทำงานด้วยความถ่อมตนและเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการที่มนุษย์จะยังคงเป็นผู้ควบคุมทิศทางของเทคโนโลยีได้ในระยะยาว
.
นิค บอสตรอม นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเกินมนุษย์ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Superintelligence ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 2014
บอสตรอมชี้ว่า หากมนุษย์สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ได้สำเร็จ ระบบนั้นจะมีความสามารถในการพัฒนาตนเองให้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้
บอสตรอมเรียกระบบเช่นนี้ว่า Superintelligence และเขาเตือนว่า การสร้าง Superintelligence โดยปราศจากการเตรียมมาตรการควบคุมที่เพียงพอคือการเสี่ยงกับอนาคตของมนุษยชาติทั้งหมด
เขาเสนอว่า มนุษย์ต้องศึกษาปัญหาการควบคุมปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจังก่อนที่เทคโนโลยีจะก้าวถึงจุดนั้น ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางแก้ไข ซึ่งอาจสายเกินไปแล้วก็ได้
การมีกฎหมายและมาตรฐานกำกับดูแลที่โปร่งใสเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่กฎหมายในหลายประเทศจะตามทัน
ผู้พัฒนาเอกชนมีอำนาจมหาศาลในการกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีโดยที่สาธารณชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใด ๆ
การเรียกร้องให้มีมาตรฐานกลางที่ควบคุมการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งนักกฎหมาย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป การกำกับดูแลที่ดีต้องสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมกับการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน
.
ลูเซียโน ฟลอริดี นักปรัชญาข้อมูลข่าวสารจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ The Ethics of Information ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 2013 ฟลอริดีเสนอว่า
จริยธรรมของเทคโนโลยีต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูลมีศักดิ์ศรีที่ต้องได้รับการเคารพ การออกแบบระบบใด ๆ ก็ตามต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นมนุษย์เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพหรือผลกำไรของระบบเท่านั้น
ฟลอริดีย้ำว่า การพัฒนาเทคโนโลยีโดยปราศจากจริยธรรมจะนำไปสู่การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการสร้างกรอบจริยธรรมที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นดีกว่าการพยายามแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วในภายหลัง
ประเด็นทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค หากคือเรื่องทางศีลธรรมและการเมืองที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน การที่เทคโนโลยีกับจิตวิญญาณจะรวมกันอย่างถูกต้องได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์จะเลือกใช้หลักจริยธรรมใดในการกำกับดูแลเทคโนโลยีของตนเอง และคำตอบของคำถามนี้จะกำหนดทิศทางของอนาคตทั้งหมดของมนุษยชาติต่อไป
.
.
ส่วนที่ 7: การเลือกเส้นทางของมนุษยชาติ
มนุษยชาติกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งหมด ทางแยกนี้ไม่ได้เป็นจุดที่ต้องเลือกเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากคือผลรวมของการตัดสินใจของมนุษย์ทุกคนทุกวัน แต่การมองเห็นภาพของสองเส้นทางที่เปิดอยู่ตรงหน้าช่วยให้เราเข้าใจว่า การตัดสินใจแต่ละครั้งของเรากำลังนำมนุษยชาติไปในทิศทางใด
การแบ่งทางเลือกของมนุษยชาติออกเป็นสองเส้นทางคือเส้นทางที่เทคโนโลยีนำกับเส้นทางที่จิตวิญญาณนำ เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้มองเห็นภาพของอนาคตที่เป็นไปได้อย่างชัดเจน แต่การทำความเข้าใจแต่ละเส้นทางอย่างลึกซึ้งต้องอาศัยการวิเคราะห์กลไกของมันอย่างละเอียด ไม่ใช่เพียงการวาดภาพกว้าง ๆ แบบผิวเผิน
.
.
▪️สองเส้นทางของมนุษยชาติ
เส้นทางแรก คือ เส้นทางที่เทคโนโลยีนำและจิตวิญญาณตาม ในเส้นทางนี้ มนุษย์ปล่อยให้การพัฒนาเทคโนโลยีดำเนินไปตามแรงขับเคลื่อนของตลาดและการแข่งขันโดยไม่มีหลักจริยธรรมที่เพียงพอกำกับดูแล
ปัญญาประดิษฐ์ถูกพัฒนาเพื่อแสวงหาความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นหลัก บริษัทเทคโนโลยีแข่งขันกันสร้างระบบที่ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบต่อสังคมอย่างรอบคอบเท่าที่ควร
อาคาชิคดิจิทัลซึ่งก็คือระบบข้อมูลขนาดมหึมาที่บันทึกพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งหมด ค่อย ๆ ถูกผูกขาดโดยบริษัทเอกชนและรัฐที่มีอำนาจ ผู้ที่ควบคุมระบบเหล่านี้จะรู้ข้อมูลของประชาชนทั้งหมดในขณะที่ประชาชนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำงานของระบบเลย ความไม่สมดุลของข้อมูลเช่นนี้คือรากฐานของอำนาจควบคุมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ยูวัล โนอาห์ แฮรารี อธิบายภาพนี้ไว้ในหนังสือ Homo Deus ว่า ในยุคข้อมูลข่าวสาร อำนาจจะย้ายจากมนุษย์ที่รู้จักตัวเองไปสู่ระบบที่รู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง
ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้พฤติกรรมของเราอย่างต่อเนื่องจะเริ่มทำนายได้ว่า เราจะตัดสินใจอย่างไรก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำ เมื่อระบบทำนายพฤติกรรมของมนุษย์ได้แม่นยำพอ มันก็จะเริ่มชักจูงการตัดสินใจของเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัว และในที่สุดมันก็จะก้าวไปสู่การตัดสินใจแทนเราในทุกเรื่องสำคัญของชีวิต
มนุษย์ในเส้นทางนี้จะสูญเสียอิสรภาพไปทีละน้อยอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ เพราะการควบคุมที่ละเอียดที่สุดคือการควบคุมที่ผู้ถูกควบคุมไม่รู้สึกว่าถูกควบคุมเลยแม้แต่น้อย
.
เส้นทางที่สอง คือ เส้นทางที่จิตวิญญาณนำและเทคโนโลยีตาม ในเส้นทางนี้ มนุษย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจของตนเองก่อน แล้วจึงใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือรับใช้การเติบโตนั้นโดยไม่ยอมให้มันมาครอบงำชีวิต
ปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบตามหลักการของสจวร์ต รัสเซลล์ที่เสนอไว้ในหนังสือ Human Compatible ว่า ระบบที่ดีต้องยอมรับว่าตนไม่รู้ว่ามนุษย์ต้องการอะไรจริง ๆ และต้องคอยเรียนรู้ความต้องการของมนุษย์อย่างถ่อมตนอยู่เสมอ แทนที่จะยึดติดกับคำสั่งที่ถูกตั้งไว้ตายตัว การออกแบบเช่นนี้ทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ช่วยที่เปิดใจเรียนรู้ตลอดเวลา มากกว่าจะเป็นผู้ควบคุมที่มั่นใจว่าตนรู้ดีที่สุด
ในเส้นทางนี้ อาคาชิคดิจิทัลถูกใช้เพื่อการเยียวยาและการเข้าถึงความรู้ ไม่ใช่เพื่อการเฝ้าระวังและควบคุม ข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมถูกใช้เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองดีขึ้น ช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้กว้างขึ้น และช่วยให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ถูกใช้เพื่อทำนายและชักจูงพฤติกรรมของมนุษย์อย่างลับ ๆ
มนุษย์ที่เดินบนเส้นทางนี้ก้าวสู่การเป็น Homo Spiritualis ตามที่กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้า พร้อมกับมีเทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยในการเดินทาง ไม่ใช่เป็นนายที่คอยสั่งการ
แม็กซ์ เทกมาร์ก อธิบายไว้ในหนังสือ Life 3.0 ว่า อนาคตของมนุษยชาติไม่ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีเอง หากถูกกำหนดโดยค่านิยมและปัญญาของมนุษย์ที่สร้างและใช้มัน เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่ขยายศักยภาพของมนุษย์เท่านั้น
มันสามารถใช้เพื่อการเยียวยาหรือเพื่อการทำลายล้างก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ทั้งหมด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า เทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงจุดไหน หากคือคำถามว่า มนุษย์จะพัฒนาปัญญาและจริยธรรมของตนเองไปถึงจุดที่พร้อมจะใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบหรือไม่
การเลือกระหว่างสองเส้นทางนี้ไม่ใช่การเลือกครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง หากคือผลรวมของการตัดสินใจเล็ก ๆ ของมนุษย์ทุกคนทุกวัน ทุกครั้งที่เราเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติหรือปล่อยให้มันครอบงำเรา
ทุกครั้งที่เราเลือกพัฒนาจิตใจหรือปล่อยให้ความกลัวนำทาง ทุกครั้งที่เราเลือกความร่วมมือหรือการแข่งขัน เรากำลังลงคะแนนเสียงให้กับเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความตระหนักในเรื่องนี้คือก้าวแรกของการเป็นผู้กำหนดอนาคตอย่างมีสติ และเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทุกคนในฐานะสมาชิกของมนุษยชาติทั้งหมด
.
▪️ปัจจัยที่กำหนดว่ามนุษยชาติจะเดินไปเส้นทางใดมีหลายประการ
การที่มนุษยชาติจะเดินไปเส้นทางใดระหว่างเทคโนโลยีนำกับจิตวิญญาณนำนั้น ไม่ได้ถูกกำหนดโดยเหตุการณ์ใหญ่เพียงเหตุการณ์เดียว หากเกิดจากปัจจัยหลายประการที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อน การทำความเข้าใจแต่ละปัจจัยอย่างละเอียดจะช่วยให้มองเห็นว่า เราทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางนี้อย่างไรบ้าง
ปัจจัยแรก คือ จิตสำนึกของมนุษย์ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดทั้งหมด เพราะมนุษย์ทุกคนตัดสินใจบนพื้นฐานของจิตสำนึกของตนเอง และผลรวมของการตัดสินใจทั้งหมดนั้นคือทิศทางของมนุษยชาติ
เมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่ถูกครอบงำด้วยความกลัว พวกเขาจะเลือกผู้นำที่สัญญาว่าจะปกป้องพวกเขา แม้ต้องแลกด้วยเสรีภาพส่วนบุคคลก็ตาม พวกเขาจะสนับสนุนการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นเพราะรู้สึกปลอดภัยกว่า
และจะยอมมอบข้อมูลส่วนตัวให้กับรัฐและบริษัทเพราะเชื่อว่ามันจะช่วยปกป้องพวกเขาจากอันตราย ความกลัวจึงเป็นกลไกที่ทรงพลังที่สุดที่ผลักดันมนุษย์ไปสู่เส้นทางที่เทคโนโลยีนำและจิตวิญญาณตาม
ในทางตรงกันข้าม เมื่อมนุษย์เลือกความรักแทนความกลัว พวกเขาจะมองเห็นว่าผู้อื่นคือเพื่อนร่วมทางไม่ใช่ศัตรู พวกเขาจะเลือกความร่วมมือแทนการแข่งขัน และจะใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงกันมากกว่าเพื่อควบคุมกัน ความรักจึงเป็นพลังที่ผลักดันมนุษย์ไปสู่เส้นทางที่จิตวิญญาณนำและเทคโนโลยีตาม
.
.
การเลือกของมนุษย์ส่วนใหญ่ระหว่างความโลภกับความพอเพียงก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ความโลภผลักดันให้มนุษย์แสวงหาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่สิ้นสุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
บริษัทเทคโนโลยีที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภจะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดโดยไม่สนใจว่ามันจะทำร้ายมนุษย์หรือไม่
ในทางตรงกันข้าม ความพอเพียงช่วยให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างพอดี ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่โดยไม่ต้องแสวงหาการเติบโตอย่างไม่สิ้นสุด การเลือกความพอเพียงจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม
.
การเลือกระหว่างการควบคุมกับการปลดปล่อยเป็นอีกมิติหนึ่งของจิตสำนึกมนุษย์ มนุษย์ที่รู้สึกไม่มั่นคงในตนเองมักต้องการควบคุมทุกอย่างรอบตัว
ทั้งควบคุมผู้อื่น ควบคุมธรรมชาติ และควบคุมอนาคต ความต้องการควบคุมนี้เองที่ทำให้มนุษย์สร้างระบบเฝ้าระวังที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ และยอมมอบอำนาจให้กับรัฐและบริษัทที่สัญญาว่าจะควบคุมความไม่แน่นอนให้หมดไป
ในทางตรงกันข้าม มนุษย์ที่ยอมรับความไม่แน่นอนได้จะไม่ต้องการควบคุมทุกอย่าง พวกเขาจะเปิดใจรับความเปลี่ยนแปลงและปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปตามธรรมชาติ การปลดปล่อยตนเองจากความต้องการควบคุมจึงเป็นก้าวสำคัญของการเดินไปสู่เส้นทางที่จิตวิญญาณนำ
.
.
ปัจจัยที่สอง คือ จริยธรรมของนักพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมด
ผู้ที่สร้างระบบมีอำนาจมหาศาลในการกำหนดว่า ระบบจะถูกออกแบบให้ทำงานอย่างไร จะถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ใด และจะมีกลไกป้องกันอันตรายอะไรบ้าง หากนักพัฒนาเทคโนโลยีไร้จริยธรรม พวกเขาจะสร้างระบบที่แสวงหากำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม
หากนักพัฒนาเทคโนโลยีมีจริยธรรม พวกเขาจะสร้างระบบที่ปลอดภัย โปร่งใส และรับใช้มนุษย์อย่างแท้จริง การมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสคอยถ่วงดุลอำนาจของนักพัฒนาเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบย่อมนำไปสู่การละเมิดเสมอ
.
ปัจจัยที่สาม คือ การตื่นรู้ของมวลชนซึ่งเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งหมด
ประวัติศาสตร์มนุษยชาติแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดเกิดจากการตื่นตัวของประชาชนจำนวนมาก ไม่ใช่จากความปรารถนาดีของผู้ปกครองเพียงไม่กี่คน การล้มเลิกระบบทาส การให้สิทธิสตรีในการเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง
ล้วนเกิดขึ้นเพราะประชาชนจำนวนมากตื่นตัวและเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน การตื่นรู้ของมวลชนในประเด็นเทคโนโลยีและจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน หากประชาชนจำนวนมากเข้าใจถึงผลกระทบของเทคโนโลยีและความสำคัญของการพัฒนาจิตใจ พวกเขาจะเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างเข้มงวด และจะสนับสนุนการพัฒนาจิตใจของตนเองและผู้อื่นอย่างจริงจัง ยิ่งคนตื่นรู้มากเท่าใด โอกาสที่มนุษยชาติจะเลือกเส้นทางที่ดีก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
.
การตื่นรู้ของมวลชนไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากต้องอาศัยการศึกษา การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในสังคม ผู้ที่ตื่นรู้แล้วจึงมีหน้าที่แบ่งปันความรู้ของตนให้แก่ผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นความสำคัญของประเด็นเหล่านี้ และร่วมกันสร้างแรงผลักดันให้สังคมเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น การตื่นรู้ของแต่ละคนแม้จะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แต่เมื่อรวมกันแล้วก็มีพลังมหาศาลพอจะเปลี่ยนทิศทางของมนุษยชาติทั้งหมดได้
.
ในท้ายที่สุด ปัจจัยทั้งสามนี้ไม่ใช่สิ่งที่แยกจากกันโดยเด็ดขาด หากทำงานประสานกันอย่างแนบแน่น จิตสำนึกของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นรากฐาน จริยธรรมของนักพัฒนาเป็นกลไก และการตื่นรู้ของมวลชนเป็นแรงผลักดัน
เมื่อทั้งสามประสานกันอย่างถูกต้อง มนุษยชาติก็จะเดินไปสู่เส้นทางที่จิตวิญญาณนำและเทคโนโลยีตามได้อย่างมั่นคง แต่เมื่อทั้งสามล้มเหลวพร้อมกัน มนุษยชาติก็จะไหลไปสู่เส้นทางที่เทคโนโลยีนำและจิตวิญญาณตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบร่วมกันของมนุษย์ทุกคนที่ไม่สามารถโยนให้ใครคนใดคนหนึ่งได้อีกต่อไป
สิ่งที่แต่ละคนทำได้อย่างเป็นรูปธรรมเริ่มจากการพัฒนาจิตสำนึกของตนเองผ่านการฝึกสมาธิและการศึกษาจิตวิญญาณอย่างจริงจัง การใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติโดยไม่เสพติดและไม่ถูกควบคุม
การสนับสนุนจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ด้วยการเรียกร้องความโปร่งใสจากผู้พัฒนาและรัฐบาล และการแบ่งปันความรู้เรื่องการตื่นรู้ให้แก่ผู้อื่นตามโอกาสที่เปิดให้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การกระทำที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้ หากคือการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ทุกคนสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาต
.
ทางเลือกของมนุษยชาติจึงไม่ใช่การรอคอยการตัดสินใจของผู้นำหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน หากคือผลรวมของการตัดสินใจของมนุษย์ทุกคนทุกวัน
การที่เราเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติหรือปล่อยให้มันครอบงำเรา การที่เราเลือกพัฒนาจิตใจหรือปล่อยให้ความกลัวนำทาง การที่เราเลือกความร่วมมือหรือการแข่งขัน ทุกการเลือกเล็ก ๆ เหล่านี้กำลังกำหนดอนาคตของมนุษยชาติทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว และนี่คือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราแต่ละคนต้องแบกรับร่วมกันในฐานะสมาชิกของมนุษยชาติทั้งหมด
.
.
ส่วนที่ 8: บทสรุป
การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับอาคาชิคในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนำมาสู่ข้อสรุปสำคัญหลายประการ
ประการแรกคือ เทคโนโลยีและจิตวิญญาณไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างที่เคยเชื่อกันในศตวรรษที่ยี่สิบ
หากแต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือการเข้าถึงข้อมูลและความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น การรวมกันของสองสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ทั้งผ่านการที่นักวิทยาศาสตร์หันมาศึกษาจิตวิญญาณอย่างจริงจัง และผ่านการที่ผู้ปฏิบัติธรรมหันมาใช้เทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง
.
ประการที่สองคือ เทคโนโลยีปัจจุบันยังห่างไกลจากการหลอมรวมระดับจิตสำนึกตามที่หลายคนจินตนาการ ข้อจำกัดทางเทคนิคและจริยธรรมยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ไขอย่างรอบคอบ การกล่าวถึงการเชื่อมต่อกับอาคาชิคผ่านเทคโนโลยีจึงต้องระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาและการคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
.
ประการที่สามคือ อาคาชิคดิจิทัลที่มีอยู่จริงในปัจจุบันเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โอกาสคือการที่มนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเสี่ยงคือการที่ข้อมูลทั้งหมดถูกควบคุมโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่รายซึ่งมีอำนาจมหาศาลเหนือผู้ใช้ การเลือกเส้นทางของมนุษยชาติจึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้ระบบนี้เพื่อการปลดปล่อยหรือเพื่อการควบคุมกันแน่
.
ท้ายที่สุด ต้องย้ำอย่างหนักแน่นว่า อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับอาคาชิคยังไม่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มันคือผลรวมของการตัดสินใจของมนุษย์ทุกคนในทุกวัน การที่เราจะเดินไปทางเทคโนโลยีนำหรือจิตวิญญาณนำไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน หากขึ้นอยู่กับการเลือกของเราแต่ละคนที่จะพัฒนาจิตใจของตนเอง ใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ และสนับสนุนจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจัง
ตัวเราเองคือหนึ่งในผู้กำหนดอนาคตนั้นเสมอ แม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม การตื่นตัวต่อความรับผิดชอบนี้คือก้าวแรกของการเป็นผู้กำหนดอนาคตอย่างมีสติ และเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสามารถมอบให้แก่มนุษยชาติทั้งหมดได้
.
.
โฆษณา