5 ก.ย. เวลา 17:41 • หนังสือ

หนังสือ "มรรควิธีแก้ความหลง"

ชยธมโม ภิกขุ
สวนธรรมะโพธิญาณ
...มันต้องเริ่มด้วยสัมมาทิฐินะ เราต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้มาปฏิบัติเอาอะไร ถ้าเรามีสัมมาทิฐิที่รู้ชัดว่าสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริง เราไม่สามารถจะยึดอะไรเป็นของเราได้ ถ้าเราเข้าใจได้เช่นนั้นเราก็ไม่ได้มาปฏิบัติเอาอะไรซึ่งมันอาจจะขัดกับนิสัยทางโลกที่เราเคยชินกัน ที่เราจะทำอะไรสักอย่าง เราก็หวังผลหรือมีความต้องการไขว่คว้าเพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ (หน้า 1)
... เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติของเรา เราจะต้องเดินคู่กันเสมอ โลกนี้มีสองสัจจะที่ไม่อาจแยกจากกันได้เลย คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ในทางปฏิบัติเราจึงไม่อาจแยกกันได้เลยเช่นกัน บนความเข้าใจแห่งปรมัตถ์เราก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องกับสมมุติ บนความถูกต้องแห่งสมมุติเราก็ต้องแจ้งชัดต่อปรมัตถ์ไปพร้อมกัน (หน้า 5)
... เมื่อเราเห็นแล้วว่าปัจจัยที่สำคัญอันดับแรกคือ ความสงบตั้งมั่นของจิต มันถึงจะทำให้เรารู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้างเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสงบตั้งมั่นของจิต (หน้า 10)
ส่วนหน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติต่อชีวิตของเรา เพื่อให้มันดำเนินไปด้วยความไม่ทุกข์ คือเมื่อเราเข้าใจในความจริงแท้เช่นนี้แล้ว เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินชีวิตด้วยความรักความเมตตาต่อผู้อื่น เพราะเมื่อคนเราเข้าใจแจ้งชัดแล้วว่า มันไม่มีสิ่งใดที่จะยึดโดยความเป็นตัวตนของตนได้เลย สิ่งเดียวที่เราควรจะกระทำ หรือใช้ชีวิตนี้ หรือใช้รูปนามนี้ หรือใช้กายจิตอันสมมุตินี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่นให้เขาเกิดความแจ้งชัดและเข้าถึงความจริงทั้งสองนี้ต่อไป
ฉะนั้นในทางปฏิบัติมันจึงต้องเดินคู่กัน ทั้งการเสริมสร้างความเข้าใจแจ้งชัดในความว่างเปล่าจากตัวตน และการเสริมสร้างความรัก ความเมตตา เห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือผู้อื่น สองสิ่งนี้จะต้องเดินคู่กันไป ซึ่งมันจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีความคิดหรือมีทัศนคติที่ชัดแจ้งในเรื่องนี้เรียกว่า ผู้นั้นได้เริ่มมีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า โพธิจิต (หน้า 22)
เราต้องพิจารณาให้เข้าใจนะ... ว่า แรกเริ่มเดิมแท้ ความสุกสว่างของหลอดไฟมันใสกระจ่างอยู่แล้ว แต่เพราะความหลง ความมัวหมอง ขี้ฝุ่นต่างๆมันเลยเข้ามาปิด มาทับ ขี้ฝุ่น สีเทา สีอะไรๆก็แล้วแต่ มันปกปิด ทำให้แสงที่สว่างออกมาไม่ใส ไม่กระจ่าง ขี้ฝุ่นมันไปปกคลุมเรื่อยๆๆๆ ไปๆมาๆเราก็เลยคิดว่า สิ่งนั้นเป็นจริง แสงที่ออกมาตรงนั้น เราคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็เป็นแสงที่มัวๆซัวๆอึมครึม
แสงที่มัวซัวอึมครึมนั้นน่ะหมายถึง แสงแห่งการรับรู้ที่เกิดจากจิตรู้ที่มีสิ่งปรุงแต่งปกคลุม ไม่ใช่การรับรู้อันบริสุทธิ์ การรับรู้อันเป็นเดิมแท้ตามธรรมชาติ การรับรู้อันว่างเปล่าจากตัวตน แล้วเราก็หลงกับสิ่งนี้มาตลอด การรับรู้ที่ถูกแทรกแซง...หรือถูกบิดเบือนด้วยสัญญาและความคิดปรุงแต่ง เราไม่เคยปล่อยให้มันรับรู้ เราไม่เข้าใจถึงการรับรู้ตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่แล้ว เราจึงหลงในสิ่งนี้ตลอดเวลา
ซึ่งฝุ่นทั้งหลายพวกนี้ มันไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการหลงยึดขันธ์ห้า ขันธ์ห้าก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ตัวที่ปรุงแต่งจิตรู้ก็คือ สัญญาสังขาร มันเป็นตัวเข้าไปปรุง (หน้า 45)
... เช่น ถ้าเป็นฝุ่นสีเขียว เดิมแสงมันใสสว่างกระจ่าง ไม่มีสีสัน เหมือนกับแสงของดวงอาทิตย์ แต่ฝุ่นมันสีเขียว แสงมันก็เลยเป็นสีเขียว แล้วเราก็อยู่กับแสงสีเขียวนั้นมาตลอด แสงสีเขียวนี่ก็คือแสงที่ถูกเติมแต่ง ถูกปรุงแต่ง จิตเมื่อถูกปรุงแต่งด้วยสัญญาและสังขาร ถ้าเราเห็นอย่างนี้มาตลอดชีวิตของเรา เราจะรู้ได้อย่างไรว่า แสงสีขาวหรือแสงจริงมันคือใสสว่าง เราจะเข้าไปเห็นมันได้อย่างไร?
... เราจะเริ่มรู้ได้อย่างไร? เราก็ต้องอาศัยผู้รู้ชี้แนะให้เราว่า ที่เราเห็นแสงสีเขียวนะ มันไม่ใช่นะ เราหลง ของจริงมันเป็นอย่างนี้ๆ แต่ของจริงมันเป็นอย่างไร มันนอกเหนือการปรุงแต่ง ...มันจะต้องเป็นการที่เราจะเข้าไปสัมผัสมันโดยตรง มันจึงไม่ใช่การที่จะบอกว่า ตรงนั้นมันเป็นอย่างไร เพื่อให้เธอเข้าไปหามันเจอ ซึ่งเธอก็จะต้องหาด้วยความปรุงแต่งอีกเช่นเคย ซึ่งมันไม่มีทางที่จะเข้าไปเห็นได้ด้วยวิธีนั้น (หน้า 46-47)
เพราะฉะนั้น การที่เราจะเข้าใจสิ่งนี้ หรือรับรู้ตรงนี้ได้ เราก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในความตื่นรู้ดูตัวเราเอง คือการรับรู้ขันธ์ห้า เพราะถ้าเราไม่รู้จักขันธ์ห้า เราก็หลงขันธ์ห้า (หน้า 48)
มันจึงต้องเริ่มตั้งแต่ รู้เท่าทันรูป เวทนา จิต หรือรูป เจตสิก จิต ต่อไปเราก็จะต้องเข้าใจสิ่งนี้ให้ชัดแจ้งด้วยธรรม เริ่มจากเข้าใจธรรมลักษณะธรรมดาๆ เข้าใจเหตุและปัจจัยของมัน ไปจนเข้าใจในความจริงแห่งความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และไม่หลงกลยึดมั่นถือมั่นมันเป็นตัวเป็นตนว่าสิ่งนั้นจริงแท้
พอเราเห็นแจ้งในสิ่งนี้ เราก็จะเห็นว่าความเป็นสีเขียวที่เราเห็นนั้น มันเป็นมายาลวงหลอก เมื่อเราเห็นธรรมชาติแท้จริงของสีเขียว เราก็จะมองเห็นว่าสีเขียวที่ปรากฏขึ้นนั้น มันเป็นมายาลวงหลอก มันปกคลุมและบิดเบือนความเป็นจริง ซึ่งเราจะต้องเฝ้าดูมันๆให้มาก เมื่อทำเช่นนี้ เราก็จะไม่หลงไปกับความลวงหลอกนั้น (หน้า 51)
เพราะฉะนั้น ความรับรู้หรือความตื่นรู้ตามธรรมชาติ มันคือการรับรู้ การสำนึกรู้ได้ตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้วเดิมแท้ มันจึงอิสระจากการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น หรือปราศจากความปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น มันไม่ได้แปลว่าสีเขียวนั้นหายไป ไม่ได้แปลว่าขันธ์ห้านั้นหายไปแบบไม่มีอะไรเลย หรือแปลว่ามันคือความว่างเปล่าชนิดที่ดับสูญแบบไม่มีอะไรเลย แต่มันคือความใสกระจ่างและว่างเปล่า ความตื่นรู้อันใสกระจ่างและว่างเปล่าอยู่ในตัวของมันเอง ซึ่งสอดแทรกอยู่ในการรับรู้ทั้งหลายที่เป็นสมมุตินี่ล่ะ (หน้า 52)
... เธอลองไปอยู่กลางจักรวาล หากเธอไม่มีอะไรให้รับรู้ ไม่เห็นจมูกที่ยื่นไป ไม่เห็นแว่น ไม่มีดวงดาวอะไรเลย เธอรับรู้อย่างเดียว ไม่มีอะไรให้เธอเป็น relative เลย เธอจะรู้อะไรไหมล่ะ มันจะไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย ไม่มีแม้จิตที่รู้ เพราะมันก็จะไม่มีอะไรเลยที่ให้เธอรับรู้ได้ ...
ต่อเมื่อมันมีดวงดาว มีจานบินวิ่งผ่าน มีผีพุ่งใต้ เราก็จะเริ่มเห็นสิ่งนั้น และรับรู้ถึงสิ่งที่ไปรับรู้มัน ซึ่งก็คือจิตรู้เอง ... ที่พยายามจะชี้ให้เห็นนี่มันคืออะไรคือตัวที่ยากที่สุดซึ่งก็คือจิต ความเป็นมายาของจิตเอง เพราะจิตเองมันก็ไม่ได้มีอยู่จริง ... ถามว่า ที่ว่าจิตไม่มี มันคือความเห็นหรือความจริง มันก็ยังตกอยู่ในห้วงแห่งความเห็น จิตมีก็คือความเห็น จิตไม่มีก็คือความเห็น ...
เพราะฉะนั้น ความหลุดพ้นมันคืออะไร มันก็คือการหยุดปรุงแต่ง หรืออิสระจากความปรุงแต่งใดๆทั้งปวง ไม่มีความหมายแห่งความมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง ถ้าเรายังวนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราก็ยังไม่พ้นสังขาร เพราะที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นสังขารหมดเลย แม้กระทั่งคำว่าขันธ์ ห้าหรือจิตเอง มันก็คือสังขาร มันเป็นสังขาร เพราะฉะนั้นที่สุดแล้ว เราจึงอิสระแล้วจากทิฐิใดๆทั้งสิ้น (หน้า 58-59)
... ดังนั้น ผู้รู้ทั้งหลายจึงไม่ปักใจลงไปว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง เพราะทั้งความมีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงมันเป็นความเห็น มันก็คือสังขาร สังขารที่เราปรุงแต่ง (หน้า 60)
การที่เราไม่ได้ติดอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ยึดติดอยู่ในข้างที่ว่าไม่มีอยู่จริง และก็ไม่ยึดติดอยู่ในข้างที่ว่ามีอยู่จริง นั่นแหล่ะคือทางสายกลาง คือ The Middle Way ซึ่งเป็นทางที่ไปสู่ความหลุดพ้นได้ ถ้าเรายังเอาข้างใดข้างหนึ่ง เราก็ยังเซอยู่เซไปในข้างเดียวของธรรมคู่อยู่นั่นเอง (หน้า 61-62)
ไม่ใช่ไปหมายเอาว่า ต้องไม่มีความคิด ต้องไม่มีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย ต้องราบเรียบเลย ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเราตั้งมั่นได้แล้วจบแล้วในสิ่งที่เราต้องทำ
เมื่อเรา active meditation ได้แล้วเราก็ค่อยๆ less active พอ less active หากเรายังคงตั้งมั่นได้คราวนี้ก็ non active ไม่ต้องทำอะไรลงไป ปล่อยให้มันรู้กันเอง เห็นกันเอง เสียงปรากฏก็รู้ เรียกว่า เราเป็นเพียงพยานในการรับรู้นั้น แค่นั้น ... สังเกตเรียนรู้ ไม่ต้องมีผู้สังเกตนะ ไม่ต้องคอยจดจ้องมัน ไม่ต้องมองหา หรือค้นหาอะไร คราวนี้ เราไม่ต้องไปขัดแย้งกับมัน และก็ไม่ต้องไหลตามมัน เรียนรู้ด้วยความปล่อยวางอยู่เช่นนั้น (หน้า 64)
เราไม่ได้มาปฏิบัติเอาอะไร เรามาฝึกจิต การฝึกจิตนี้ไม่ใช่การเฆี่ยน ไม่ใช่การกดดันบีบบังคับ แต่มันคือการสร้างหรือจัดสรรเหตุปัจจัยให้เหมาะสม ... จิตไม่ได้เป็นของเรา เพราะจริงแท้แล้วเรามันไม่มี จริงแท้แล้วมันไม่มีความเป็นเรา แต่เพราะมีความหลงมันเลยเกิดความเป็นเรา เราก็เลยเป็นทาส ของจิต อันนี้เราจึงต้องมาฝึกตัวเอง เรียกว่าฝึกจิต สร้างเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง (หน้า 77)
เหตุปัจจัยแรกที่เราจัดสรร หรือเพิ่ม หรือใส่เข้าไปคือ สัมมาทิฐิ เหตุปัจจัยที่สองก็คือ กายที่ตรง เหตุปัจจัยที่สามก็คือ การหายใจ เรียกว่า เรียกจิตกลับบ้าน (หน้า 79-80)
... ทางธรรมมันก็ไม่ได้มีรสชาติหรือมีเสน่ห์ในตอนต้นให้เราได้สัมผัสเหมือนกับทางโลก (หน้า 81)
เมื่อเราเห็นเท่าทันอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ให้หัดเป็นคนช่างสังเกต แต่ไม่ใช่ไปจดจ้องมองหา ยังคงทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม คือรู้กายคือลมหายใจ รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ลมหายใจ แล้วก็รู้เจตสิก หรือจิตปรุงแต่ง หรือจิตสังขาร หรือความคิดที่มันผุดขึ้น และสังเกตว่ามันผุดขึ้นอย่างไร มันออกมาอย่างไร มันออกมาจากตรงไหน และเวลามันดับ มันดับไปด้วยอาการอย่างไร มันหายไปไหน ไม่ต้องหาคำตอบด้วยความคิด แต่แค่สังเกต
พอมาถึงตรงนี้ บางขณะที่ความคิดมันหายไป ไม่มี หรือเรียกว่าความคิดแรกดับไป ความคิดหลังที่ตามมายังไม่เกิดขึ้น ถ้าช่องว่างนี้มันอยู่นาน เราลองสังเกตดูว่าอาการรู้ ที่รู้อยู่มันเป็นเช่นไร เรียกว่า รู้ในรู้หรือรู้ในจิต พอเราจับอาการรู้นั้นได้ ก็ดูลักษณะของจิตว่า อาการรู้อย่างนั้นที่มันตั้งมั่นเป็นอย่างไร เพราะจิตตอนนี้จะมีความตั้งมั่นไม่กวัดแกว่งแล้ว
ตั้งมั่นไม่ใช่หมายความว่าไม่มีความคิด แต่ตั้งมั่นหมายถึงอาการรู้มันตั้งมั่น อาจจะมีความคิดเป็นระลอกคลื่นเบาๆได้อยู่ แต่จิตที่รู้นี่ไม่ได้กระโดดไหลตามความคิดไป มันยังคงตั้งมั่นอยู่ สังเกตอาการโปร่งเบาของตัวความคิด ของตัวจิตเอง คือตัวรู้นั่นเอง สังเกตความอิสระของรู้ที่นอกเหนือทุกสิ่ง
ถ้าเรารู้จักเช่นนี้ได้ก็เรียกว่าเราตั้งฐานได้ มีความพร้อมที่จะเรียนรู้รูปนามนี้ตามความเป็นจริง เพราะเมื่อมาถึงตอนนี้เรามีประสบการณ์มาทั้ง สามอย่าง คือ รู้กายคือลมหายใจ รู้ตัวทั่วพร้อม รู้เจตสิกคือจิตสังขาร ตั้งแต่ความสุข ปีติ และความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย และรู้ตัวจิตเองที่กำลังรู้อยู่ ที่ซึ่งกำลังดูความคิดอยู่ หรือว่าดูรู้อยู่เฉยๆก็ตาม เมื่อรู้อย่างนี้ได้เรียกว่าเรารู้รูปนาม เรากำลังเข้ามามีสติรู้เท่าทันรูปนามที่เกิดขึ้น คราวนี้เราก็สังเกตรูปนามหรือรูป เจตสิก จิต ตามสภาพความจริงต่อไป (หน้า 85-87)
การเรียนรู้ตัวตน คือการละวางตัวตน การเรียนรู้ให้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเราเองนี่แหละ มันจะเป็นการละวางตัวเราเอง เมื่อเราเข้าใจชัดเจนแล้วว่า ความเป็นเรานี่มันเป็นมายา เราถึงจะวางมันได้ มันไม่สามารถวางได้ด้วยการไปสั่งมันว่า "มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา" ...
เราจะวางหรือละทิ้งความเป็นเราได้ หรือเป็นอิสระจากความหลงยึดติดกับความเป็นเราได้ ก็เพราะว่าเราเข้าใจธรรมชาติอันเป็นมายาลวงหลอกของความเป็นเรานี่ ซึ่งก็ต้องเกิดมาจากการสังเกตเรียนรู้รูปนามนี่ล่ะ ไม่มีทางอื่น มันไม่ได้เป็นไปได้ด้วยการที่เราจะมานั่งบ่น หรือเตือนสติมันว่า มันไม่ใช่เรา แล้วมันจะยอมวางให้ ถ้ามันเชื่อเราง่ายๆอย่างนี้ เราคงไม่ทุกข์หรอก (หน้า 94)
ฉะนั้น จงพากเพียรให้มากเถิด เฝ้าสังเกตดู จุดสำคัญคือการสร้างเหตุและปัจจัยให้เหมาะสม อย่าลืมสิ่งนี้ อย่าไปคาดหวังในผลว่าทำไมไม่เห็นอะไรเลย ทำไมไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรก็ดูบนความไม่มีอะไรนั่นล่ะ อย่าไปคาด อย่าไปหวัง อย่าไปดิ้นรนแสวงหา นั่นไม่ใช่ที่ของการปฏิบัติ ไม่ใช่ attitude แห่งการปฏิบัติ
attitude ของการปฏิบัติคือการเรียนรู้ มีอะไรให้เรียนก็เรียน มันนิ่งก็เรียนมันตรงนั้นน่ะ ... อ๋อ! มันเป็นอย่างนี้ มันมีเหตุอย่างนี้ มันเลยเป็นอย่างนี้ มันมีเหตุอย่างนี้ มันเลยดับไปอย่างนี้ มันไม่นิ่ง มันมีความคิดเกิดขึ้น ก็เข้าใจมัน มันมีความพอใจเกิดขึ้น ก็เข้าใจมัน ว่ารูปนามที่พอใจมันเป็นอย่างนี้ มันเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ และดับไปด้วยอาการอย่างนี้ เหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นและดับไปของมันเป็นอย่างนี้ เรียนรู้มันอย่างนั้น
ฉะนั้น เราจึงไม่เกี่ยงสภาวะ ไม่ต้องไปสงสัยอะไร เพราะถ้าเราไม่ได้ใช้ความคิด มันไม่มีความสงสัย เห็นก็คือเห็น ไม่เห็นก็คือไม่เห็น มันไม่มีเห็นที่ผิด เพราะถ้าเราดูอยู่ เราก็เห็นในสิ่งที่ดู ถ้าไม่เห็นก็คือไม่เห็น จะไปสงสัยยังไง คิดยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของความคิด เพราะคิดยังไงมันก็ไม่ใช่ความจริง มันเป็นเรื่องของความคิด (หน้า 95-96)
ซึ่งวิธีการนี้ เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันด้วย แต่เราอาจจะเปลี่ยนจากลมหายใจมาเป็นการเคลื่อนไหวของกายในส่วนอื่นๆก็ได้ เช่นทำงานอะไรอยู่ ก็จับความรู้สึกของการเคลื่อนไหวพร้อมกับรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปด้วย แล้วก็เฝ้าสังเกตจิต หรือเจตสิกที่เกิดขึ้น ความคิดที่เกิดขึ้น ถ้าเราเคยสังเกตอาการจิต ถ้าเราเคยเห็นมาแล้วมันก็ง่าย ถ้ายังไม่เคยเห็น เราต้องมาเห็นในตอน intensive เสียก่อน มันถึงจะง่าย
ถ้าจะไปดูในช่วงชีวิตประจำวัน ในช่วงที่เราทำโน่นทำนี่อยู่น่ะ มันยาก ที่ว่ายากไม่ใช่ว่ายากที่จะเห็นจิต แต่ยากเพราะเรามักจะไหลจมเข้าไปในการเห็นนั้น แต่ถ้าเราเคยเห็นอย่างถูกต้องตรงนี้มาก่อน หรือเรียกว่าตั้งฐานได้ดีมาก่อน จนจดจำได้แล้ว จิตเกิดถิระสัญญาแล้ว แม้นทำโน่นทำนี่อยู่ เราก็จะเห็นได้ครบ ทั้งรูป เจตสิก จิต อันนั้นไม่ยากเกินไป (หน้า 98)
... สิ่งที่ดีไม่ได้เกิดจากการที่เราไปเห็นหรือไปรู้โน่นนี่นั่น นั่นยังไม่ดีเท่าไหร่ สิ่งที่ดีคือการทำได้สืบเนื่อง ทั้ง Intensive และ Habit ทั้ง Meditation และ Post-meditation ถ้าเราทำได้สืบเนื่องอย่างถูกต้องไปเรื่อยๆ นั่นล่ะเดี๋ยวมันจะเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นเอง โดยเราไม่ต้องไปคาดหวัง (หน้า 99)
ขบวนการแห่งการหลงมันจึงมี สองอันอยู่เสมอ คือไม่รับรู้การรับรู้นั้น กับ ไม่เข้าใจตามความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ ... ความไม่รับรู้ในการรับรู้นั้นเรียกว่า ขาดสติ สติคือระลึกรู้ได้ ความขาดสติ คือ ไม่สามารถระลึกรู้ได้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจในความจริงของสิ่งนั้น คือ ขาดปัญญา (หน้า 104)
เมื่อมองในมุมของสติ เห็นมั้ยว่าพวกเราฝึกสติแบบจดจ้อง ถ้าเราฝึกสติจดจ้อง เราจะวิ่งไปรู้ที่ใดที่หนึ่งเหมือนไฟฉายที่ส่องไปเฉพาะที่ เราไม่เคยเปิดกว้างปล่อยให้มันรู้สบายๆทั้งหกอายตนะ ดังนั้นการขาดสติย่อมมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราจ้องสิ่งหนึ่งมันย่อมขาดอีกห้า ถ้าเราจดจ่ออยู่กับสองสิ่ง เราก็ย่อมขาดอีกสี่
พูดในเรื่องละเอียดก่อน ถ้าจะแก้เกมตรงนี้ เราจะฝึกอย่างไร เราจึงต้องรู้โดยไม่ไปจ้องสิ่งใด ผ่อนคลายเพื่อให้มันรับรู้แบบกว้างเพื่อให้อายตนะมันเปิดกว้างรับรู้แบบสบายอิสระ แต่ปัญหาของพวกเราก็คือ ด้วยความเคยชินต่อการจดจ้องและด้วยความที่จิตมันรู้อะไรได้เร็วมาก พอบอกให้ดูแบบเปิดกว้างรู้แบบทั่วๆ พวกเราก็เลยเป็นลักษณะที่ ไปดู 1แล้วก็ 2แล้วก็ 3แล้วก็ 4แล้วก็ 5แล้วก็ 6แล้วก็กลับมาวน 1 อีก มันก็ไม่ใช่อีก ... ดูรูปก็แช่รูป ฟังเสียงสนใจก็แช่เสียง สนใจสัมผัสก็แช่สัมผัส สนใจกลิ่นก็แช่กลิ่น ไปเรื่อยๆตามนั้น ...
ถึงได้บอกว่า มันไม่ใช่การมองหา ถ้าเรามองหาเราจะเข้าไปจับ เข้าไปเช็ค ... มันก็เหมือนไฟฉายที่ส่องไปทีละจุดๆหกจุด ซึ่งวิธีการแก้ก็คือ อย่ามีตัณหา ปล่อยให้รู้กว้างๆไม่ได้จมอยู่ ณ ที่ใด ปล่อยให้มันรู้กันอิสระธรรมดา คลี่คลายออก ผ่อนคลาย สบายๆ การรู้กว้างๆอย่างนี้ไม่ใช่เราจะรู้ได้ทีเดียวพร้อมกัน ...
สิ่งสำคัญที่เราต้อง concern ก็คือ ตัณหาต่างหาก ความคิดปรุงแต่งของเราต่างหาก เราจึงต้องเข้าใจให้ถูกว่า รู้แบบผ่อนคลายกว้างๆ อย่าไปจดจ้องมัน บนความผ่อนคลายกว้างๆ มันจะเกิดความสบายขึ้นซึ่งตรงกันข้ามกับความจดจ้อง แต่บนความจดจ้องมันก็ตั้งมั่นได้ง่าย ข้อเสียของการรู้แบบสบายๆกว้างๆมันก็อยู่ตรงนี้ มันจะล่องลอยได้ง่าย ตั้งมั่นได้ยาก
อีกอย่างหนึ่งของความผ่อนคลายกว้างๆมันก็เกิดความสบาย เมื่อมันเกิดความสบายแล้วก็จะเข้าไปพึงพอใจกับความสบายนั้น คราวนี้เราก็ไหลลงไปสู่ความพอใจและความสบาย พอจมอยู่กับความสบายเราก็ขาดความตั้งมั่น ก็เลยไหลไปสู่ความคิดปรุงแต่ง ... ตรงกว้างๆผ่อนคลายนี้เราจะรู้หมดทั้งหก อายตนะ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องตระหนักถึงให้ดี ก็คือ ธรรมารมณ์ ซึ่งก็คือความพอใจนั่นเอง (หน้า 106-108)
ทั้งหมดเราจึงต้องฝึก เริ่มแรก เรื่องสติอย่างเดียวก่อนง่ายๆ คือกลับมารู้ตัวทั่วพร้อม รู้กว้างๆเพื่อที่เราจะได้มีความตระหนักชัดในฐานทั้งหมด อันที่สองคือรู้ธรรมชาติของแต่ละสิ่งที่เรารู้นั่นล่ะตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความคิดหรือสัญญาที่เราเคยได้ยินมา
เมื่อเรารู้อย่างนี้ได้ เราถึงค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆๆ จนแจ้งชัดถึงธรรมชาติต่างๆของมัน โดยเฉพาะข้อสุดท้าย คือแจ้งชัดต่อธรรมชาติอันแท้จริง (ปรมัตถสัจ) ของมันเนี่ยล่ะ มันถึงจะทำให้เรารู้แจ้งประจักษ์เข้าใจชัดตามความเป็นจริง มันถึงจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สลัดทิ้งออกมาได้ ปล่อยวางออกมาได้ (หน้า 111)
ขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก ฐานกายเหมือนเดิมตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้าหายใจออกรู้ตัวกว้างอยู่ พอระลอกของเจตสิกเกิดขึ้นเราก็รู้อยู่โดยไม่หวั่นไหวไปกับมัน ตอนนี้เราจึงรู้รูปและเจตสิกชัดเจน คราวนี้บางจังหวะที่เจตสิกหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้น มันดับไปและมันยังไม่เกิดอันใหม่ ท่านก็บอกให้สังเกตดูอาการรู้ของจิตนี้ ท่ามกลางการหายใจเข้าและหายใจออก เป็นผู้มีสติรู้อาการรู้ของจิต รู้เนื้อหาสาระของจิต (หน้า 117-118)
การนั่งอย่างเดียวนั้น หรือ อานาปานสติในแบบสมถะวิปัสสนาจะใช้ในการดูสภาวะละเอียดภายใน ซึ่งเราไม่สามารถเห็นอย่างนี้ได้ในชีวิตประจำวันอย่างชัดแจ้ง ในมุมของภายนอก หรือการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน (Habit) ส่วนมากเราจะใช้สติปัฏฐานสี่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจอานาปานสติอย่างชัดแจ้ง สติปัฏฐานสี่ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก(หน้า 125)
พูดให้ฟังง่ายๆ เมื่อเรารู้ตัวทั่วพร้อม หากขณะนี้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็รู้ กระพริบตาก็รู้ ขยับนิ้วก็รู้ มือเคลื่อนไหวก็รู้ ขาเดินก็รู้ มันเป็นเรื่องอาการของกายในกายทั้งปวง อย่างนี้เราเป็นผู้มีฐานกายแล้ว ท่านก็ให้ดูเจตสิกอีกสองตัวคือ อย่าให้ทิฐิความเห็นทั้งหลาย และตัณหาความอยากทั้งหลายมาครอบงำ ... ตรงนี้ท่านให้เรารู้เท่าทันเจตสิก เจตสิกที่มันมีผลกับเรามากคือตัณหาและความคิดทั้งหลาย
และท่านก็บอกให้ถอนใจออกจากความพอใจและความไม่พอใจในโลกเสีย คือจิตที่รู้นั้นมันสงบเย็นอยู่ อย่าเข้าไปสนใจกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรืออะไรทั้งหมด (หน้า 127)
... เพราะในหมวดแรกๆ ท่านจะเน้นหนักที่การมีสติรู้เท่าทันรูปนามในลักษณะต่างๆ แต่ในหมวดธรรมนั้น ท่านจะเน้นเพื่อให้เราเกิดปัญญา เข้าใจรูปนามต่างๆนั้นอย่างละเอียด ในแง่มุมอันเกี่ยวเนื่องกับความเป็นจริงของมัน ทั้งสมมุติและปรมัตถ์ และความเป็นจริงในเรื่องทุกข์ เพื่อเราจะได้ใช้ดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ (หน้า 131)
ความหลงมันทำให้เราเกิดอะไร? ความหลงมันทำให้เราเกิดตัณหา โดยอาการที่เราจะเห็นมันได้ มันแสดงออกเป็นตัณหาความทะยานอยาก ตัวความหลงนั้น มันเห็นไม่ได้หรอก มันเป็นอวิชชา เป็นความไม่รู้ เป็นความรู้ที่ผิดเพี้ยน มันไม่มีอาการให้เราเห็นหรอก จะมีอาการให้เห็นได้ก็ที่ตัวตัณหาที่มันทะยานไปพุ่งไปนี่ล่ะ (หน้า 137)
... ปัญญาหมายถึง การที่สังขารเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เรารู้เท่าทันสังขารนั้นว่าเป็นกุศล อกุศล และเราสามารถใช้ประโยชน์ได้ และตัดวางความยึดติดกับมันได้ นั่นคือตัวปัญญาทางพระพุทธศาสนาที่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่ง...มีอยู่แล้วในจิตเดิมแท้ ...
แต่เพราะจิตเราเต็มไปด้วยความมัวหมอง เราจึงไม่สามารถทำให้ปัญญานี้เกิดขึ้น อาจารย์จึงเรียกปัญญาที่มีอยู่แล้วในจิตเดิมแท้ว่า ปัญญาญาณ แต่ปัญญาญาณนี้ต้องถูกโน้มน้าวและเหนี่ยวนำด้วยปัญญาภายนอก หรือปัญญาที่เราสร้างขึ้นก่อน ... คือการได้ยินสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อได้ยินสิ่งที่ถูกต้องแล้วเราพิจารณาจนเกิดความเข้าใจ มันจะเริ่มมีสัมมาทิฐิระดับอ่อนๆเกิดขึ้น ปัญญาตัวนี้จึงต้องอาศัยการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า เราไม่มีทางมีสัมมาทิฐิ (หน้า 141-142)
... นี่คือลำดับขั้นในการพัฒนาปัญญา ซึ่งในขั้นนี้เมื่อเราพัฒนาปัญญาแล้ว เราเรียกว่า ดูให้เห็น ซึ่งเบื้องต้นของการภาวนา ต้องมีความสงบเป็นฐานรองรับ แล้วเมื่อถึงตรงนี้ เราจะเริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่า เห็นจริง ถ้าจิตมันยอมรับขึ้นมาว่า จริง!ที่มันเสื่อมสลาย นั่นก็เรียกว่าเราเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งก็แล้วแต่ระดับ (หน้า 145)
ดังนั้น ถึงบอกว่าเมื่อตั้งสามฐานได้ นั่นคือฐานที่เราจะเริ่มเห็นตามความเป็นจริง เราจะต้องเดินต่อ ยังมีงานที่จะต้องเห็นต้องเรียนรู้ต่ออีกเยอะแยะ ไม่ใช่ไปยึดว่าสามฐานที่เป็นอิสระนั้นคือความหลุดพ้น เพราะเรายังขาดเหตุและผล หรือขาดการแจ้งประจักษ์เข้าใจชัดในขันธ์ห้าทั้งปวง ... อายตนะเกิดขึ้น ... อายตนะมีสังโยชน์ประกอบ ไม่มีสังโยชน์ประกอบ มีสังโยชน์ร้อยรัด ไม่มีสังโยชน์ร้อยรัด ขันธ์ห้ามีอุปทาน ขันธ์ห้าไม่มีอุปทาน
เรายังไม่เห็น เราต้องดูไปเรื่อยๆจนจิตมันยอม มันจะต้องนำสิ่งนี้มาพัฒนาอีก ... เรายังขาดสิ่งสำคัญ ก็คือปัญญา เรายังไม่สามารถปลุกให้ปัญญาเดิมแท้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งก็ปัญญาแห่งการตัดขาดจริงๆ เพราะมีความเข้าใจแจ้งประจักษ์ (หน้า 147-148)
โฆษณา