4 ก.ย. เวลา 00:38 • หนังสือ

ตอนที่ 1 : โฮโม สปิริตชวลิส : มนุษย์ผู้ตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ

Homo Spiritualis: The Spiritually Awakened Human
ส่วนที่ 1: บทนำ - ชื่อใหม่ของมนุษย์ที่กำลังถูกกล่าวถึง
คำว่า Homo Sapiens ถูกตั้งขึ้นโดยคาโรลัส ลินเนียส นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน ในหนังสือ Systema Naturae ฉบับพิมพ์ครั้งที่สิบซึ่งตีพิมพ์ในปี 1758
ลินเนียสจัดให้มนุษย์เป็นสปีชีส์หนึ่งในสกุล Homo และตั้งชื่อสปีชีส์ว่า Sapiens ซึ่งแปลว่า "ผู้ชาญฉลาด" เพื่อเน้นลักษณะเด่นที่สุดของมนุษย์ตามความเข้าใจในยุคนั้นคือความสามารถทางปัญญาที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งหมด
นับจากนั้นมา ชื่อ Homo Sapiens ก็ถูกใช้เรียกมนุษย์ปัจจุบันทั้งหมดอย่างเป็นทางการในระบบอนุกรมวิธานทางชีววิทยา และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจที่ว่า มนุษย์คือสัตว์ที่ฉลาดที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก
.
ข้อเท็จจริงทางบรรพชีวินวิทยาและพันธุกรรมปัจจุบันยืนยันว่า โฮโม เซเปียนส์ เกิดขึ้นครั้งแรกในทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อน
หลักฐานฟอสซิลที่ค้นพบในแหล่งขุดค้นที่เจเบล อีร์ฮูด ประเทศโมร็อกโก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 2017 แสดงให้เห็นลักษณะกะโหลกที่ผสมผสานระหว่างมนุษย์โบราณกับมนุษย์ปัจจุบัน และถูกระบุอายุด้วยเทคนิคทางธรณีวิทยาว่าเก่าแก่ราว 300,000 ปี
ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางพันธุกรรมที่ศึกษาไมโตคอนเดรียดีเอ็นเอของประชากรมนุษย์ทั่วโลกซึ่งชี้ว่า บรรพบุรุษร่วมของมนุษย์ปัจจุบันทั้งหมดอาศัยอยู่ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 200,000 ถึง 300,000 ปีก่อน
ยูวัล โนอาห์ แฮรารี สรุปข้อเท็จจริงเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบในหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2011 และกลายเป็นงานอ้างอิงยอดนิยมสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่ต้องการเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
.
จากข้อเท็จจริงที่ว่า มนุษย์ปัจจุบันคือ Homo Sapiens ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 300,000 ปีก่อน คำถามที่นักคิดสายจิตวิญญาณหลายคนตั้งขึ้นคือ วิวัฒนาการของมนุษย์จะหยุดอยู่เพียงเท่านี้หรือไม่ หากวิวัฒนาการทางชีววิทยาทำให้เกิด Homo Sapiens ขึ้นจากบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์กับลิงใหญ่
คำถามต่อไปคือ จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจาก Homo Sapiens หรือไม่ นักคิดหลายคนเสนอว่า วิวัฒนาการขั้นถัดไปของมนุษย์จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หากคือการยกระดับของจิตสำนึกทั้งหมด และชื่อที่ถูกเสนอให้กับมนุษย์ขั้นถัดไปนี้คือ Homo Spiritualis ซึ่งแปลว่า "มนุษย์ผู้ตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ"
.
คำว่า Homo Spiritualis เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางชีววิทยา ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใดที่ยืนยันว่ามีสายพันธุ์มนุษย์ใหม่กำลังเกิดขึ้น และแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
การใช้คำว่า Homo Spiritualis ในบทความนี้จึงเป็นการอ้างถึงแนวคิดที่นักคิดสายจิตวิญญาณเสนอขึ้นเพื่ออธิบายศักยภาพของมนุษย์ที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ไม่ใช่การประกาศว่ามนุษย์กำลังเปลี่ยนสายพันธุ์จริงตามความหมายทางชีววิทยา
สถานะญาณวิทยาของบทความทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ
ข้อเท็จจริงในบทความนี้คือสิ่งที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากงานวิชาการที่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ข้อเท็จจริงเรื่องอายุของ Homo Sapiens พัฒนาการของสมอง และงานวิจัยเรื่องการฝึกสมาธิที่เปลี่ยนแปลงสมองได้จริง
.
ส่วนข้อเสนอเชิงปรัชญาคือแนวคิดที่นักคิดแต่ละคนเสนอขึ้นจากมุมมองของตนเอง เช่น แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึก เรื่อง นูโอสเฟียร์ และ เรื่องมนุษย์ขั้นถัดไป
ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และบทความจะระบุให้ชัดเจนเสมอว่าส่วนใดคือข้อเท็จจริง ส่วนใดคือข้อเสนอเชิงปรัชญา
นักคิดที่จะอ้างถึงในบทความนี้ประกอบด้วย ศรีออโรบินโด นักปราชญ์ชาวอินเดียผู้เสนอแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกเหนือมนุษย์ในหนังสือ The Life Divine ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี 1939 ถึง 1940
เคน วิลเบอร์ นักปรัชญาแนวจิตวิญญาณร่วมสมัยผู้พัฒนาทฤษฎีลำดับขั้นของการพัฒนาจิตสำนึกในหนังสือ Up from Eden ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1981
และปิแอร์ แตร์ฮาร์ด เดอ ชาร์แด็ง นักปรัชญาและนักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เสนอแนวคิดเรื่องนูโอสเฟียร์ในหนังสือ The Phenomenon of Man ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1955 ข้อเสนอของนักคิดทั้งสามคนนี้คือรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis ที่จะกล่าวถึงตลอดบทความนี้
.
แนวทางการวิเคราะห์ของบทความนี้จะพิจารณาทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่เสนอคำอธิบายทางเลือกอย่างเท่าเทียมกัน ฝ่ายสนับสนุนจะนำเสนอข้อเสนอของนักคิดสายจิตวิญญาณอย่างละเอียดและตรงไปตรงมา
ฝ่ายที่เสนอคำอธิบายทางเลือกจะนำเสนอข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์แนววัตถุนิยมและคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์สำหรับปรากฏการณ์ทั้งหมดที่ถูกอ้างเป็นหลักฐาน การนำเสนอทั้งสองด้านเช่นนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของข้อถกเถียงทั้งหมดอย่างสมดุล และสามารถประเมินได้ด้วยตนเองว่า แนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis มีน้ำหนักเพียงใดเมื่อพิจารณาจากหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน
.
.
ส่วนที่ 2: ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์
หลักฐานทางบรรพชีวินวิทยายืนยันว่า สายพันธุ์ Homo Sapiens ถือกำเนิดขึ้นในทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อน ฟอสซิลที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่งถูกค้นพบที่แหล่งขุดค้นเจเบล อีร์ฮูดในประเทศโมร็อกโก
และถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 2017 โดยทีมวิจัยนำโดยฌอง-ฌาค ฮูบลิน นักบรรพชีวินวิทยาจากสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อมานุษยวิทยาวิวัฒนาการ
ฟอสซิลกะโหลกที่พบมีลักษณะผสมผสานระหว่างมนุษย์โบราณกับมนุษย์ปัจจุบัน กล่าวคือใบหน้าและฟันมีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ปัจจุบันมาก
แต่กะโหลกด้านหลังยังยาวและแบนคล้ายมนุษย์โบราณ ข้อค้นพบนี้บ่งชี้ว่า วิวัฒนาการของใบหน้าและสมองของมนุษย์เกิดขึ้นเป็นขั้นตอน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว
.
หลักฐานทางพันธุกรรมให้ภาพที่สอดคล้องกัน สวานเต ปาอาโบ นักพันธุศาสตร์ชาวสวีเดนผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 2022 อธิบายไว้ในหนังสือ Neanderthal Man: In Search of Lost Genomes ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2014 ว่า
การศึกษาดีเอ็นเอโบราณจากฟอสซิลมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและมนุษย์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า Homo Sapiens ถือกำเนิดขึ้นในแอฟริกา และต่อมาได้อพยพออกไปยังทวีปอื่นทั้งหมดเมื่อประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ปีก่อน
ระหว่างการอพยพนั้น มนุษย์ปัจจุบันได้พบปะและผสมพันธุ์กับมนุษย์สายพันธุ์อื่นที่อาศัยอยู่ก่อนแล้ว เช่น มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในยุโรปและเอเชียตะวันตก และมนุษย์เดนิโซวาในเอเชียตะวันออก
ร่องรอยของการผสมพันธุ์นี้ยังคงปรากฏในดีเอ็นเอของประชากรมนุษย์ปัจจุบันทั่วโลก โดยชาวยุโรปและเอเชียมีดีเอ็นเอของนีแอนเดอร์ทัล ประมาณร้อยละ 1 ถึง 4
การค้นพบนี้ยืนยันว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้เป็นเส้นตรงเรียบง่าย หากคือกระบวนการที่ซับซ้อนเต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างสายพันธุ์ต่าง ๆ
.
พัฒนาการสำคัญที่สุดที่ทำให้ Homo Sapiens แตกต่างจากมนุษย์สายพันธุ์อื่นคือ การขยายตัวของสมองส่วนหน้าโดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า Prefrontal Cortex ซึ่งอยู่หลังหน้าผาก
สมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมความคิดเชิงนามธรรม การวางแผนระยะยาว การยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ และการเข้าใจมุมมองของผู้อื่น
ความสามารถเหล่านี้ทำให้มนุษย์สามารถสร้างภาษาและระบบสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนได้ ภาษาทำให้มนุษย์สามารถถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างเป็นระบบ และสะสมความรู้ไว้เป็นวัฒนธรรมที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ความสามารถทางสังคมที่เกิดจากสมองส่วนหน้าทำให้มนุษย์สามารถร่วมมือกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่เกินกว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติได้ ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างสังคม เมือง และอารยธรรมทั้งหมด
.
ยูวัล โนอาห์ แฮรารี อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ในหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind ว่า ความสามารถพิเศษที่สุดของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดของปัจเจกบุคคล หากอยู่ที่ความสามารถในการร่วมมือกันอย่างยืดหยุ่นเป็นกลุ่มขนาดใหญ่
ความร่วมมือเช่นนี้เป็นไปได้เพราะมนุษย์สร้าง "เรื่องเล่าร่วม" ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา เงินตรา กฎหมาย หรืออุดมการณ์ทางการเมือง
เรื่องเล่าร่วมเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่เมื่อมนุษย์จำนวนมากเชื่อร่วมกัน มันก็กลายเป็นพลังมหาศาลที่ทำให้มนุษย์สร้างสิ่งต่าง ๆ ได้เกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตอื่นใดจะทำได้ ความสามารถในการสร้างและเชื่อเรื่องเล่าร่วมนี้เองคือรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมด
ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กล่าวถึงในส่วนนี้เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้จากงานวิชาการที่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญ และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการทำความเข้าใจคำถามที่ว่า วิวัฒนาการของมนุษย์จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงทางชีววิทยาที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้จบลงตรงนี้
.
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยืนยันว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการทางร่างกายและสมองเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคำถามที่ว่า จิตสำนึกของมนุษย์จะวิวัฒนาการต่อไปหรือไม่
เพราะจิตสำนึกเป็นประสบการณ์เชิงอัตวิสัยที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยวิธีการทางชีววิทยา การก้าวจากข้อเท็จจริงเรื่องวิวัฒนาการทางร่างกายไปสู่ข้อเสนอเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึก จึงเป็นการก้าวข้ามจากศาสตร์เชิงประจักษ์ไปสู่ปรัชญา ซึ่งเป็นจุดที่ข้อเสนอของนักคิดสายจิตวิญญาณเริ่มต้นขึ้น และเป็นจุดที่บทความจะต้องระมัดระวังในการแยกแยะอย่างเข้มงวดที่สุด
.
.
ส่วนที่ 3: ข้อเสนอเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึก - ใครเสนออะไร
▪️ศรีออโรบินโดกับวิวัฒนาการของจิตสำนึก:
ศรีออโรบินโดเกิดในปี 1872 ที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบตะวันตกอย่างเต็มที่
บิดาของเขาส่งเขาไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดขวบ โดยมีความตั้งใจให้บุตรชายได้รับการศึกษาชั้นสูงจากสถาบันที่ดีที่สุดของโลกอังกฤษ
ออโรบินโดเรียนที่โรงเรียนเซนต์ปอลในลอนดอน จากนั้นสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยคิงส์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเขาเรียนได้ดีเยี่ยมในสาขาอักษรศาสตร์คลาสสิกและวรรณคดีตะวันตก
ความรู้ด้านภาษากรีก ละติน อังกฤษ และฝรั่งเศสที่เขาสั่งสมจากเคมบริดจ์นี้เองที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดปรัชญาอินเดียสู่โลกตะวันตกในเวลาต่อมา
แม้ได้รับการศึกษาจากอังกฤษอย่างเต็มที่ แต่ออโรบินโดเลือกที่จะกลับอินเดียในปี 1893 ด้วยความตั้งใจจะทำงานรับใช้บ้านเกิดเมืองนอน
เขารับราชการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยบาโรดา และใช้ชีวิตตามแบบแผนของปัญญาชนตะวันตกอย่างเต็มตัว จนกระทั่งการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของอินเดียเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น
.
ออโรบินโดเริ่มมีบทบาททางการเมืองอย่างจริงจัง เขาเขียนบทความปลุกระดมความรักชาติในหนังสือพิมพ์ของตนเอง และสนับสนุนให้ชาวอินเดียลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของอังกฤษอย่างเปิดเผย จนถูกทางการอังกฤษจับกุมในข้อหาปลุกระดมในปี 1908
ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำอลิปอร์ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองของอังกฤษ ออโรบินโดประสบกับการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างลึกซึ้งที่สุดของชีวิต
เขาเล่าในภายหลังว่า ในระหว่างที่อยู่ในคุก เขาใช้เวลาหมดไปกับการศึกษาคัมภีร์ภควัทคีตาและฝึกสมาธิอย่างจริงจัง จนได้สัมผัสกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงมุมมองต่อชีวิตของเขาทั้งหมด
จากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ กลายเป็นผู้ที่มองเห็นว่า การปลดปล่อยที่แท้จริงของมนุษย์คือการปลดปล่อยจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงการปลดปล่อยทางการเมืองเท่านั้น
.
เมื่อพ้นจากคุกแล้ว ออโรบินโดละทิ้งงานการเมืองทั้งหมดและย้ายไปตั้งสำนักปฏิบัติธรรมที่เมืองปอนดิเชอรีซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของอินเดียที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทางการอังกฤษคุกคามต่อไป
สำนักปฏิบัติธรรมของออโรบินโดที่ปอนดิเชอรีกลายเป็นศูนย์กลางของแนวคิดเรื่องการบูรณาการโยคะเข้ากับวิวัฒนาการของมนุษยชาติทั้งหมด เขาเรียกแนวทางของตนเองว่า "อินทิกรัลโยคะ" หรือโยคะแบบบูรณาการ ซึ่งแตกต่างจากโยคะดั้งเดิมที่มุ่งเน้นการหลุดพ้นจากโลกเพียงอย่างเดียว
อินทิกรัลโยคะของออโรบินโดมุ่งเน้นการยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์ให้สูงขึ้นเพื่อที่จะนำพาการเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกวัตถุด้วย ไม่ใช่เพียงการหนีจากโลกไปสู่ความสงบภายในเท่านั้น
.
รากฐานทางปรัชญาของออโรบินโดตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่องพรหมันซึ่งเป็นความจริงสูงสุดของจักรวาลตามปรัชญาฮินดู แต่เขาไม่ได้มองว่า พรหมันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือโลกและแยกจากโลก หากมองว่า พรหมันคือแก่นแท้ของทุกสิ่งในจักรวาลทั้งหมด รวมทั้งสสารและชีวิตทุกชีวิตด้วย
การวิวัฒนาการในมุมมองของเขาจึงไม่ใช่การที่สิ่งต่ำค่อย ๆ พัฒนาไปสู่สิ่งที่สูงขึ้นอย่างแยกจากกัน หากคือการที่พรหมันซึ่งเป็นแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ในทุกสิ่งค่อย ๆ เผยตัวออกมาให้ประจักษ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านวิวัฒนาการของสสาร สิ่งมีชีวิต และจิตสำนึก
.
▪️ลำดับขั้นวิวัฒนาการของออโรบินโด:
ข้อเสนอสำคัญที่สุดของศรีออโรบินโดคือการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า วิวัฒนาการของโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่การเกิดขึ้นของมนุษย์ หากกำลังดำเนินต่อไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกฎธรรมชาติของจักรวาลทั้งหมด
ลำดับขั้นของวิวัฒนาการที่ออโรบินโดอธิบายไว้มีสี่ขั้นใหญ่ แต่ละขั้นคือการปรากฏของระดับการดำรงอยู่ที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และแต่ละขั้นก็ยังคงมีอยู่ซ้อนทับกันไม่หายไปไหน แม้ขั้นที่สูงกว่าจะปรากฏขึ้นแล้วก็ตาม
.
ขั้นแรกของวิวัฒนาการ คือ การปรากฏของสสารซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของการดำรงอยู่ทั้งหมด สสารคือสิ่งที่มีอยู่โดยไม่มีชีวิต ความรู้สึก จิตสำนึก มันดำรงอยู่ตามกฎฟิสิกส์และเคมีอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการเลือกหรือเจตนาของตนเอง
ขั้นนี้คือรากฐานของทุกสิ่งที่ตามมา เพราะหากไม่มีสสาร ก็ไม่มีที่ให้ชีวิตและจิตสำนึกปรากฏขึ้นได้เลย
ออโรบินโดเน้นว่า แม้สสารจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่ต่ำที่สุดและไกลจากความจริงสูงสุดมากที่สุด แต่มันก็เป็นขั้นแรกที่จำเป็นของกระบวนการเปิดเผยตัวของพรหมันทั้งหมด เพราะพรหมันที่ซ่อนอยู่ในทุกสิ่งต้องเริ่มเผยตัวจากระดับที่หนาแน่นที่สุดก่อนเสมอ
.
ขั้นที่สอง คือ การปรากฏของชีวิตซึ่งเป็นระดับที่เหนือกว่าสสารอย่างมีนัยสำคัญ
ชีวิตคือสิ่งที่มีการเคลื่อนไหวภายในตนเอง มีการสืบพันธุ์ มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม และมีความสามารถในการรักษาสภาพของตนเองไว้ได้
สิ่งมีชีวิตไม่ใช่เพียงก้อนสสารที่เคลื่อนที่ตามกฎฟิสิกส์เท่านั้น หากคือระบบที่ทำงานด้วยตนเองและมีเป้าหมายของการดำรงอยู่ของตนเอง ขั้นของชีวิตคือการเผยตัวของพรหมันในระดับที่สูงขึ้นกว่าสสาร เพราะชีวิตแสดงให้เห็นถึงพลังที่เหนือกว่าความเฉื่อยของสสารทั้งหมด
.
ขั้นที่สาม คือ การปรากฏของจิตใจซึ่งเป็นระดับที่เหนือกว่าชีวิตทั้งหมด
จิตใจคือความสามารถในการรับรู้ คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ จิตใจทำให้สิ่งมีชีวิตไม่เพียงตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมตามสัญชาตญาณเท่านั้น
หากยังสามารถวางแผนอนาคต จดจำอดีต และสร้างความหมายให้กับประสบการณ์ของตนเองได้ จิตใจของมนุษย์คือการเผยตัวของพรหมันในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏบนโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งหมด
.
แต่ขั้นที่สี่ที่จะตามมา คือ การปรากฏของ "ซูเปอร์ไมนด์" หรือจิตสำนึกเหนือมนุษย์ซึ่งเป็นระดับที่เหนือกว่าจิตใจทั้งหมด
ซูเปอร์ไมนด์ในนิยามของออโรบินโดคือระดับของจิตสำนึกที่เข้าถึงความจริงทั้งหมดได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านประสาทสัมผัสหรือการคิดวิเคราะห์ใด ๆ ต่างจากจิตใจที่ต้องเรียนรู้ความจริงทีละส่วนผ่านประสบการณ์และการคิดวิเคราะห์
ซูเปอร์ไมนด์เห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียวอย่างสมบูรณ์ เปรียบเหมือนความแตกต่างระหว่างการอ่านแผนที่ทีละบรรทัดกับการมองเห็นผืนแผ่นดินทั้งหมดจากมุมสูงในคราวเดียว
.
ออโรบินโดเน้นว่า การปรากฏของซูเปอร์ไมนด์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกฎของวิวัฒนาการทั้งหมด เช่นเดียวกับที่การปรากฏของชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากการปรากฏของสสาร และการปรากฏของจิตใจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากการปรากฏของชีวิต
การปรากฏของซูเปอร์ไมนด์ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากการปรากฏของจิตใจฉันใดฉันนั้น มนุษย์ปัจจุบันที่ยังมีเพียงจิตใจที่ต้องคิดวิเคราะห์ทีละขั้นจึงเป็นเพียงขั้นเปลี่ยนผ่านที่รอการก้าวไปสู่ระดับถัดไปเท่านั้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิวัฒนาการแต่อย่างใดทั้งหมดต่อไป
ในมุมมองของออโรบินโด มนุษย์ปัจจุบันเป็นเพียงขั้นเปลี่ยนผ่านของกระบวนการวิวัฒนาการนี้เท่านั้น มนุษย์ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของวิวัฒนาการ หากคือสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างโลกของสัตว์กับโลกของจิตสำนึกเหนือมนุษย์
และการฝึกโยคะเชิงจิตวิญญาณคือเครื่องมือที่ช่วยเร่งวิวัฒนาการนี้ให้เกิดขึ้นจริงในแต่ละบุคคลได้ก่อนที่มนุษยชาติทั้งหมดจะก้าวถึงมันตามธรรมชาติ
ผู้ที่ฝึกฝนอินทิกรัลโยคะอย่างจริงจังจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของจิตใจปกติและเข้าถึงซูเปอร์ไมนด์ได้ก่อนผู้อื่น แล้วผู้ที่เข้าถึงก่อนเหล่านี้จะช่วยนำพามนุษยชาติที่เหลือให้ก้าวไปสู่ระดับเดียวกันในที่สุด
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ ข้อเสนอของออโรบินโดทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาและประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเอง ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ว่า จิตสำนึกเหนือมนุษย์มีอยู่จริง หรือมนุษย์สามารถวิวัฒนาการไปสู่ระดับดังกล่าวได้จริงตามที่เขาอธิบาย
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของออโรบินโดมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อขบวนการจิตวิญญาณทั้งในอินเดียและทั่วโลก และเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis ที่กล่าวถึงในบทความนี้ทั้งหมด
งานเขียนชิ้นสำคัญที่สุดของออโรบินโดคือ The Life Divine ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นชุดระหว่างปี 1939 ถึง 1940 หนังสือเล่มนี้เป็นงานปรัชญาขนาดมหึมาที่อธิบายแนวคิดทั้งหมดของเขาอย่างละเอียดเป็นระบบ และกลายเป็นคัมภีร์สำคัญของสำนักปฏิบัติธรรมที่ปอนดิเชอรีจนถึงปัจจุบัน
ความคิดทั้งหมดที่กล่าวถึงในส่วนนี้สรุปมาจากงานชิ้นนี้เป็นหลัก และผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมควรเปิดอ่านจากต้นฉบับโดยตรงเพื่อความเข้าใจที่ครบถ้วนที่สุด
.
.
▪️เคน วิลเบอร์กับลำดับขั้นของการพัฒนาจิตสำนึก
เคน วิลเบอร์เกิดในปี 1949 ที่เมืองโอคลาโฮมาซิตี สหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักคิดที่ไม่ได้จบการศึกษาทางวิชาการตามเส้นทางแบบดั้งเดิมอย่างนักปรัชญาคนอื่น
หากแต่สร้างระบบความคิดของตนเองขึ้นมาจากการศึกษาอย่างอิสระอย่างกว้างขวางทั้งปรัชญาตะวันออกและตะวันตก ผสมผสานกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการและวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย
จนกลายเป็นนักปรัชญาแนวจิตวิญญาณที่มีผลงานแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมายและมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวงการจิตวิทยาข้ามบุคคล การศึกษาจิตสำนึก และขบวนการจิตวิญญาณร่วมสมัยทั่วโลก
จุดเริ่มต้นของกรอบคิดของวิลเบอร์มาจากการที่เขาสังเกตเห็นว่า ปรัชญาและศาสนาจากทั่วโลกต่างกล่าวถึงพัฒนาการของจิตสำนึกมนุษย์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด แม้จะใช้ภาษาและสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันก็ตาม
ทุกประเพณีล้วนกล่าวถึงการก้าวข้ามจากระดับของจิตสำนึกที่ต่ำกว่าไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ทั้งในศาสนาคริสต์มีแนวคิดเรื่องการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ในศาสนาพุทธมีแนวคิดเรื่องการตรัสรู้ และในศาสนาฮินดูมีแนวคิดเรื่องโมกษะหรือการหลุดพ้น
.
วิลเบอร์มองว่า เบื้องหลังความแตกต่างทางวัฒนธรรมทั้งหมดนี้คือกระบวนการเดียวกันที่เรียกว่าการพัฒนาจิตสำนึกของมนุษย์ และกระบวนการนี้สามารถอธิบายได้ด้วยภาษาที่เป็นระบบและตรวจสอบได้
วิลเบอร์ผสมผสานข้อสังเกตจากปรัชญาโลกเข้ากับงานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการของฌอง ปียาเฌ นักจิตวิทยาชาวสวิสผู้ศึกษาพัฒนาการทางปัญญาของเด็ก และลอว์เรนซ์ โคลเบิร์ก นักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้ศึกษาพัฒนาการทางศีลธรรมของมนุษย์
ปียาเฌพบว่า ความคิดของเด็กพัฒนาผ่านลำดับขั้นที่ชัดเจนจากความคิดแบบยึดตนเองเป็นศูนย์กลางไปสู่ความคิดแบบนามธรรมที่ซับซ้อนขึ้น โคลเบิร์กพบว่า ศีลธรรมของมนุษย์พัฒนาจากการเชื่อฟังเพราะกลัวการลงโทษไปสู่การใช้หลักการทางจริยธรรมที่สูงขึ้น
วิลเบอร์นำข้อค้นพบเหล่านี้มาขยายต่อโดยเสนอว่า พัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การคิดเชิงเหตุผลเท่านั้น หากยังมีขั้นที่สูงขึ้นไปอีกซึ่งเขารวบรวมมาจากประเพณีจิตวิญญาณทั่วโลก
.
▪️ลำดับขั้นของการพัฒนาจิตสำนึกตามกรอบคิดของวิลเบอร์เริ่มจาก
เคน วิลเบอร์เสนอว่า จิตสำนึกของมนุษย์พัฒนาผ่านลำดับขั้นที่ชัดเจน 5 ขั้นใหญ่ แต่ละขั้นคือระดับของความเข้าใจโลกและตนเองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
และแต่ละขั้นก็เป็นรากฐานของขั้นถัดไปเสมอ ลำดับขั้นเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏเฉพาะในมนุษย์ปัจจุบันเท่านั้น หากสะท้อนทั้งพัฒนาการของเด็กแต่ละคนและพัฒนาการของมนุษยชาติทั้งหมดในประวัติศาสตร์ด้วย
.
ขั้นแรก คือ ขั้นของการเอาตัวรอดแบบสัตว์
ซึ่งเป็นระดับจิตสำนึกพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ทารกและบรรพบุรุษดั้งเดิมของมนุษย์ใช้ในการเอาตัวรอดโดยสัญชาตญาณ
ในขั้นนี้ จิตสำนึกยังไม่มีการคิดเชิงนามธรรมใด ๆ มีเพียงการตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของร่างกายเท่านั้น ทั้งความหิว ความกลัว และการสืบพันธุ์
มนุษย์ในขั้นนี้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่มีการวางแผนอนาคต ความทรงจำที่ซับซ้อน และความรู้สึกว่า ตนเองเป็นตัวตนที่แยกจากโลกภายนอกอย่างชัดเจน เป็นระดับจิตสำนึกที่ยังจมอยู่ในโลกของสัญชาตญาณทั้งหมด
.
ขั้นที่สอง คือ ขั้นของการคิดแบบเวทมนตร์
ซึ่งเป็นระดับที่เด็กเล็กและมนุษย์ยุคโบราณเชื่อว่า ความคิดและการกระทำของตนมีพลังวิเศษที่จะส่งผลต่อโลกภายนอกได้โดยตรง
ในขั้นนี้ มนุษย์เริ่มรู้สึกว่า ตนเองเป็นตัวตนที่แยกจากโลกภายนอกแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลอย่างถูกต้อง จึงเชื่อว่า การคิดถึงฝนก็ทำให้ฝนตกได้ หรือการทำร้ายรูปภาพของศัตรูก็ทำร้ายศัตรูตัวจริงได้ เป็นระดับที่จินตนาการกับการรับรู้จริงยังปะปนกันอย่างแยกไม่ออก
.
ขั้นที่สาม คือ ขั้นของการคิดแบบเทพนิยาย
ซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์เชื่อในเทพเจ้าและเรื่องเล่าปรำปรา และใช้ความเชื่อเหล่านี้ในการทำความเข้าใจโลก ในขั้นนี้ มนุษย์เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลมากขึ้น แต่ยังอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยอำนาจของสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งเทพเจ้า วิญญาณ และพลังลึกลับต่าง ๆ เป็นระดับที่ศาสนาและเรื่องเล่าปรำปราเป็นเครื่องมือหลักในการทำความเข้าใจโลกทั้งหมด
.
ขั้นที่สี่ คือ ขั้นของเหตุผลซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์ใช้ตรรกะและการคิดเชิงวิเคราะห์ในการทำความเข้าใจโลก
เป็นระดับที่มนุษย์เริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อดั้งเดิม และแสวงหาคำตอบด้วยการสังเกต การทดลอง และการคิดอย่างเป็นระบบ วิลเบอร์ชี้ว่า ขั้นนี้คือระดับที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันพัฒนามาถึง เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์และสังคมสมัยใหม่ทั้งหมด และเป็นขั้นที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเชื่อแบบงมงายที่ครอบงำมนุษยชาติมานานหลายพันปี
.
ขั้นที่ห้าคือ ขั้น ของการรับรู้ข้ามบุคคลซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์ก้าวพ้นขอบเขตของอัตตาและรู้สึกเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งทั้งหมด
เป็นระดับที่ประเพณีจิตวิญญาณทั่วโลกเรียกว่าการตรัสรู้หรือการหลุดพ้น ในขั้นนี้ มนุษย์ไม่รู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่นและธรรมชาติอีกต่อไป หากรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดอย่างแยกไม่ออก วิลเบอร์เน้นว่า ขั้นนี้ไม่ใช่การถอยกลับไปสู่ขั้นของการคิดแบบเวทมนตร์หรือเทพนิยาย หากแต่เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงที่เหนือกว่าเหตุผลทั้งหมด เพราะผู้ที่เข้าถึงขั้นนี้แล้วยังคงใช้เหตุผลได้อย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ถูกจำกัดด้วยเหตุผลอีกต่อไป
.
วิลเบอร์ชี้ว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันพัฒนามาถึงขั้นของเหตุผลแล้ว แต่ยังมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ก้าวไปสู่ขั้นข้ามบุคคล
เขามองว่า การก้าวไปสู่ขั้นนี้คือขั้นถัดไปของวิวัฒนาการมนุษย์ และจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำมนุษยชาติออกจากวิกฤตทั้งหมดที่กำลังเผชิญอยู่ เพราะปัญหาสำคัญของโลกปัจจุบันทั้งสงคราม การทำลายสิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ล้วนเกิดจากการที่มนุษย์ยังติดอยู่ในระดับจิตสำนึกที่มองว่าตนเองแยกจากผู้อื่น
การก้าวไปสู่ขั้นข้ามบุคคลจะทำให้มนุษย์รู้สึกเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งทั้งหมด และความขัดแย้งทั้งหมดจะหมดความหมายโดยอัตโนมัติ
งานชิ้นสำคัญที่สุดที่วิลเบอร์อธิบายแนวคิดนี้ไว้คือหนังสือ Up from Eden ซึ่งสำนักพิมพ์ Doubleday ตีพิมพ์ในปี 1981
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมดในฐานะกระบวนการพัฒนาจิตสำนึกที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเสนอว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ยังไม่จบลง หากกำลังก้าวไปสู่ขั้นถัดไปที่สูงขึ้นกว่าเดิมทั้งหมด
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ ข้อเสนอของวิลเบอร์ทั้งหมดนี้เป็นกรอบคิดเชิงปรัชญาที่เขาพัฒนาขึ้นจากการผสมผสานความรู้จากหลายสาขา ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ว่า
ลำดับขั้นของการพัฒนาจิตสำนึกตามที่เขาอธิบายมีอยู่จริงทั้งหมด หรือมนุษย์สามารถก้าวไปสู่ขั้นข้ามบุคคลได้จริงตามที่ประเพณีจิตวิญญาณกล่าวไว้
อย่างไรก็ตาม กรอบคิดของวิลเบอร์มีคุณค่าในฐานะการเชื่อมโยงความรู้จากปรัชญาโลกและจิตวิทยาพัฒนาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis ที่กล่าวถึงในบทความนี้ทั้งหมด
ผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมควรเปิดอ่านจากต้นฉบับของวิลเบอร์โดยตรง โดยเฉพาะหนังสือ Up from Eden และ A Brief History of Everything ซึ่งเป็นงานที่อธิบายกรอบคิดทั้งหมดของเขาอย่างละเอียดเป็นระบบที่สุด
และควรอ่านด้วยวิจารณญาณโดยตระหนักว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นกรอบคิดเชิงปรัชญาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลักอย่างเต็มที่แต่อย่างใด
.
▪️ปิแอร์ แตร์ฮาร์ด เดอ ชาร์แด็งกับนูโอสเฟียร์
ปิแอร์ แตร์ฮาร์ด เดอ ชาร์แด็งเกิดในปี 1881 ที่แคว้นโอแวร์ญ ประเทศฝรั่งเศส ในตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีความศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่วัยเด็กเขามีความสนใจทั้งเรื่องธรรมชาติและศาสนาอย่างแรงกล้าควบคู่กันไป
สองความสนใจนี้หล่อหลอมชีวิตของเขาทั้งหมดและกลายเป็นรากฐานของแนวคิดที่เขาพัฒนาในเวลาต่อมา
เขาเข้าศึกษาในคณะเยซูอิตซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกที่เคร่งครัดและให้ความสำคัญกับการศึกษาทางวิชาการอย่างสูง ได้รับการบวชเป็นบาทหลวงในปี 1911 แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อด้านบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยปารีสจนเชี่ยวชาญ
แตร์ฮาร์ดใช้เวลาหลายสิบปีทำงานภาคสนามด้านบรรพชีวินวิทยาในหลายประเทศ ทั้งจีน พม่า อินเดีย และแอฟริกา
เขาเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมการขุดค้นฟอสซิลมนุษย์โบราณที่สำคัญหลายแห่ง และมีส่วนร่วมในการค้นพบ "มนุษย์ปักกิ่ง" ซึ่งเป็นฟอสซิลมนุษย์โบราณที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบ
.
ประสบการณ์ตรงจากการศึกษาฟอสซิลและการเห็นหลักฐานของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตด้วยตนเองทำให้เขามั่นใจว่า วิวัฒนาการเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ในฐานะบาทหลวง เขาก็ยังคงเชื่ออย่างลึกซึ้งว่า วิวัฒนาการทั้งหมดนี้คือแผนการของพระเจ้าที่กำลังเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อทั้งสองนี้ดูขัดแย้งกันในสายตาของคนร่วมสมัย แต่สำหรับแตร์ฮาร์ดแล้ว มันคือสองด้านของความจริงเดียวกันที่ไม่จำเป็นต้องแยกจากกัน
งานชิ้นสำคัญที่สุดของแตร์ฮาร์ดคือ The Phenomenon of Man ซึ่งเขาเขียนเสร็จในช่วงปลายชีวิต แต่คริสตจักรคาทอลิกสั่งห้ามตีพิมพ์ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะเห็นว่าแนวคิดของเขาขัดแย้งกับคำสอนดั้งเดิมมากเกินไป
หนังสือเล่มนี้จึงถูกตีพิมพ์ครั้งแรกหลังเขาเสียชีวิตในปี 1955 โดยจัดพิมพ์โดยเพื่อนสนิทและผู้ติดตามแนวคิดของเขา หลังจากนั้นหนังสือเล่มนี้กลายเป็นงานคลาสสิกที่ถูกแปลเป็นหลายภาษาและมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อนักคิดทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายศาสนาทั่วโลก
.
▪️หัวใจของแนวคิดแตร์ฮาร์ดคือการเสนอว่า วิวัฒนาการของโลกดำเนินมาสามขั้นใหญ่
วิวัฒนาการของโลกดำเนินมาสามขั้นใหญ่ แต่ละขั้นคือการปรากฏของชั้นใหม่ที่ห่อหุ้มโลกไว้ และแต่ละชั้นก็คือการเผยตัวของความซับซ้อนที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ขั้นแรก คือ จีโอสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นของสสารและเปลือกโลกที่ไม่มีชีวิต เกิดขึ้นหลังจากการก่อตัวของโลกเมื่อหลายพันล้านปีก่อน
จีโอสเฟียร์คือรากฐานของทุกสิ่งที่ตามมา มันคือชั้นของหิน แร่ธาตุ มหาสมุทร และบรรยากาศที่ประกอบกันเป็นโลกใบนี้ก่อนที่สิ่งมีชีวิตจะถือกำเนิดขึ้น
แตร์ฮาร์ดชี้ว่า แม้จีโอสเฟียร์จะดูเหมือนเป็นเพียงก้อนสสารที่ไม่มีชีวิต แต่มันก็คือขั้นแรกของกระบวนการวิวัฒนาการทั้งหมด เพราะภายในสสารเหล่านี้เองที่พลังแห่งการจัดระเบียบตนเองเริ่มทำงานอย่างเงียบ ๆ เพื่อเตรียมการปรากฏของขั้นถัดไป
.
ขั้นที่สอง คือ ไบโอสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นของสิ่งมีชีวิตที่ปกคลุมพื้นผิวโลกทั้งหมด เกิดขึ้นเมื่อสิ่งมีชีวิตแรกถือกำเนิดขึ้นและแพร่ขยายไปทั่วโลก
ไบโอสเฟียร์คือชั้นบาง ๆ ของชีวิตที่ปกคลุมจีโอสเฟียร์ไว้เหมือนผิวบาง ๆ ที่ห่อหุ้มผลไม้ทั้งหมด
แตร์ฮาร์ดเน้นว่า การปรากฏของไบโอสเฟียร์คือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดของวิวัฒนาการ เพราะสิ่งมีชีวิตแตกต่างจากสสารที่ไม่มีชีวิตอย่างสิ้นเชิง มันมีกระบวนการภายในของตนเอง มีการสืบพันธุ์ มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม และมีวิวัฒนาการที่ทำให้ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง
.
ขั้นที่สาม คือ นูโอสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นของความคิดและจิตสำนึกที่เกิดจากมนุษย์ทั้งหมด
นูโอสเฟียร์คือชั้นของความคิดที่ห่อหุ้มโลกไว้เช่นเดียวกับชั้นบรรยากาศ มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างชั้นนี้ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดอย่างต่อเนื่องผ่านภาษา หนังสือ และเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งหมด
แตร์ฮาร์ดชี้ว่า นูโอสเฟียร์คือขั้นถัดไปของวิวัฒนาการที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราในปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนความคิดและการเชื่อมโยงถึงกันของมนุษย์ทั่วโลกผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารคือการสร้างชั้นของจิตสำนึกรวมที่ห่อหุ้มโลกไว้เช่นเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตเคยสร้างชั้นของชีวิตห่อหุ้มโลกไว้ในอดีต
แตร์ฮาร์ดเชื่อว่า นูโอสเฟียร์กำลังหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมนุษย์ทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นผ่านการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนความรู้
การเชื่อมโยงนี้ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางเทคนิค หากคือกระบวนการวิวัฒนาการของจิตสำนึก ที่นำมนุษยชาติทั้งหมดเข้าหากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
และการรวมตัวนี้จะนำไปสู่จุดสูงสุดที่เขาเรียกว่าจุดโอเมก้า ซึ่งคือการรวมตัวของจิตสำนึกทั้งหมดเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบ
จุดโอเมก้าในนิยามของแตร์ฮาร์ดคือทั้งเป้าหมายของวิวัฒนาการทั้งหมดและพลังที่ดึงดูดให้วิวัฒนาการดำเนินไปข้างหน้า และเขามองว่า จุดโอเมก้านี้คือพระเจ้าในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดนั่นเอง
แนวคิดของแตร์ฮาร์ดถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองฝ่าย นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า เขานำความเชื่อทางศาสนามาปะปนกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์จนทำให้ทั้งสองอย่างปนเปกันไปหมด
ขณะที่นักศาสนาบางคนมองว่า เขาลดทอนพระเจ้าลงเป็นเพียงพลังวิวัฒนาการของธรรมชาติซึ่งขัดแย้งกับคำสอนดั้งเดิมของคริสตจักร
แต่แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองฝ่าย แนวคิดของแตร์ฮาร์ดก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อนักคิดรุ่นหลังจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่พยายามเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับศาสนาเข้าด้วยกัน
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ ข้อเสนอของแตร์ฮาร์ดทั้งหมดนี้เป็นกรอบคิดเชิงปรัชญาที่ผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเชื่อทางศาสนา
ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ว่า นูโอสเฟียร์มีอยู่จริงตามที่เขาอธิบาย หรือจุดโอเมก้าจะเกิดขึ้นจริงตามที่เขาเชื่อ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของแตร์ฮาร์ดมีคุณค่าในฐานะการเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า วิวัฒนาการของโลกอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่การเกิดขึ้นของมนุษย์ หากกำลังดำเนินต่อไปสู่การรวมตัวของจิตสำนึกทั้งหมด และเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis ที่กล่าวถึงในบทความนี้ทั้งหมด
ผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมควรเปิดอ่านจากต้นฉบับของแตร์ฮาร์ดโดยตรง โดยเฉพาะหนังสือ The Phenomenon of Man ซึ่งเป็นงานที่อธิบายแนวคิดทั้งหมดของเขาอย่างละเอียดเป็นระบบที่สุด
และควรอ่านด้วยวิจารณญาณโดยตระหนักว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นกรอบคิดเชิงปรัชญาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลักอย่างเต็มที่แต่อย่างใด
.
ข้อเสนอทั้งสามชิ้นนี้มีที่มาและบริบททางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ออโรบินโดเขียนในบริบทของอินเดียที่กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชและกำลังแสวงหาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง
วิลเบอร์เขียนในบริบทของสังคมอเมริกันหลังยุคฮิปปี้ที่เปิดรับปรัชญาตะวันออกอย่างกว้างขวาง
แตร์ฮาร์ดเขียนในบริบทของยุโรปที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนาอย่างรุนแรง
แต่แม้บริบทจะต่างกัน ข้อเสนอทั้งหมดกลับมีจุดร่วมที่สม่ำเสมออย่างน่าประหลาด นั่นคือการมองว่า มนุษย์กำลังก้าวไปสู่การเข้าถึงความรู้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านประสาทสัมผัสหรือการคิดวิเคราะห์ และการก้าวนี้คือขั้นถัดไปของวิวัฒนาการทั้งหมด
ข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นกรอบคิดเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดที่ยืนยันว่า จิตสำนึกของมนุษย์กำลังวิวัฒนาการไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นจริงตามที่นักคิดเหล่านี้เสนอ
และแนวคิดเรื่องการเข้าถึงความรู้โดยตรงก็ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ข้อเสนอเหล่านี้มีคุณค่าในฐานะการเปิดมุมมองใหม่ให้มนุษย์มองเห็นศักยภาพของตนเองที่สูงขึ้น แต่ต้องไม่ถูกนำไปใช้แทนที่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้
จุดร่วมสำคัญที่สุดของข้อเสนอทั้งหมดคือการมองว่า มนุษย์ปัจจุบันยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิวัฒนาการ หากคือจุดเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่สูงขึ้น และการก้าวข้ามนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าถึงความรู้ที่ละเอียดกว่าประสาทสัมผัสปกติ
มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิดอาคาชิคที่กล่าวถึงมาตลอดทั้งชุดบทความ และเป็นรากฐานสำคัญของภาพของ Homo Spiritualis ที่จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
.
โฆษณา