ทิศทางนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของวงการ AI โลกที่เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าหลังจากช่วงแรกที่ทุกค่ายแข่งกันสร้างโมเดลอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ก้าวต่อไปที่สร้างมูลค่าได้จริงมักเป็นการนำโมเดลเหล่านั้นไปฝึกฝนต่อให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ทำให้แพทย์ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมของทางเลือกทั้งหมด แทนที่จะถูกชี้นำไปทางใดทางหนึ่งตั้งแต่ต้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญของ AI การแพทย์ที่ตอบคำตอบเดียวอย่างมั่นใจเกินไป
ปรากฏการณ์โมเดลเล็กเอาชนะโมเดลใหญ่ในงานเฉพาะทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการ AI ช่วงหลัง หลักการทั่วไปที่นักพัฒนา AI พูดถึงกันบ่อยคือ โมเดลขนาดใหญ่มีความรู้กว้างครอบคลุมหลายเรื่อง แต่โมเดลขนาดเล็กที่ฝึกเจาะจงด้วยข้อมูลคุณภาพสูงในสาขาแคบๆ มักทำผลงานเฉพาะด้านนั้นได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องแบ่งความสามารถไปกับเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
แนวคิดนี้บางครั้งถูกเรียกว่า sovereign AI หรือ AI ที่ประเทศควบคุมได้เอง ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางข้อมูลและวัฒนธรรม การขยายจาก AI ภาษาทั่วไปสู่ AI เฉพาะทางอย่างการแพทย์ จึงเป็นการพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานนี้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคส่วนที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่โครงการสาธิตเทคโนโลยีเฉยๆ
อีกประเด็นที่ควรพูดถึงตรงๆ คือเรื่องข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้ฝึกโมเดล เมื่อโมเดล AI ฝึกจากข้อมูลทางคลินิกจริงของโรงพยาบาล คำถามที่ตามมาเสมอคือข้อมูลเหล่านั้นผ่านกระบวนการทำให้ไม่ระบุตัวตนหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลอย่างไรบ้าง แหล่งข่าวที่ผู้เขียนตรวจสอบไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงลึกเรื่องนี้ไว้ ทราบเพียงว่า SiData+ มีพันธกิจด้านการกำกับดูแลข้อมูลเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของหน่วยงานตามข้อมูลทางการของศิริราชเอง
สิ่งแรกที่ควรเข้าใจให้ชัดคือ AI ลักษณะนี้ถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ใช่เครื่องมือให้ผู้ป่วยทั่วไปใช้วินิจฉัยตัวเองแทนการพบแพทย์ แม้จะยังไม่มีช่องทางสาธารณะให้คนทั่วไปทดลองใช้โมเดลนี้ในตอนนี้ก็ตาม แต่ในอนาคตอันใกล้เมื่อ AI การแพทย์ลักษณะนี้แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ หลักการที่ควรยึดไว้เสมอคือ AI ที่ให้รายการความเป็นไปได้พร้อมเหตุผลยังต้องผ่านการตีความและตัดสินใจสุดท้ายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ ไม่ควรใช้ผลจาก AI เพียงอย่างเดียวเป็นข้อสรุปสุดท้ายไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
ข้อสองคือการฝึกสังเกตความแตกต่างระหว่าง AI ที่ตอบคำตอบเดียวอย่างมั่นใจ กับ AI ที่แสดงความไม่แน่นอนอย่างตรงไปตรงมา หลักการนี้ใช้ได้กับ AI ทุกประเภทที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ AI การแพทย์ เมื่อเจอเครื่องมือ AI ใดก็ตามที่ตอบคำถามสำคัญด้วยความมั่นใจแบบไม่มีเงื่อนไข ควรตั้งคำถามกลับเสมอว่าความมั่นใจนั้นสะท้อนความจริงหรือเป็นแค่ลีลาการนำเสนอที่ถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือ
ทักษะการตั้งคำถามแบบนี้มีประโยชน์กว้างกว่าเรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว เพราะใช้ได้กับ AI ที่ช่วยเขียนบท ช่วยวางแผนการเงิน หรือช่วยตัดสินใจเรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน
ข้อสี่ที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติคือการรักษาความสัมพันธ์กับแพทย์ประจำตัวไว้ให้ดี แทนที่จะมองว่า AI จะมาแทนที่บทบาทนี้ในเร็ววัน เพราะแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ในตอนนี้คือการรู้จักประวัติสุขภาพระยะยาวของคนไข้แต่ละคนอย่างลึกซึ้ง
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมมาหลายปี หรือการตัดสินใจร่วมกับคนไข้ในบริบทชีวิตที่ซับซ้อนเกินกว่าข้อมูลในระบบจะบันทึกได้ครบถ้วน AI จึงเหมาะเป็นเครื่องมือเสริมให้แพทย์ทำงานได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น มากกว่าจะเป็นสิ่งทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับแพทย์ที่รู้จักกันมานาน
และอีกส่วนเพราะคำถามเรื่องความรับผิดชอบทางกฎหมายหากระบบแนะนำผิดพลาด ซึ่งเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจนถึงทุกวันนี้ ห้าสิบปีผ่านไป AI การแพทย์ก้าวหน้าขึ้นมหาศาลทั้งด้านเทคนิคและปริมาณข้อมูล แต่คำถามพื้นฐานเรื่องความรับผิดชอบและความไว้วางใจก็ยังคงเป็นคำถามเดิมที่ไม่เคยหายไปไหน
เรื่องที่ควรคิดต่อในภาพกว้างกว่านั้นคือทิศทางของวงการแพทย์ไทยที่กำลังทดลองนำ AI มาช่วยงานมากขึ้นเรื่อยๆ ความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินอย่าง SCB กับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำอย่างศิริราชในครั้งนี้ สะท้อนว่าการพัฒนา AI เฉพาะทางในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงการเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้าไปในภาคส่วนที่ใกล้ชิดกับชีวิตคนมากขึ้นเรื่อยๆ