4 ก.ย. เวลา 07:59 • หนังสือ

ตอนที่ 2 : โฮโม สปิริตชวลิส : มนุษย์ผู้ตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ

Homo Spiritualis: The Spiritually Awakened Human
ส่วนที่ 4: ลักษณะของ Homo Spiritualis ที่ถูกเสนอไว้
นักคิดสายจิตวิญญาณที่กล่าวถึงในส่วนก่อนหน้าได้วาดภาพของมนุษย์ผู้ตื่นรู้ทางจิตวิญญาณไว้อย่างละเอียด ลักษณะที่ถูกเสนอไว้มีห้าประการหลัก แต่ละประการมีรากฐานมาจากแนวคิดของนักคิดแต่ละคน และทั้งหมดรวมกันเป็นภาพของมนุษย์ขั้นถัดไปที่เรียกว่า Homo Spiritualis
.
▪️ลักษณะประการแรก: การรับรู้ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งโดยตรง
การรับรู้ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งโดยตรงเป็นลักษณะแรกและสำคัญที่สุดของ Homo Spiritualis ตามข้อเสนอของนักคิดสายจิตวิญญาณ เพราะมันคือรากฐานที่ลักษณะอื่นทั้งหมดจะงอกเงยตามมา หากปราศจากประสบการณ์นี้ การพัฒนาจิตสำนึกที่เหลือทั้งหมดก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
มนุษย์ปัจจุบันส่วนใหญ่รู้สึกว่า ตนเองคือตัวตนเดี่ยวที่แยกจากผู้อื่นและแยกจากธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกว่า "ฉัน" ถูกจำกัดอยู่ในร่างกายนี้เพียงคนเดียว และ "โลกภายนอก" คือสิ่งที่แยกต่างหากจากเราอย่างเด็ดขาด
ความรู้สึกนี้คือสิ่งที่นักปราชญ์ทุกยุคทุกสมัยเรียกว่า "ภาพลวงตาแห่งการแยก" เพราะมันบดบังความจริงที่ลึกซึ้งกว่าที่ว่า มนุษย์ทุกคนเชื่อมโยงกันในระดับที่ละเอียดกว่าประสาทสัมผัสปกติจะรับรู้ได้
.
ภาพลวงตานี้เองคือรากฐานของความทุกข์ทั้งหมดของมนุษย์ ทั้งความกลัว ความโลภ ความอิจฉา และความขัดแย้งทั้งหมดล้วนเกิดจากการมองว่า ผู้อื่นคือศัตรูที่แยกจากเรา ธรรมชาติคือทรัพยากรที่แยกจากเรา และความคิดของเราคือตัวเราเองทั้งที่มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ผ่านเข้ามาและผ่านไปเท่านั้น
มนุษย์ผู้ตื่นรู้ก้าวพ้นภาพลวงตานี้ด้วยการเข้าถึงประสบการณ์ตรงที่รู้สึกได้ชัดเจนว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด เปรียบเหมือนคลื่นที่ตระหนักว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของมหาสมุทรทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แยกตัวออกไปโดดเดี่ยว คลื่นไม่ได้กลายเป็นมหาสมุทรทั้งหมด และก็ไม่ได้หยุดเป็นคลื่น หากแต่มันรู้ด้วยประสบการณ์ตรงว่า ตัวตนของมันกับมหาสมุทรทั้งหมดไม่เคยแยกจากกันเลยตั้งแต่แรก
ความรู้สึกนี้คือการตื่นจากความฝันของตัวตนที่แยกจากกัน และมองเห็นความจริงว่า ทุกชีวิตเชื่อมโยงกันในระดับที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเนื้อมองเห็น
.
เอ็คฮาร์ต โทลเล อธิบายประสบการณ์นี้ไว้ในหนังสือ A New Earth ซึ่งสำนักพิมพ์ Dutton ตีพิมพ์ในปี 2005 ว่า เป็นการตื่นจากภาพลวงตาของตัวตนที่แยกจากกัน และมองเห็นว่าทุกชีวิตเชื่อมโยงกันในระดับที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเนื้อมองเห็น
โทลเลชี้ว่า ประสบการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความเข้าใจจากตำราหรือความเชื่อที่ถูกสอนต่อกันมา หากคือการเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจากภายในอย่างแท้จริง เมื่อมนุษย์ตื่นขึ้นจากภาพลวงตานี้แล้ว ความรู้สึกแปลกแยกทั้งหมดก็จะหมดไปเองโดยธรรมชาติ เพราะไม่มีใครแปลกแยกจากสิ่งที่ตนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง
.
เคน วิลเบอร์อธิบายประสบการณ์เดียวกันนี้ในกรอบคิดเรื่องการรับรู้ข้ามบุคคลว่า เป็นขั้นที่มนุษย์ก้าวพ้นขอบเขตของอัตตาและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหมด วิลเบอร์ชี้ว่า การก้าวข้ามนี้ไม่ใช่การทำลายอัตตาให้สูญหายไป หากคือการขยายขอบเขตของอัตตาให้กว้างขึ้นจนครอบคลุมทุกสิ่งทั้งหมด
เปรียบเหมือนวงกลมที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวงกลมที่ครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด ขอบเขตของวงกลมยังคงมีอยู่ แต่มันไม่ใช่กำแพงที่กั้นเราจากโลกอีกต่อไป หากคือเส้นแบ่งที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้างต่อทุกสิ่ง
.
ผลกระทบของการเข้าถึงประสบการณ์นี้ต่อชีวิตของมนุษย์ผู้ตื่นรู้นั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ความกลัวผู้อื่นหมดไปเพราะไม่มีใครที่แยกจากเรา ความโลภหมดไปเพราะความมั่งคั่งของส่วนรวมคือความมั่งคั่งของเรา ความอิจฉาหมดไปเพราะความสุขของผู้อื่นคือความสุขของเรา และความขัดแย้งทั้งหมดก็หมดความหมายโดยอัตโนมัติ เพราะการทำร้ายผู้อื่นก็คือการทำร้ายตัวเองนั่นเอง
การเข้าถึงประสบการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงความรู้สึกภายในที่สวยงาม หากคือการเปลี่ยนแปลงรากฐานของพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั้งหมด
ประสบการณ์การรับรู้ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งนี้ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน และคำอธิบายทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาที่นักคิดสายจิตวิญญาณพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์นี้ถูกกล่าวถึงอย่างสม่ำเสมอในประเพณีจิตวิญญาณทั่วโลกมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และความสม่ำเสมอนี้เองที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีน้ำหนักพอจะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเด็ดขาดก็ตาม
.
.
▪️ลักษณะประการที่สอง: การเข้าถึงความรู้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์
การเข้าถึงความรู้โดยตรงเป็นลักษณะที่สองของ Homo Spiritualis ตามข้อเสนอของนักคิดสายจิตวิญญาณ ลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงวิธีรับรู้ความจริงของมนุษย์ทั้งหมด จากที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ทีละขั้นผ่านภาษาและแนวคิด ไปสู่การเห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียวโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการใด ๆ
มนุษย์ปัจจุบันทำความเข้าใจโลกด้วยการใช้เหตุผลซึ่งทำงานผ่านภาษาและแนวคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง กระบวนการนี้มีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ
.
ประการแรก คือข้อจำกัดของภาษาเอง คำพูดและแนวคิดทั้งหมดเป็นเพียงสัญลักษณ์แทนความจริง ไม่ใช่ความจริงโดยตรง เปรียบเหมือนแผนที่ที่ไม่ใช่ผืนแผ่นดินจริง แม้แผนที่จะละเอียดเพียงใด มันก็ไม่สามารถแทนที่ประสบการณ์ตรงของการยืนอยู่บนผืนแผ่นดินนั้นได้
ประการที่สอง คือข้อจำกัดของกระบวนการคิดแบบเป็นลำดับ เหตุผลต้องทำงานทีละขั้นเหมือนการเดินขึ้นบันไดทีละขั้น ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดพร้อมกันได้ในคราวเดียว
ประการที่สาม คือข้อจำกัดของกรอบคิดเดิม มนุษย์ทุกคนมองโลกผ่านเลนส์ของความเชื่อและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ซึ่งบิดเบือนการรับรู้ความจริงทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว
.
การเข้าถึงความรู้โดยตรงก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งหมดนี้ด้วยการที่มนุษย์ผู้ตื่นรู้เห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียวโดยไม่ต้องผ่านภาษา แนวคิด หรือการคิดวิเคราะห์ใด ๆ
ศรีออโรบินโดเรียกความสามารถนี้ว่า "ซูเปอร์ไมนด์" หรือจิตสำนึกเหนือมนุษย์ ซึ่งเป็นระดับของจิตสำนึกที่เหนือกว่าเหตุผลทั้งหมด ในระดับนี้ ความรู้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการคิดทีละขั้น หากแต่ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทันทีราวกับแสงสว่างที่ส่องให้เห็นทุกสิ่งพร้อมกันโดยไม่ต้องค่อย ๆ มองทีละส่วน
การเข้าถึงความรู้โดยตรงนี้เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ทั้งหมด มนุษย์ปัจจุบันต้องพึ่งพาการเรียนรู้จากภายนอกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การฟังคำสอน หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ทั้งหมดคือกระบวนการสะสมความรู้จากแหล่งภายนอกเข้าสู่ตนเอง แต่มนุษย์ผู้ตื่นรู้สามารถเข้าถึงความรู้จากภายในตนเองได้โดยตรง เพราะตามความเชื่อของสายจิตวิญญาณ ความรู้ทั้งหมดมีอยู่แล้วในสนามข้อมูลของจักรวาลหรืออาคาชิค และจิตที่ละเอียดพอจะสามารถอ่านข้อมูลนี้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านแหล่งเรียนรู้ภายนอกใด ๆ
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ การเข้าถึงความรู้โดยตรงนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เพราะมันเป็นประสบการณ์เชิงอัตวิสัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติแต่ละคน และไม่สามารถทำซ้ำหรือวัดผลได้อย่างเป็นระบบตามมาตรฐานของวิทยาศาสตร์
ข้อเสนอเรื่องซูเปอร์ไมนด์ของศรีออโรบินโดจึงเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ทำนองนี้ถูกกล่าวถึงอย่างสม่ำเสมอในประเพณีจิตวิญญาณทั่วโลก ทั้งในศาสนาพุทธที่กล่าวถึงญาณทัศนะ ในศาสนาฮินดูที่กล่าวถึงโมกษะ และในปรัชญากรีกโบราณที่กล่าวถึงการเข้าถึงความจริงโดยตรงของผู้รู้แจ้ง ความสม่ำเสมอของข้อกล่าวอ้างข้ามวัฒนธรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาเพิ่มเติมอย่างจริงจังต่อไปในอนาคต
.
.
▪️ลักษณะประการที่สาม: การปราศจากความกลัวพื้นฐานทั้งหมด
ความกลัวเป็นพลังขับเคลื่อนพฤติกรรมมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของความกลัวพื้นฐานสามประการโดยไม่รู้ตัว
ความกลัวเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในจิตใจและบงการการตัดสินใจของมนุษย์ในทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่การเลือกอาชีพ การสร้างความสัมพันธ์ ไปจนถึงการกำหนดเป้าหมายของชีวิตทั้งหมด นักคิดสายจิตวิญญาณเสนอว่า Homo Spiritualis คือมนุษย์ที่ก้าวพ้นความกลัวพื้นฐานทั้งหมดนี้ได้อย่างสมบูรณ์
.
ความกลัวประการแรก คือความกลัวความตายซึ่งเป็นความกลัวพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ทั้งหมด มนุษย์ทุกคนรู้ตั้งแต่เด็กว่าตนเองจะต้องตายในวันหนึ่ง และความรู้นี้คือแหล่งความวิตกกังวลที่ลึกซึ้งที่สุดของชีวิต
มนุษย์พยายามหลีกเลี่ยงความตายด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งการรักษาสุขภาพ การสะสมทรัพย์สินเพื่อความมั่นคง และการแสวงหาศาสนาที่สัญญาว่าจะให้ชีวิตหลังความตาย แต่ความกลัวนี้ก็ยังคงอยู่ใต้จิตสำนึกเสมอ
มนุษย์ผู้ตื่นรู้ก้าวพ้นความกลัวนี้ด้วยประสบการณ์ตรงที่รู้ชัดว่า ร่างกายคือเสื้อคลุมชั่วคราวของจิตสำนึกที่ไม่มีวันดับ เช่นเดียวกับที่คนขับรถไม่ใช่รถ วิญญาณก็ไม่ใช่ร่างกาย เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ความตายก็หมดความน่ากลัวลง เพราะมันเป็นเพียงการถอดเสื้อคลุมเก่าแล้วเดินทางต่อไปของจิตสำนึกเท่านั้น
.
ความกลัวประการที่สอง คือความกลัวการขาดแคลน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนของพฤติกรรมการสะสมและการแข่งขันทั้งหมดของมนุษย์
มนุษย์กลัวว่า ตนเองจะไม่พอใช้ กลัวว่าจะอดอยาก กลัวว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย และกลัวว่าจะไม่มั่นคงทางการเงิน ความกลัวนี้ทำให้มนุษย์สะสมทรัพย์สินเกินความจำเป็น แข่งขันกับผู้อื่นอย่างไม่สิ้นสุด และทำลายธรรมชาติเพื่อแสวงหาความมั่นคงทางวัตถุ
มนุษย์ผู้ตื่นรู้ก้าวพ้นความกลัวนี้ด้วยประสบการณ์ตรงที่รู้ว่า ธรรมชาติของจักรวาลคือความอุดมสมบูรณ์ เมื่อมนุษย์เชื่อมโยงกับทั้งหมดแล้ว ความรู้สึกขาดแคลนก็หมดไป เพราะรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวที่ต้องแย่งชิงจากผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด
.
ความกลัวประการที่สาม คือความกลัวการถูกปฏิเสธ ซึ่งเป็นความกลัวที่ลึกซึ้งที่สุดในความสัมพันธ์ของมนุษย์ มนุษย์กลัวว่า ตนเองจะไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง และกลัวว่าจะไม่มีใครรัก
ความกลัวนี้ทำให้มนุษย์พยายามเอาชนะใจผู้อื่นตลอดเวลา ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับความคาดหวังของสังคม และหวาดกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง มนุษย์ผู้ตื่นรู้ก้าวพ้นความกลัวนี้ด้วยประสบการณ์ตรงที่รู้ว่า คุณค่าของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้อื่น เพราะคุณค่านั้นมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของการเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ไม่ต้องมีใครมาประทับตรารับรองให้
.
การปราศจากความกลัวพื้นฐานทั้งหมดนี้ทำให้มนุษย์ผู้ตื่นรู้ใช้ชีวิตด้วยความมั่นคงภายในที่ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ภายนอก
พวกเขาไม่ถูกบงการด้วยความกลัวอีกต่อไป จึงสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่หวั่นเกรงผลกระทบต่อตนเอง และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในแต่ละขณะโดยไม่ถูกความวิตกกังวลเรื่องอนาคตคอยรบกวน ความมั่นคงภายในเช่นนี้คือรากฐานของอิสรภาพที่แท้จริงทั้งหมด
การปราศจากความกลัวพื้นฐานทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีหลักฐานว่ามีมนุษย์คนใดที่ก้าวพ้นความกลัวทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ตามที่อธิบายไว้
การลดความกลัวลงด้วยการฝึกฝนจิตใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงและตรวจสอบได้จากการวิจัยเรื่องสมาธิและการพัฒนาจิตใจ ความแตกต่างระหว่างข้อเสนอเชิงปรัชญากับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้นี้คือสิ่งสำคัญที่ผู้อ่านต้องแยกแยะให้ชัดเจนตลอดการอ่านบทความทั้งหมดนี้ต่อไป
.
.
▪️ลักษณะประการที่สี่: การทำงานด้วยความร่วมมือแทนการแข่งขัน
การทำงานด้วยความร่วมมือแทนการแข่งขันเป็นลักษณะที่สี่ของ Homo Spiritualis ตามข้อเสนอของนักคิดสายจิตวิญญาณ
ลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยตรงจากประสบการณ์การรับรู้ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งซึ่งเป็นลักษณะประการแรก หากมนุษย์รู้สึกว่าผู้อื่นคือส่วนหนึ่งของตนเอง การแข่งขันเพื่อเอาชนะผู้อื่นก็หมดความหมายโดยอัตโนมัติ เพราะการเอาชนะส่วนหนึ่งของตนเองไม่ได้นำมาซึ่งชัยชนะใด ๆ หากนำมาซึ่งความสูญเสียของตนเองทั้งสิ้น
สังคมปัจจุบันถูกจัดวางอยู่บนรากฐานของการแข่งขันทั้งหมด ระบบการศึกษาสอนให้เด็กแข่งขันกันสอบเพื่อเข้าสู่สถาบันที่ดีที่สุด ระบบเศรษฐกิจสร้างการแข่งขันระหว่างธุรกิจเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ระบบการเมืองตั้งอยู่บนการแข่งขันระหว่างพรรคเพื่อแย่งชิงอำนาจ
แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็เต็มไปด้วยการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบว่า ใครมีฐานะดีกว่า ใครประสบความสำเร็จมากกว่า และใครมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบกว่า การแข่งขันทั้งหมดนี้เป็นผลโดยตรงจากความรู้สึกว่า ตนเองแยกจากผู้อื่น และความสุขของเราต้องได้มาจากการเอาชนะผู้อื่นเท่านั้น
.
นักคิดสายจิตวิญญาณชี้ว่า ความรู้สึกเช่นนี้คือภาพลวงตา และเมื่อมนุษย์ตื่นจากภาพลวงตานี้แล้ว การแข่งขันทั้งหมดจะหมดความหมายโดยอัตโนมัติ
มนุษย์ผู้ตื่นรู้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความสุขของผู้อื่นคือความสุขของตนเอง ความทุกข์ของผู้อื่นคือความทุกข์ของตนเอง และการทำร้ายผู้อื่นก็คือการทำร้ายตัวเอง การร่วมมือเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกที่ดีที่สุด หากคือทางเลือกเดียวที่สมเหตุสมผลทั้งหมด
เปรียบเหมือนเซลล์ในร่างกายเดียวกันที่ทำงานร่วมกันเพื่อความอยู่รอดของร่างกายทั้งหมด ไม่มีเซลล์ใดพยายามเอาชนะเซลล์อื่นเพื่อความเจริญของตนเองแต่เพียงลำพัง เพราะความเจริญของเซลล์หนึ่งที่แลกมาด้วยความเสื่อมของเซลล์อื่นคือความเสื่อมของร่างกายทั้งหมดนั่นเอง
.
สังคมของมนุษย์ผู้ตื่นรู้จึงเป็นสังคมที่ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับด้วยกฎหมายหรือศีลธรรม หากเพราะการช่วยเหลือผู้อื่นคือการช่วยเหลือตนเอง และการร่วมมือคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความเจริญร่วมกันทั้งหมด
ระบบการศึกษาในสังคมเช่นนี้จะไม่สอนให้เด็กแข่งขันกัน หากสอนให้ร่วมมือกันเรียนรู้และช่วยเหลือกันเติบโต ระบบเศรษฐกิจจะไม่ตั้งอยู่บนการแย่งชิงผลประโยชน์ หากตั้งอยู่บนการแบ่งปันและการสร้างคุณค่าร่วมกัน ระบบการเมืองจะไม่ใช่สนามรบของพรรคการเมือง หากคือพื้นที่ของการร่วมกันตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งหมด
การเปลี่ยนแปลงจากสังคมแห่งการแข่งขันไปสู่สังคมแห่งความร่วมมือเช่นนี้เป็นภาพที่นักคิดสายจิตวิญญาณวาดไว้ และยังไม่มีหลักฐานว่าสังคมเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ทั้งหมดในอนาคตอันใกล้
.
มีตัวอย่างรูปธรรมจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถร่วมมือกันได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อรู้สึกเชื่อมโยงกันและมีเป้าหมายร่วมกัน การร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การช่วยเหลือกันในยามเกิดภัยพิบัติ และการแบ่งปันความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยไม่หวังผลตอบแทน
ล้วนเป็นตัวอย่างของการร่วมมือที่เกิดขึ้นได้จริงแม้ในโลกที่ยังเต็มไปด้วยการแข่งขัน ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ศักยภาพของการร่วมมือมีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เพียงแต่ถูกบดบังด้วยความรู้สึกแปลกแยกและความกลัวเท่านั้น
การก้าวไปสู่สังคมแห่งความร่วมมือจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการพัฒนาจิตสำนึกของมนุษย์จำนวนมากพอที่จะมองเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งทั้งหมด
และการพัฒนานี้คือสิ่งที่แนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis พยายามชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้จริงแม้จะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม ประเด็นนี้จะกล่าวถึงอย่างละเอียดต่อไปในส่วนของผลกระทบเชิงสังคมของแนวคิดนี้ในลำดับถัดไปของบทความทั้งหมดนี้ต่อไปอีกครั้งหนึ่งต่อไป
.
.
▪️ลักษณะประการที่ห้า: การใช้เทคโนโลยีอย่างมีปัญญา
การใช้เทคโนโลยีอย่างมีปัญญาเป็นลักษณะประการที่ห้าและเป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบันมากที่สุดในบรรดาลักษณะทั้งหมดของ Homo Spiritualis
เพราะเทคโนโลยีคือพลังที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น และเป็นพลังที่กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ทุกคนอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่สังคมจะตั้งรับได้ทัน นักคิดสายจิตวิญญาณเสนอว่า มนุษย์ผู้ตื่นรู้คือผู้ที่มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีอย่างถูกต้องที่สุด โดยไม่ปฏิเสธมันและไม่ตกเป็นทาสของมัน
มนุษย์ปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีในสองรูปแบบสุดขั้ว
รูปแบบแรก คือการบูชาเทคโนโลยีโดยมองว่า เทคโนโลยีคือทางออกของปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติ และการพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งคือหนทางเดียวที่จะนำมนุษย์ไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ผู้ที่อยู่ในขั้วนี้มักละเลยผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี ทั้งการเสพติดหน้าจอ การสูญเสียความเป็นส่วนตัว และการที่เทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมและแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์
.
รูปแบบที่สองคือการต่อต้านเทคโนโลยีโดยมองว่า เทคโนโลยีคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด และการถอยกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมคือทางออกเดียวของมนุษยชาติ ผู้ที่อยู่ในขั้วนี้มักละเลยประโยชน์มหาศาลของเทคโนโลยี ทั้งการรักษาโรค การเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และการปลดปล่อยมนุษย์จากงานที่อันตรายและซ้ำซาก
.
มนุษย์ผู้ตื่นรู้ก้าวพ้นกับดักทั้งสองขั้วนี้ด้วยการมองเห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่มีคุณค่าเป็นกลางในตัวเอง มันสามารถใช้เพื่อการเยียวยาหรือเพื่อการทำลายล้างก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ทั้งหมด
เทคโนโลยีจึงต้องถูกกำกับด้วยปัญญาและศีลธรรมเสมอ ไม่ใช่ถูกปล่อยให้พัฒนาและใช้อย่างเสรีโดยไม่มีกรอบคิดที่ถูกต้องรองรับ และมนุษย์ผู้ตื่นรู้รู้ว่าเมื่อใดควรใช้เทคโนโลยีและเมื่อใดควรหยุดพักจากการใช้มัน เพราะพวกเขามีสติเพียงพอจะเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อจิตใจไม่แพ้การปฏิเสธมันทั้งหมด
.
การใช้เทคโนโลยีอย่างมีปัญญาในความหมายของ Homo Spiritualis มีหลายมิติ
มิติแรกคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเยียวยาและการปลดปล่อยมนุษย์จากงานที่ซ้ำซากและอันตราย เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวินิจฉัยโรค การใช้เครื่องจักรทำงานที่เสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์ และการใช้ระบบอัตโนมัติจัดการงานที่ทำซ้ำไม่รู้จบ เพื่อให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสำหรับการพัฒนาจิตใจและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง
มิติที่สองคือการใช้เทคโนโลยีอย่างพอดีโดยรู้ว่า เมื่อใดควรหยุดและกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติและผู้คนรอบข้างอย่างแท้จริง
มิติที่สามคือการไม่ยอมให้เทคโนโลยีมาควบคุมชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอัลกอริทึมที่กำหนดสิ่งที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย หรือระบบติดตามพฤติกรรมที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของเรา มนุษย์ผู้ตื่นรู้ตระหนักถึงอันตรายเหล่านี้และใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันโดยไม่ตกเป็นทาสของมัน
.
.
ตัวอย่างรูปธรรมของการใช้เทคโนโลยีอย่างมีปัญญาปรากฏให้เห็นแล้วในปัจจุบันบางส่วน เช่น การใช้อุปกรณ์ตรวจวัดการนอนเพื่อปรับปรุงคุณภาพการพักผ่อนของตนเอง
การใช้แอปพลิเคชันสอนสมาธิเป็นเครื่องมือเสริมการฝึกฝนโดยไม่ปล่อยให้มันแทนที่การฝึกฝนจริง และการใช้เทคโนโลยีสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงกับผู้คนที่อยู่ห่างไกลโดยไม่ปล่อยให้มันแทนที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริง ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือ ไม่ใช่ในฐานะนายที่ควบคุมชีวิตของเรา
การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีเช่นนี้เป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะเรียนรู้วิธีใช้มันอย่างถูกต้องได้ทัน
การฝึกฝนสติและปัญญาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และเป็นเหตุผลที่การพัฒนาจิตวิญญาณกับการใช้เทคโนโลยีต้องดำเนินไปควบคู่กันเสมอ ไม่ใช่แยกออกจากกันเป็นสองเส้นทางที่ไม่เกี่ยวข้องกันดังที่สังคมปัจจุบันมักมองต่อไป
.
ลักษณะทั้งหมดนี้เป็นภาพที่นักคิดสายจิตวิญญาณวาดไว้จากมุมมองของตนเอง ไม่ใช่ข้อค้นพบจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดที่ยืนยันว่า มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เข้าถึงลักษณะเหล่านี้ได้ครบถ้วนทั้งหมดจริงตามที่อธิบายไว้
ลักษณะเหล่านี้สะท้อนถึงอุดมคติที่มนุษย์จำนวนมากปรารถนาจะไปถึง และเป็นภาพของศักยภาพสูงสุดที่นักคิดเหล่านี้เชื่อว่ามีอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยธรรมชาติ การทำความเข้าใจลักษณะเหล่านี้จึงมีคุณค่าในฐานะเป้าหมายของการพัฒนาตนเอง แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ขั้นถัดไปเช่นนี้มีอยู่จริงหรือจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตก็ตาม
.
.
▪️ส่วนที่ 5: หลักฐานที่ถูกอ้างถึง - อะไรตรวจสอบได้ อะไรยังถกเถียง
ผู้สนับสนุนแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis มักอ้างถึงงานวิจัยหลายชิ้นเพื่อสนับสนุนข้อเสนอของตน งานวิจัยเหล่านี้มีทั้งส่วนที่ตรวจสอบได้จริงและส่วนที่การตีความยังเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง การแยกแยะระหว่างสองส่วนนี้อย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การประเมินแนวคิดทั้งหมดเป็นไปอย่างมีเหตุผลและสมดุลที่สุด
▪️งานวิจัยของเดวิดสันและโกลแมน: หลักฐานที่ตรวจสอบได้แต่ต้องไม่ตีความเกินเลย
ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน และแดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากงานเขียนเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ร่วมกันสรุปผลงานวิจัยที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษไว้ในหนังสือ Altered Traits ซึ่งสำนักพิมพ์ Avery ตีพิมพ์ในปี 2017
งานชิ้นนี้คือการรวบรวมหลักฐานที่เข้มงวดที่สุดชิ้นหนึ่งว่าด้วยผลของการฝึกสมาธิต่อสมองมนุษย์ และเป็นงานที่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญในวงการประสาทวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง
.
.
ข้อค้นพบที่ตรวจสอบได้จากงานของพวกเขามีสามประการหลัก
ประการแรก คือ การฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอทำให้เกิดการเพิ่มความหนาแน่นของเนื้อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสนใจและการควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะบริเวณ prefrontal cortex และ hippocampus ซึ่งเป็นสมองส่วนที่รับผิดชอบการตัดสินใจและการจัดการอารมณ์ ข้อค้นพบนี้วัดได้ด้วยเครื่องมือสแกนสมอง MRI และทำซ้ำได้ในหลายห้องปฏิบัติการทั่วโลก
ประการที่สอง คือ การฝึกสมาธิช่วยลดการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและความวิตกกังวล โดยเฉพาะ amygdala ซึ่งเป็นศูนย์กลางการตอบสนองต่อความกลัว ผู้ฝึกสมาธิเป็นประจำมีระดับการทำงานของ amygdala ต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเครียด
ประการที่สาม คือ การฝึกสมาธิเพิ่มความเชื่อมโยงของโครงข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่าง prefrontal cortex กับ insula ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
.
ข้อค้นพบทั้งสามประการนี้มีสถานะเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะผ่านเงื่อนไขสำคัญของวิทยาศาสตร์ครบถ้วน ทั้งการตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญ การทำซ้ำได้ในหลายห้องปฏิบัติการโดยนักวิจัยอิสระ และการวัดผลด้วยเครื่องมือที่เป็นกลางไม่ต้องอาศัยการรายงานตามความรู้สึกของผู้ถูกวิจัยเพียงอย่างเดียว
งานวิจัยนี้พิสูจน์เพียงว่า การฝึกสมาธิเปลี่ยนแปลงสมองได้จริงเท่านั้น มันไม่ได้พิสูจน์ว่าจิตสำนึกของมนุษย์กำลังวิวัฒนาการไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น และไม่ได้พิสูจน์ว่ามนุษย์กำลังกลายเป็น Homo Spiritualis ตามที่นักคิดสายจิตวิญญาณเสนอไว้แม้แต่น้อย
.
เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับการตีความต้องถูกขีดไว้อย่างชัดเจนในจุดนี้ ข้อเท็จจริงคือ สมองของผู้ฝึกสมาธิเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างวัดได้จริง
การตีความเกินเลยคือ การสรุปจากข้อเท็จจริงนี้ว่า มนุษย์กำลังวิวัฒนาการทางจิตสำนึก หรือมนุษย์กำลังก้าวสู่ขั้นถัดไปของสายพันธุ์
การตีความเช่นนี้ไม่มีหลักฐานรองรับเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงของสมองจากการฝึกฝนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับทักษะทุกประเภทของมนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะสมาธิเท่านั้น นักดนตรีที่ฝึกเล่นดนตรีเป็นประจำก็มีสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟัง และการเคลื่อนไหวนิ้วมือหนาแน่นขึ้นกว่าคนทั่วไป
นักขับแท็กซี่ลอนดอนที่ต้องจดจำเส้นทางมหาศาลก็มี hippocampus ใหญ่ขึ้นกว่าคนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงของสมองจากการฝึกฝนจึงเป็นกลไกปกติของสมองมนุษย์ที่เรียกว่า neuroplasticity ไม่ใช่หลักฐานของวิวัฒนาการของสายพันธุ์แต่อย่างใด
.
การสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงของสมองจากการฝึกสมาธิคือหลักฐานของวิวัฒนาการของจิตสำนึก จึงเป็นการก้าวข้ามจากข้อเท็จจริงไปสู่ความเชื่อโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ผู้อ่านต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างสองสิ่งนี้ ข้อเท็จจริงเรื่องการฝึกสมาธิเปลี่ยนแปลงสมองได้จริงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้อย่างมั่นใจเต็มที่ แต่การตีความว่า ข้อเท็จจริงนี้คือหลักฐานของ Homo Spiritualis เป็นการตีความที่เกินเลยจากข้อค้นพบเดิม และต้องถูกมองว่าเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์
การแยกแยะเช่นนี้ไม่ใช่การดูแคลนคุณค่าของการฝึกสมาธิ ตรงกันข้าม มันคือการรักษาความน่าเชื่อถือของหลักฐานทั้งหมดไว้ให้บริสุทธิ์ที่สุด เพื่อที่ประโยชน์อันแท้จริงของการฝึกสมาธิจะไม่ถูกบดบังด้วยการกล่าวอ้างที่เกินจริง
และเพื่อที่การถกเถียงเรื่อง Homo Spiritualis จะดำเนินไปบนพื้นฐานของความจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ปะปนกับข้อเท็จจริงอย่างแยกไม่ออกต่อไป
.
.
▪️งานวิจัยประสบการณ์ใกล้ตาย: ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้กับการตีความที่ยังถกเถียง
เรย์มอนด์ มูดี้ จิตแพทย์ชาวอเมริกัน เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาประสบการณ์ใกล้ตายอย่างเป็นระบบคนแรกของโลก เขาบันทึกกรณีศึกษาของผู้ที่หัวใจหยุดเต้นแล้วฟื้นกลับมามีชีวิตจำนวนมากไว้ในหนังสือ Life After Life ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1975
หนังสือเล่มนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างจริงจังในวงการแพทย์และจิตวิทยา และทำให้คำว่า "ประสบการณ์ใกล้ตาย" หรือ Near-Death Experience กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก
พิม ฟาน ลอมเมล แพทย์โรคหัวใจชาวดัตช์ ยกระดับการศึกษาเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการทำวิจัยอย่างเป็นระบบในหนังสือ Consciousness Beyond Life ซึ่งสำนักพิมพ์ HarperOne ตีพิมพ์ในปี 2010
ฟาน ลอมเมลไม่ได้เพียงรวบรวมกรณีศึกษาแบบมูดี้ หากแต่ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่หัวใจหยุดเต้นและฟื้นกลับมามีชีวิตจำนวนหลายร้อยรายอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสัมภาษณ์ผู้ป่วยทุกคนด้วยแบบสอบถามมาตรฐานเดียวกัน งานของเขาถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำของยุโรป และกลายเป็นงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดชิ้นหนึ่งในสาขานี้
.
ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากงานทั้งสองชิ้นมีอยู่จริงอย่างไม่อาจปฏิเสธ นั่นคือ มีผู้ป่วยจำนวนมากที่หัวใจหยุดเต้นแล้วฟื้นกลับมารายงานประสบการณ์คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด
ทั้งการรู้สึกว่าตนเองออกจากร่างและมองเห็นร่างกายของตนเองจากมุมสูง การเดินทางผ่านอุโมงค์มืดไปสู่แสงสว่างที่อบอุ่น การพบกับบุคคลอันเป็นที่รักที่เสียชีวิตไปแล้ว และความรู้สึกสงบสุขอย่างลึกซึ้งที่เกินกว่าคำบรรยายใด ๆ ความสม่ำเสมอของประสบการณ์เหล่านี้ข้ามวัฒนธรรมและศาสนาเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากบันทึกการสัมภาษณ์และแบบสอบถามที่ทำอย่างเป็นระบบ
การตีความว่าประสบการณ์เหล่านี้คือหลักฐานของจิตสำนึกที่แยกจากร่างกายได้นั้นยังเป็นที่ถกเถียงอย่างรุนแรงในวงการวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนจนถึงปัจจุบัน
.
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเสนอว่า ประสบการณ์ทั้งหมดเกิดจากการทำงานของสมองในภาวะขาดออกซิเจนและการหลั่งสารเคมีในระบบประสาทโดยไม่ต้องอ้างถึงจิตสำนึกที่แยกจากร่างกายเลย
ข้อเสนอนี้มีหลักฐานสนับสนุนที่ตรวจสอบได้จริง เช่น การทดลองกับนักบินที่ถูกทำให้หมดสติด้วยแรงเหวี่ยงสูงพบว่า พวกเขารายงานประสบการณ์คล้ายคลึงกับประสบการณ์ใกล้ตายหลายอย่าง ทั้งการเห็นแสงสว่างและการรู้สึกเหมือนออกจากร่าง การทดลองกับสารเคมีบางชนิดก็พบว่า สามารถกระตุ้นประสบการณ์คล้ายคลึงกันได้ในห้องปฏิบัติการ
ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า สมองในภาวะวิกฤตสามารถสร้างประสบการณ์ทั้งหมดที่เรียกว่าประสบการณ์ใกล้ตายขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องมีจิตสำนึกแยกจากร่างกายแต่อย่างใด
.
ในทางตรงกันข้าม ฟาน ลอมเมลและผู้สนับสนุนการตีความว่าจิตสำนึกแยกจากร่างกายได้ชี้ว่า มีกรณีผู้ป่วยบางรายที่รายงานประสบการณ์ใกล้ตายในช่วงเวลาที่สมองไม่มีการทำงานใด ๆ เลย ซึ่งขัดแย้งกับคำอธิบายที่ว่าประสบการณ์เหล่านี้เกิดจากการทำงานของสมองโดยตรง
ข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนักพอสมควร แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่า การยืนยันว่าสมองไม่ทำงานในช่วงเวลานั้นอย่างสมบูรณ์ทำได้ยากในทางปฏิบัติ และการรายงานของผู้ป่วยก็เป็นเพียงความทรงจำย้อนหลังซึ่งไม่สามารถยืนยันความแม่นยำได้อย่างสมบูรณ์
ข้อสรุปที่หนักแน่นที่สุดที่กล่าวได้ในประเด็นนี้คือ งานวิจัยประสบการณ์ใกล้ตายเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในส่วนของการมีอยู่ของประสบการณ์เหล่านี้ แต่การตีความว่าประสบการณ์เหล่านี้คือหลักฐานของจิตสำนึกที่แยกจากร่างกายได้ ยังเป็นที่ถกเถียงอย่างรุนแรงและไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน งานวิจัยนี้จึงไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis ได้อย่างหนักแน่นแต่อย่างใด
.
การตีความประสบการณ์ใกล้ตายว่าเป็นหลักฐานของวิวัฒนาการของจิตสำนึกหรือการมีอยู่ของจิตสำนึกที่แยกจากร่างกาย จึงเป็นการตีความที่เกินเลยจากหลักฐานเดิม และต้องถูกมองว่าเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ผู้อ่านต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้กับการตีความที่ยังถกเถียง เพื่อไม่ให้หลงเชื่อข้อกล่าวอ้างที่เกินเลยจากหลักฐานทั้งหมดนี้ต่อไป
การแยกแยะเช่นนี้ไม่ใช่การปฏิเสธคุณค่าของประสบการณ์ใกล้ตายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันคือการรักษาความจริงทั้งหมดไว้ให้ครบถ้วน ทั้งความจริงที่ว่า ประสบการณ์เหล่านี้มีอยู่จริงและสมควรได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง และความจริงที่ว่า การตีความประสบการณ์เหล่านี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน การยอมรับทั้งสองความจริงนี้คือท่าทีที่ซื่อสัตย์ที่สุดต่อหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ต่อไปอีกครั้งหนึ่งต่อไป
.
.
▪️งานวิจัยของอีเลน อารอน: ความไวสูงคือข้อเท็จจริง แต่เผ่าพันธุ์ใหม่คือการตีความเกินเลย
อีเลน อารอน เป็นนักจิตวิทยาคลินิกชาวอเมริกันผู้บุกเบิกการศึกษาภาวะไวต่อสิ่งแวดล้อมสูงหรือ Highly Sensitive Person อย่างเป็นระบบ เธอสรุปผลงานวิจัยหลายทศวรรษของตนไว้ในหนังสือ The Highly Sensitive Child ซึ่งสำนักพิมพ์ Broadway Books ตีพิมพ์ในปี 2002
งานของเธอคือรากฐานสำคัญของการทำความเข้าใจเด็กที่มีความไวสูง และเป็นงานวิจัยที่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญอย่างกว้างขวางในวงการจิตวิทยาพัฒนาการ
.
ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากงานของอารอนมีหลายประการ
ประการแรก คือ ภาวะไวต่อสิ่งแวดล้อมสูงเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่พบได้ในประชากรทั่วไปราวร้อยละ 15 ถึง 20 ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขนี้พบสม่ำเสมอในมนุษย์ทั่วโลกและในสัตว์หลายชนิด ตั้งแต่ปลา นก ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นักชีววิทยาเชื่อว่า ลักษณะนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในประชากรเพราะมีประโยชน์ต่อการอยู่รอดของกลุ่ม สัตว์และมนุษย์ที่มีความไวสูงทำหน้าที่เป็นหน่วยระวังภัยที่สังเกตเห็นอันตรายหรือโอกาสที่คนอื่นมองข้ามก่อนใครเสมอ
ประการที่สอง คือ ลักษณะนี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ลักษณะใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเด็กยุคปัจจุบัน การศึกษาเด็กที่มีความไวสูงพบว่า ลักษณะนี้ปรากฏในเด็กทุกวัฒนธรรมทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอมาตลอดประวัติศาสตร์
ประการที่สาม คือ เด็กที่มีความไวสูงมีระบบประสาทที่ประมวลผลข้อมูลอย่างละเอียดลึกซึ้งกว่าปกติ พวกเขาสังเกตเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองข้าม รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ไว ตั้งคำถามลึกซึ้ง และถูกกระตุ้นง่ายในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือเสียงดัง
.
ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้จากงานวิจัยที่ผ่านการตรวจทานและทำซ้ำได้จริง อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวอย่างหนักแน่นและตรงไปตรงมาว่า งานของอารอนพิสูจน์เพียงว่า ภาวะไวสูงเป็นลักษณะทางพันธุกรรมตามธรรมชาติเท่านั้น มันไม่ได้พิสูจน์ว่า เด็กที่มีความไวสูงคือเผ่าพันธุ์ใหม่ หรือคือหลักฐานของ Homo Spiritualis แต่อย่างใด
นักเขียนแนวจิตวิญญาณหลายคนนำลักษณะที่อารอนอธิบายไว้ไปเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง "เด็กยุคใหม่" หรือ "เด็กอินดิโก" โดยชี้ว่า ลักษณะความไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น การตั้งคำถามกับกฎเกณฑ์ และความสนใจเรื่องจิตวิญญาณที่พบในเด็กที่มีความไวสูงตรงกับลักษณะของเด็กยุคใหม่ตามที่พวกเขาอธิบายไว้ การเชื่อมโยงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทำได้และมีเหตุผลรองรับในระดับหนึ่ง เพราะลักษณะภายนอกหลายอย่างตรงกันจริง
.
แต่การสรุปว่า เด็กที่มีความไวสูงคือเผ่าพันธุ์ใหม่หรือคือ Homo Spiritualis นั้นเป็นการตีความที่เกินเลยจากข้อค้นพบเดิมอย่างชัดเจน เพราะงานของอารอนอธิบายความไวสูงว่าเป็นความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย
เธอไม่ได้เสนอว่า ลักษณะนี้คือหลักฐานของวิวัฒนาการของจิตสำนึก และไม่ได้เสนอว่า เด็กที่มีความไวสูงคือมนุษย์ขั้นถัดไปแต่อย่างใด การนำงานของอารอนมาสนับสนุนแนวคิดเรื่องเผ่าพันธุ์ใหม่จึงเป็นการบิดเบือนข้อค้นพบเดิมให้รับใช้ความเชื่อของตนเอง โดยไม่รักษาความซื่อสัตย์ต่อหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่
.
เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับการตีความต้องถูกขีดไว้อย่างชัดเจนในจุดนี้ ข้อเท็จจริงคือ ภาวะไวสูงเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่พบได้จริงและตรวจสอบได้ การตีความเกินเลยคือ การสรุปว่า ลักษณะนี้คือสัญญาณของเผ่าพันธุ์ใหม่หรือ Homo Spiritualis การตีความเช่นนี้ไม่มีหลักฐานรองรับเลย และต้องถูกมองว่าเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาหรือความเชื่อส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์
การแยกแยะเช่นนี้สำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะหากผู้ปกครองเชื่อว่า ลูกของตนคือเด็กยุคใหม่หรือเผ่าพันธุ์ใหม่ พวกเขาอาจละเลยการดูแลที่จำเป็นตามมาตรฐานการแพทย์และจิตวิทยา
หรือในทางตรงกันข้าม พวกเขาอาจกดดันให้ลูกต้องเป็นคนพิเศษตามความคาดหวังของตนโดยไม่จำเป็น การเข้าใจว่า ความไวสูงเป็นเพียงความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติจะช่วยให้ผู้ปกครองดูแลลูกได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามความต้องการที่แท้จริงของเด็ก โดยไม่ต้องพึ่งพาคำอธิบายเหนือธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้น
.
ข้อสรุปที่หนักแน่นที่สุดที่กล่าวได้คือ งานของอารอนเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้และมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเข้าใจเด็ก แต่การนำงานนี้มาสนับสนุนแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis เป็นการตีความที่เกินเลยจากหลักฐานเดิม และต้องถูกแยกออกจากข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนที่สุดเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของการอภิปรายทั้งหมดต่อไป
จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่พิสูจน์ได้ว่า Homo Spiritualis กำลังเกิดขึ้นจริง งานวิจัยทั้งหมดที่ถูกอ้างถึงมีข้อค้นพบที่ตรวจสอบได้จริง แต่การตีความข้อค้นพบเหล่านั้นว่าเป็นหลักฐานของวิวัฒนาการของจิตสำนึกหรือการเกิดขึ้นของมนุษย์ขั้นถัดไป ล้วนเป็นการตีความที่เกินเลยจากหลักฐานเดิมทั้งสิ้น
ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้กับการตีความที่ยังถกเถียงนี้คือหัวใจสำคัญของการประเมินแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis อย่างเป็นธรรม และเป็นสิ่งที่ผู้อ่านทุกคนควรตระหนักอย่างต่อเนื่องตลอดการอ่านบทความทั้งหมดนี้
.
.
▪️ส่วนที่ 6: ข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาแนววัตถุนิยม
แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกถูกท้าทายอย่างจริงจังจากนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาแนววัตถุนิยมหลายคน ข้อโต้แย้งของพวกเขามีน้ำหนักและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่บิดเบือนหรือลดทอนความสำคัญ
ข้อโต้แย้งของนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาแนววัตถุนิยมต่อแนวคิดเรื่องจิตสำนึกที่แยกจากสมองเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ข้อเสนอเรื่อง Homo Spiritualis ต้องเผชิญ ข้อโต้แย้งเหล่านี้มีรากฐานมาจากหลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลและมีน้ำหนักมากพอจะท้าทายความเชื่อเรื่องจิตสำนึกที่แยกจากร่างกายได้อย่างจริงจัง
ริชาร์ด ดอว์กินส์ นักชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอังกฤษผู้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อธิบายข้อโต้แย้งของเขาไว้ในหนังสือ The God Delusion ซึ่งสำนักพิมพ์ Bantam Press ตีพิมพ์ในปี 2006
ดอว์กินส์ยืนกรานด้วยหลักฐานที่หนักแน่นว่า จิตสำนึกเป็นผลผลิตของการทำงานของสมองเท่านั้น และไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า จิตสำนึกสามารถดำรงอยู่หรือทำงานได้โดยแยกจากสมอง
เขามองว่า การเชื่อเรื่องจิตสำนึกที่แยกจากร่างกายคือความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานรองรับ และเป็นการถอยกลับไปสู่ความคิดแบบเหนือธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์ได้ก้าวพ้นมาแล้ว
.
รากฐานของข้อโต้แย้งของดอว์กินส์ตั้งอยู่บนหลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทำลายสมองส่วนใดส่วนหนึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของจิตใจทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัสถูกทำลายจะสูญเสียความสามารถในการสร้างความทรงจำใหม่ทันที ผู้ป่วยที่สมองส่วนหน้าได้รับความเสียหายจะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพอย่างรุนแรง และผู้ป่วยที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษาถูกทำลายจะสูญเสียความสามารถในการพูดและเข้าใจภาษา
หลักฐานทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่า จิตใจไม่ได้เป็นสิ่งลึกลับที่แยกจากสมอง หากคือการทำงานของสมองนั่นเอง หากจิตสำนึกเป็นสิ่งที่แยกจากสมองได้จริง การทำลายสมองก็ไม่ควรส่งผลต่อจิตสำนึก แต่หลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
.
ไมเคิล เชอร์เมอร์ นักจิตวิทยาผู้ก่อตั้งนิตยสาร Skeptic อธิบายข้อโต้แย้งของเขาไว้ในหนังสือ The Believing Brain ซึ่งสำนักพิมพ์ Times Books ตีพิมพ์ในปี 2011
เชอร์เมอร์ชี้ด้วยหลักฐานทางจิตวิทยาการรู้คิดว่า สมองของมนุษย์มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะเห็นรูปแบบในความบังเอิญ และสร้างเรื่องเล่าที่มีความหมายจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย
กลไกนี้เรียกว่า Patternicity และเป็นกลไกที่วิวัฒนาการสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์อยู่รอด เพราะการเห็นรูปแบบในสิ่งเร้าที่คลุมเครือช่วยให้บรรพบุรุษของมนุษย์ตรวจจับผู้ล่าได้เร็วขึ้น แม้บางครั้งจะเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงก็ตาม
กลไกเดียวกันนี้ทำให้มนุษย์เชื่อในปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติได้ง่ายโดยไม่ต้องมีหลักฐานรองรับ ประสบการณ์ที่ถูกตีความว่าเป็นการเข้าถึงความรู้โดยตรงหรือการติดต่อกับมิติจิตวิญญาณ แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการทำงานของสมองที่สร้างประสบการณ์เหล่านั้นขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว
เชอร์เมอร์ย้ำอย่างหนักแน่นว่า การตีความประสบการณ์เหนือธรรมชาติทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวดก่อนที่จะยอมรับว่าเป็นความจริง
.
แดเนียล เดนเน็ตต์ นักปรัชญาชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาของจิตใจ อธิบายข้อโต้แย้งของเขาไว้ในหนังสือ Consciousness Explained ซึ่งสำนักพิมพ์ Little, Brown ตีพิมพ์ในปี 1991
เดนเน็ตต์เสนออย่างเป็นระบบว่า จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ที่แยกจากสมอง หากคือกระบวนการทำงานของสมองที่ซับซ้อนซึ่งเกิดจากการประมวลผลข้อมูลในระดับต่าง ๆ ความรู้สึกว่ามีตัวตนที่แยกจากร่างกายเป็นเพียงภาพลวงตาที่สมองสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปรียบเหมือนภาพลวงตาที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นให้ผู้ใช้รู้สึกว่า มีตัวตนอยู่ภายในระบบ ทั้งที่ความจริงแล้วมีเพียงการประมวลผลข้อมูลที่ทำงานต่อเนื่องกันเท่านั้น ข้อเสนอของเดนเน็ตต์ท้าทายแนวคิดเรื่องจิตสำนึกที่แยกจากสมองโดยตรง และเป็นรากฐานสำคัญของมุมมองวัตถุนิยมต่อจิตใจทั้งหมด
.
.
ข้อโต้แย้งทั้งสามชิ้นนี้มีน้ำหนักอย่างมากและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังโดยไม่บิดเบือนหรือลดทอนความสำคัญ พวกมันชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องจิตสำนึกที่แยกจากสมองซึ่งเป็นรากฐานของข้อเสนอเรื่อง Homo Spiritualis นั้นยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และขัดแย้งกับหลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ
ข้อเสนอเรื่อง Homo Spiritualis จะต้องหาคำตอบที่หนักแน่นเพียงพอต่อข้อโต้แย้งเหล่านี้ได้ จึงจะได้รับการยอมรับอย่างจริงจังในวงการวิทยาศาสตร์ต่อไป
.
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกไม่ได้รับการยอมรับจากกระแสหลักมีหลายประการ
ประการแรก คือการไม่สามารถวัดได้ จิตสำนึกเป็นประสบการณ์เชิงอัตวิสัยที่ไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ
ประการที่สอง คือการไม่สามารถทำซ้ำได้ ประสบการณ์ที่ถูกอ้างว่าเป็นการเข้าถึงความรู้โดยตรงเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถทำซ้ำได้ตามมาตรฐานของการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ประการที่สาม คือการขาดกลไกอธิบาย ยังไม่มีทฤษฎีใดที่อธิบายได้ว่า จิตสำนึกจะวิวัฒนาการไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้อย่างไร หรือการเข้าถึงความรู้โดยตรงทำงานด้วยกลไกใด
ข้อจำกัดทั้งหมดนี้ทำให้แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
.
เหตุผลทางสังคมและวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกมักถูกมองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของความเชื่อทางเลือกที่อยู่นอกกระแสหลักของวิทยาศาสตร์
สถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ตรวจสอบได้และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ มากกว่าข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ การที่แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกไม่ได้รับการยอมรับจึงเป็นผลของทั้งข้อจำกัดทางหลักฐานและสถานะของมันในสังคมวิชาการปัจจุบัน
การนำเสนอข้อโต้แย้งทั้งหมดนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่า แนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis ไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ หากคือประเด็นถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติ
ฝ่ายสนับสนุนมีข้อเสนอที่น่าสนใจและมีคุณค่าเชิงปรัชญา แต่ฝ่ายคัดค้านก็มีหลักฐานและเหตุผลที่หนักแน่นไม่แพ้กัน การประเมินแนวคิดนี้อย่างเป็นธรรมจึงต้องพิจารณาทั้งสองด้านอย่างรอบคอบ และยอมรับว่าความจริงอาจอยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างกลางของข้อถกเถียงทั้งหมดนี้
.
.
▪️ส่วนที่ 7: คำอธิบายทางเลือกเชิงวิทยาศาสตร์
ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่ถูกอ้างว่าเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis สามารถอธิบายได้ด้วยกรอบคิดทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันโดยไม่ต้องอ้างถึงวิวัฒนาการของจิตสำนึกหรืออาคาชิคแต่อย่างใด
การนำเสนอคำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาจะหักล้างความเชื่อของผู้ที่มองว่ามนุษย์กำลังก้าวสู่ขั้นใหม่ หากแต่เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลครบทุกด้านก่อนตัดสินใจด้วยตนเอง
การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ฝึกสมาธิทั่วโลกสามารถอธิบายได้ด้วยความเครียดของชีวิตสมัยใหม่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยแรงกดดันจากการแข่งขัน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมต่อตลอดเวลาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้มนุษย์ไม่เคยได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
.
ผู้คนจำนวนมากหันมาฝึกสมาธิเพราะต้องการเครื่องมือจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าตนเองกำลังก้าวสู่วิวัฒนาการของจิตสำนึก การยอมรับประโยชน์ของสมาธิในวงการแพทย์กระแสหลักก็เป็นผลของการสั่งสมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตามปกติที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธิช่วยลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้จริง
ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นคำอธิบายที่เพียงพอสำหรับการเพิ่มขึ้นของผู้ฝึกสมาธิโดยไม่ต้องพึ่งพาแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis เลย
ลักษณะของเด็กที่ถูกเรียกว่าเด็กยุคใหม่หรือเด็กอินดิโกก็มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ดับเบิลยู โทมัส บอยซ์ ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก อธิบายไว้ในหนังสือ The Orchid and the Dandelion ซึ่งสำนักพิมพ์ Knopf ตีพิมพ์ในปี 2019 ว่า
เด็กที่มีความไวสูงต่อสภาพแวดล้อมเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่พบได้ในประชากรทั่วไปทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ลักษณะใหม่ของเด็กยุคปัจจุบัน
เด็กเหล่านี้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างละเอียดลึกซึ้งกว่าปกติ และต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม พวกเขาจะเบ่งบานอย่างงดงามเกินกว่าเด็กทั่วไป แต่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม พวกเขาก็จะเหี่ยวเฉาและมีปัญหาพัฒนาการได้ง่ายกว่า ลักษณะนี้คือความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติ ไม่ใช่หลักฐานของเผ่าพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด
.
ความสนใจเรื่องจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทุกครั้งที่สังคมเผชิญกับวิกฤตใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม โรคระบาด หรือความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ มนุษย์จะหันมาสนใจเรื่องจิตวิญญาณมากขึ้นเสมอ เพราะความเชื่อทางจิตวิญญาณให้ความหวังและความมั่นคงทางใจในยามที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นหลังสงครามโลกทั้งสองครั้ง ในยุคฮิปปี้ของทศวรรษ 1960 และกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในปัจจุบันหลังการระบาดของโควิด-19 การเพิ่มขึ้นของความสนใจเรื่องจิตวิญญาณจึงเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของมนุษย์ต่อวิกฤต ไม่ใช่สัญญาณของวิวัฒนาการของจิตสำนึกแต่อย่างใด
.
แดเนียล คาห์เนแมน นักจิตวิทยารางวัลโนเบล อธิบายไว้ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ว่า สมองของมนุษย์มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะเห็นรูปแบบในความบังเอิญและสร้างเรื่องเล่าที่มีความหมายจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย
กลไกนี้ทำให้มนุษย์ตีความพัฒนาการปกติของเด็กว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติได้ง่าย ความเสี่ยงของการตีความเช่นนี้คือ การที่ผู้ปกครองมองข้ามความต้องการที่แท้จริงของเด็ก หรือกดดันให้เด็กต้องเป็นคนพิเศษตามความคาดหวังของผู้ใหญ่โดยไม่จำเป็น
.
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดนี้ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของแนวคิดอาคาชิคหรือแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis แต่อย่างใด แม้ปรากฏการณ์ทั้งหมดจะอธิบายได้ด้วยกลไกทางวิทยาศาสตร์จริง มันก็ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มองเห็นธรรมชาติอันลึกซึ้งของตนเอง และได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาจิตใจด้วยความละเอียดอ่อนมากขึ้น
ผู้ที่เชื่อในอาคาชิคก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ทั้งสองมุมมองสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยมองว่าเป็นเพียงการตีความปรากฏการณ์เดียวกันจากมุมที่ต่างกัน
อาคาชิคอธิบายว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจากการตื่นรู้ของวิญญาณ วิทยาศาสตร์อธิบายว่าเกิดจากกลไกทางชีววิทยาและสังคม ทั้งสองคำอธิบายยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะหักล้างกันได้อย่างเด็ดขาด และทั้งสองก็ยอมรับร่วมกันว่า มนุษย์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่สมควรได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน
.
.
▪️ส่วนที่ 8: ธรรมชาติของจิตสำนึก - ข้อถกเถียงทางปรัชญา
การประเมินแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis อย่างลึกซึ้งจำเป็นต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดก่อนว่า จิตสำนึกคืออะไร คำถามนี้เป็นข้อถกเถียงทางปรัชญาที่ยังไม่มีข้อยุติมาเป็นเวลานับพันปี แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปอย่างมหาศาล แต่ธรรมชาติของจิตสำนึกยังคงเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ
.
ข้อถกเถียงเรื่องธรรมชาติของจิตสำนึกแบ่งออกได้เป็นสองขั้วใหญ่
▪️ขั้วแรกมุมมองวัตถุนิยมต่อจิตสำนึก
มุมมองแบบวัตถุนิยมเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ประสาทกระแสหลักทั้งหมด และเป็นมุมมองที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตสำนึกในปัจจุบัน
ภายใต้กรอบคิดนี้ จิตสำนึกคือผลผลิตของการทำงานของสมองทั้งหมด เมื่อสมองตาย จิตสำนึกก็ดับลง ไม่มีวิญญาณ ไม่มีตัวตนที่แยกจากร่างกาย ความคิด ความรู้สึก และความทรงจำทั้งหมดล้วนคือการทำงานของเซลล์ประสาทนับหมื่นล้านเซลล์ที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายมหาศาล ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่เหนือหรือแยกออกจากการทำงานทางกายภาพของสมองได้เลย
หลักฐานที่สนับสนุนมุมมองนี้มีจำนวนมหาศาลและตรวจสอบได้จริงจากงานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ
.
หลักฐานชิ้นแรก……มาจากการศึกษาผู้ป่วยที่มีความเสียหายของสมองเฉพาะส่วน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทำลายสมองส่วนใดส่วนหนึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของจิตใจส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมองบริเวณนั้นเสมอ
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัสถูกทำลายจะสูญเสียความสามารถในการสร้างความทรงจำใหม่ทันที ขณะที่ความทรงจำเก่ายังคงอยู่ได้ ผู้ป่วยที่สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษาได้รับความเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมองจะสูญเสียความสามารถในการพูดหรือเข้าใจภาษา ขณะที่ความสามารถด้านอื่นยังทำงานได้ตามปกติ
ผู้ป่วยที่สมองส่วนหน้าได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุจะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพอย่างรุนแรง จากคนที่สุภาพและควบคุมอารมณ์ได้ กลายเป็นคนหุนหันพลันแล่นและไม่ยับยั้งชั่งใจ
.
หลักฐานชิ้นที่สอง……มาจากการศึกษาด้วยเครื่องมือสแกนสมองสมัยใหม่ เช่น MRI และ PET Scan ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคิด การรู้สึก และการจดจำทุกชนิดมาพร้อมกับการทำงานของสมองบริเวณเฉพาะอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อมนุษย์คิดถึงเรื่องเศร้า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์เศร้าจะทำงานเพิ่มขึ้นอย่างวัดได้ เมื่อมนุษย์จดจำเหตุการณ์ในอดีต สมองส่วนฮิปโปแคมปัสจะทำงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อมนุษย์ตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สมองส่วนหน้าจะทำงานอย่างเข้มข้น ความสม่ำเสมอของการเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ทางจิตใจกับการทำงานของสมองนี้คือหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดว่า จิตใจคือการทำงานของสมองนั่นเอง
.
หลักฐานชิ้นที่สาม……มาจากการศึกษาผลของสารเคมีและยาที่มีต่อจิตใจ ยาหลายชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ความคิด และการรับรู้ของมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญโดยการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองเท่านั้น
ยาแก้ซึมเศร้าที่เพิ่มระดับเซโรโทนินในสมองช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้จริง ยาหลอนประสาทที่เปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อประสาททำให้ผู้ใช้เห็นภาพและเสียงที่ไม่มีอยู่จริง และยาสลบที่กดการทำงานของสมองทำให้ผู้ใช้หมดสติและไม่รับรู้สิ่งใดเลย
หลักฐานทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่า จิตสำนึกทั้งหมดขึ้นอยู่กับการทำงานของสมองโดยตรง หากจิตสำนึกเป็นสิ่งที่แยกจากสมองได้จริง การเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองก็ไม่ควรส่งผลต่อจิตสำนึกอย่างรุนแรงเช่นนี้
.
หลักฐานชิ้นที่สี่……มาจากการศึกษาการทำงานของสมองระหว่างการนอนหลับและการฝัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ในภาวะที่จิตสำนึกปกติดับลงไปแล้ว สมองยังคงทำงานต่อเนื่องและสร้างประสบการณ์การฝันขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีสิ่งเร้าจากภายนอกใด ๆ
การฝันคือหลักฐานที่ชัดเจนว่า สมองสามารถสร้างประสบการณ์ที่รู้สึกเหมือนจริงทั้งหมดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาจิตสำนึกที่แยกจากร่างกายแต่อย่างใด
.
มุมมองวัตถุนิยมจึงไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานรองรับ หากคือข้อสรุปที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ และเป็นมุมมองที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าสอดคล้องกับหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันมากที่สุด
มุมมองวัตถุนิยมก็ยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญที่สุดได้ทั้งหมด นั่นคือคำถามว่า ทำไมการทำงานของสมองจึงมาพร้อมกับประสบการณ์เชิงอัตวิสัยของจิตสำนึกได้ คำถามนี้เรียกว่า Hard Problem of Consciousness และเป็นประเด็นที่แม้แต่ผู้สนับสนุนมุมมองวัตถุนิยมก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ทั้งหมด
ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้จึงยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน และการยอมรับมุมมองใดมุมมองหนึ่งล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ต่อไปทั้งหมดในลำดับถัดไปต่อไปอีกครั้งหนึ่งต่อไปอีกครั้งหนึ่งต่อไป
.
▪️ขั้วที่สองมุมมองจิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาล:
ขั้วที่สองของข้อถกเถียงเรื่องธรรมชาติของจิตสำนึกคือมุมมองที่ปฏิเสธว่า จิตสำนึกเป็นเพียงผลผลิตของสมอง นักคิดในขั้วนี้เสนอว่า จิตสำนึกอาจเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาลที่มีอยู่ก่อนสมองและก่อนการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเสียอีก
สมองในมุมมองนี้ทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องรับสัญญาณที่ถ่ายทอดจิตสำนึกเข้าสู่ร่างกาย เปรียบเหมือนวิทยุที่รับคลื่นจากสถานีส่งซึ่งมีอยู่แล้วภายนอกเครื่องรับ วิทยุไม่ได้เป็นผู้สร้างเสียงเพลงขึ้นมาเอง หากเพียงแปลงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในอากาศให้กลายเป็นเสียงที่หูมนุษย์ได้ยิน หากวิทยุเสีย เสียงเพลงก็ไม่ได้หายไปไหน หากเพียงแค่ไม่มีเครื่องรับที่จะแปลงมันออกมาเท่านั้น
ในทำนองเดียวกัน หากสมองเสียหายหรือตายลง จิตสำนึกก็ไม่ได้ดับสูญไปไหน หากเพียงแต่ไม่มีเครื่องรับที่จะถ่ายทอดมันเข้าสู่โลกกายภาพเท่านั้น
.
มุมมองนี้มีรากฐานมาจากปรัชญาตะวันออกที่เก่าแก่หลายพันปี ทั้งในศาสนาฮินดูที่กล่าวถึงพรหมันซึ่งเป็นความจริงสูงสุดที่แผ่ซ่านอยู่ในทุกสิ่ง ศาสนาพุทธที่กล่าวถึงธรรมชาติของจิตที่อยู่เหนือการเกิดดับ และลัทธิเต๋าที่กล่าวถึงเต๋าซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง
ในโลกตะวันตก แนวคิดทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในงานของนักปรัชญาหลายคน ตั้งแต่เพลโตที่กล่าวถึงโลกแห่งแบบซึ่งเป็นความจริงที่สูงกว่าโลกที่เรามองเห็น ไปจนถึงนักคิดร่วมสมัยที่พยายามเชื่อมโยงจิตสำนึกเข้ากับกลศาสตร์ควอนตัม
.
นักคิดที่สนับสนุนมุมมองนี้ชี้ถึงปรากฏการณ์หลายอย่างที่อธิบายได้ยากด้วยมุมมองวัตถุนิยมเพียงอย่างเดียว
ปรากฏการณ์แรก คือ ประสบการณ์ใกล้ตายซึ่งผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นรายงานว่า ตนเองออกจากร่างและมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาที่สมองไม่ควรจะทำงานได้
ปรากฏการณ์ที่สอง คือ กรณีเด็กที่จำอดีตชาติได้ซึ่งกล่าวถึงแล้วในหัวข้อ 5.5 ของชุดบทความนี้
ปรากฏการณ์ที่สาม คือ ประสบการณ์ของนักปฏิบัติสมาธิขั้นสูงที่รายงานการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสปกติ
ปรากฏการณ์เหล่านี้แม้จะไม่ได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์กระแสหลักทั้งหมด แต่ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่รวบรวมได้อย่างเป็นระบบและสมควรได้รับการศึกษาอย่างจริงจังต่อไป
.
มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิดอาคาชิคที่กล่าวถึงตลอดทั้งชุดบทความนี้อย่างแนบแน่น เพราะอาคาชิคคือสนามข้อมูลจักรวาลที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และสมองหรือจิตของมนุษย์คือเครื่องรับที่เข้าถึงสนามนี้ได้เมื่อได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสม
แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกก็สอดคล้องกัน เพราะมันมองว่า การพัฒนาของมนุษย์คือการพัฒนาความสามารถของเครื่องรับให้ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถเข้าถึงข้อมูลจากสนามจักรวาลได้โดยตรง
มุมมองนี้ยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานของวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่ถูกหยิบยกมาสนับสนุนล้วนเป็นประสบการณ์เชิงอัตวิสัยที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือที่เป็นกลาง ไม่สามารถทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ และการตีความปรากฏการณ์เหล่านี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง
ข้อเสนอเรื่องจิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาลจึงยังมีสถานะเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน และการยอมรับมุมมองใดมุมมองหนึ่งล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานของการชั่งน้ำหนักหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบคอบ
มุมมองวัตถุนิยมมีหลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลรองรับ แต่มุมมองจิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาลก็มีปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ยากด้วยวัตถุนิยมเพียงอย่างเดียว
ความจริงอาจอยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างกลางของสองขั้วนี้ และการเปิดใจรับฟังทุกมุมมองโดยไม่ยึดมั่นด้านใดด้านหนึ่งคือท่าทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้แสวงหาความจริงต่อไป
.
.
เดวิด ชาลเมอร์ส นักปรัชญาชาวออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นถึงข้อถกเถียงสำคัญที่สุดในประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ The Conscious Mind ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 1996 ชาลเมอร์สเสนอว่า
ปัญหาของจิตสำนึกแบ่งออกเป็นสองส่วน
ส่วนแรก คือปัญหาที่วิทยาศาสตร์แก้ได้ เช่น การอธิบายว่าสมองประมวลผลข้อมูลอย่างไร สมองสร้างความทรงจำอย่างไร และสมองควบคุมพฤติกรรมอย่างไร ปัญหาเหล่านี้คือ Easy Problems ตามคำเรียกของชาลเมอร์ส แม้จะยากในทางปฏิบัติแต่ก็มีแนวทางแก้ที่ชัดเจน
ส่วนที่สอง คือปัญหาที่วิทยาศาสตร์ยังแก้ไม่ได้คือการอธิบายว่า ทำไมการทำงานของสมองจึงทำให้เกิดประสบการณ์เชิงอัตวิสัยขึ้นมาได้ ทำไมเราจึงรู้สึกถึงความเจ็บปวด รู้สึกถึงความรัก และรู้สึกถึงความเป็นตัวตน
.
ปัญหานี้คือ Hard Problem of Consciousness และเป็นกำแพงที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ ชาลเมอร์สชี้ว่า แม้เราจะอธิบายการทำงานของสมองได้ครบถ้วนทั้งหมด เราก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมการทำงานนั้นจึงมาพร้อมกับประสบการณ์ภายในของจิตสำนึก
ข้อถกเถียงเรื่องการใช้คำว่า "วิวัฒนาการ" กับจิตสำนึกก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึง การใช้คำว่าวิวัฒนาการในทางชีววิทยามีความหมายเฉพาะเจาะจงคือการเปลี่ยนแปลงของความถี่ของยีนในประชากรผ่านรุ่นต่อรุ่น
การใช้คำว่า "วิวัฒนาการของจิตสำนึก" จึงเป็นการใช้แบบเปรียบเทียบมากกว่าการใช้ในความหมายทางชีววิทยาที่แท้จริง นักคิดที่เสนอแนวคิดนี้อาจหมายถึงการพัฒนาของจิตสำนึกในเชิงคุณภาพที่สูงขึ้น แต่การเรียกกระบวนการนี้ว่าวิวัฒนาการอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นกระบวนการเดียวกับการวิวัฒนาการทางชีววิทยา ซึ่งยังไม่มีหลักฐานรองรับ
.
ข้อโต้แย้งสุดท้ายที่ต้องกล่าวถึงคือ การมองมนุษย์เป็นขั้น ๆ จากต่ำไปสูงอาจสะท้อนอคติทางวัฒนธรรมตะวันตกที่มองว่า ประวัติศาสตร์คือเส้นตรงของความก้าวหน้า นักมานุษยวิทยาหลายคนชี้ว่า วัฒนธรรมอื่นจำนวนมากมองเวลาและพัฒนาการของมนุษย์เป็นวัฏจักรมากกว่าเส้นตรง
การจัดลำดับจิตสำนึกของมนุษย์เป็นขั้น ๆ จึงอาจเป็นการนำกรอบคิดตะวันตกไปครอบงำความเข้าใจเรื่องจิตสำนึกซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่านั้น ข้อโต้แย้งนี้เตือนให้ระมัดระวังในการยอมรับแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของจิตสำนึกโดยไม่ตั้งคำถาม
ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน และการยอมรับแนวคิดเรื่อง Homo Spiritualis จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่า มันเป็นข้อเสนอหนึ่งในหลายข้อเสนอที่พยายามตอบคำถามเรื่องธรรมชาติของจิตสำนึก โดยที่ยังไม่มีข้อเสนอใดได้รับการพิสูจน์อย่างเด็ดขาด การเปิดใจรับฟังทุกมุมมองโดยไม่ยึดมั่นด้านใดด้านหนึ่งจึงเป็นท่าทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้แสวงหาความจริง
.
.
โฆษณา