15 ก.ย. เวลา 12:03 • ท่องเที่ยว
ศรีลังกา

สู่เมืองเอลล่า บนรถไฟสายคลาสสิก

Chapter 95/3: To Ella, A Classic Train Journey
มาถึงอีกตอนที่อยากเล่ามาก กับประสบการณ์นั่งรถไฟในศรีลังกาจาก Kandy ไปยัง Ella พร้อมวิวไร่ชาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สวยจนแทบไม่อยากละสายตาเลย
ป่ะ…ไปขึ้นรถไฟกันค่ะ
จาก Kandy เราจะนั่งรถไปที่สถานี Nanu Oya เพื่อขึ้นรถไฟต่อไปยัง Ella ซึ่งจริงๆ แล้วเราจะไปด้วยรถยนต์ก็ได้ เพราะเร็วกว่าและประหยัดเวลากว่า แต่เส้นทางรถไฟสายนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่สวยติดอันดับโลก ก็เลยต้องมาลองกันซักหน่อย
วันนี้เราต้องเดินทางกันยาวๆ ประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ก็ไม่รู้สึกเบื่อเลยเพราะ DD คนขับของเราขยันแวะเหลือเกิน (ซึ่งเราชอบนะ เพราะจะได้คลายเมื่อยด้วย 😁) ทั้งแวะไร่ชาที่อยู่ข้างทาง พาเราลงไปดูและอธิบายวิธีเก็บใบชาของชาวไร่ว่าเค้าเลือกเก็บส่วนไหน ทำไม
ไร่ชาข้างทางที่พวกเราผ่าน
หรือแวะถ่ายรูปที่น้ำตก ที่ก็เป็นน้ำตกเล็กๆ ข้างทางเหมือนกัน
น้ำตกลับๆ ของ DD คนขับของเรา
เรามั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ต้องไม่ทันสังเกตุเห็นน้ำตกนี้แน่นอน เพราะมีแค่รถเราคันเดียวที่จอดที่นี่ คันอื่นๆ ขับผ่านกันไปหมดเลย ถึงจะเป็นน้ำตกเล็กๆ แต่ก็สวยดีค่ะ
ตลอดทางที่รถผ่านเราจะได้เห็นวิวไร่ชาสวยๆ แบบนี้มากมาย
ขึ้นมาบนนี้อากาศเย็นสบายมาก
นั่งรถซักพักเราก็ถึง Bluefield Tea Gardens ที่ตั้งอยู่บริเวณ Ramboda ในเขต Nuwara Eliya
Bluefield Tea Gardens
ที่นี่เป็นทั้งไร่ชาและโรงงานผลิตชาซีลอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงที่สุดของศรีลังกา
ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อ Maurice Worms และ Gabriel Worms สองพี่น้องผู้มีเชื้อสายจากตระกูล Rothschild เป็นผู้บุกเบิกกิจการไร่ชาและกาแฟในบริเวณนี้ โดยนำต้นชาจากประเทศจีนมาทดลองปลูกตั้งแต่ราวปี 1841–1842 และก่อตั้ง Bluefield Tea Garden ขึ้น ก่อนที่อุตสาหกรรมชาซีลอนจะเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังในเวลาต่อมา
เมื่อเข้ามาภายในไร่ เราจะได้ชมกระบวนการผลิตชาที่เริ่มตั้งแต่ตอนที่ชาวไร่นำใบชาสดมาส่งที่โรงงาน จากนั้นนำใบชาไปตากแห้ง ผ่านขั้นตอนต่างๆ ทั้งการม้วนและบดใบชา ออกซิไดซ์ อบแห้ง และนำมาคัดแยกตามเกรด จนออกมาเป็นชาที่เราได้ดื่มกัน
เครื่องจักรหลักของที่นี่ยังเป็นเครื่องดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเปิดโรงงานตั้งแต่ปี 1841 เลย
เครื่องจักรคลาสสิคมาก
ที่ Bluefield เค้าแยกประเภทของชาออกเป็น 10 เกรดแบ่งตามประเภทของใบชา
ซึ่งชาที่ดีที่สุดของที่นี่คือ Golden Tips เป็นชาขาวระดับพรีเมียมที่ผลิตจากยอดชาอ่อน ซึ่งผลิตได้ในปริมาณน้อย เลยเป็นหนึ่งในชาที่หายากและมีราคาสูงที่สุดของศรีลังกา เรามีโอกาสได้ลองชิมชา Golden Tips ด้วยแต่ความที่จมูกยังรับรสไม่ค่อยดีจากอาการหวัดเลยไม่รู้ว่าหอมขนาดไหน แต่เพื่อนบอกชาดีมาก กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ รสชาตินุ่มละมุน ดื่มง่าย หวานอ่อนๆ ติดปลายลิ้น
ใครที่วางแผนเดินทางเส้นทางเดียวกับเรา แวะมาเที่ยวที่ Bluefield Tea Gardens ได้เลย นอกจากจะมีคนพาเดินชมโรงงานแล้ว ที่นี่ยังมีร้านขายชา และคาเฟ่อีกด้วยค่ะ
จากไร่ชา Bluefield Tea Gardens เรานั่งรถอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงสถานีรถไฟ Nanu Oya ค่ะ
นักท่องเที่ยวนิยมใช้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการนั่งรถไฟชมวิวไปยัง Ella เพราะใช้เวลาไม่นานประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ตารางเวลาเดินรถไฟ
เป็นสถานีที่มีเสน่ห์และดูคลาสสิกมาก เพราะยังคงเก็บบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสัมผัสการเดินทางด้วยรถไฟในยุคก่อนจริงๆ
สาเหตุที่เส้นทางนี้ได้ชื่อว่าเป็น "One of the most scenic train rides in the world" (หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่ทิวทัศน์สวยที่สุดในโลก) เพราะตลอดเส้นทาง รถไฟจะค่อยๆ วิ่งผ่านไร่ชาซีลอนที่เขียวขจี และหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก
รถไฟขบวนนี้จะมีให้เลือก 3 ชั้นโดยสาร ได้แก่ First Class คือติดแอร์และจองที่นั่งได้ ส่วน Second Class และ Third Class จะไม่ติดแอร์แต่มีหน้าต่างเปิดได้ โดยมีทั้งแบบจองที่นั่งได้และจองไม่ได้ ซึ่งของเราจองแบบ First Class มาเพราะกลัวว่าอากาศจะร้อน
รถไฟไม่ได้เป็นรุ่นใหม่ที่ทันสมัยมากนัก แต่ภายในก็ถือว่าสะดวกสบายระดับหนึ่ง
ส่วนของโบกี้ First Class
หลังจากนั่งไปได้สักพัก ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ ก็แอบมาบอกความลับว่า ให้ลองเดินไปที่โบกี้แรก จะมีผู้ช่วยพนักงานขับรถไฟอยู่ตรงนั้น เอามือถือให้เขาช่วยถ่ายให้ได้ เพราะเขารู้ว่าต้องถ่ายมุมไหน จังหวะไหน ถึงจะได้ภาพสวยๆ แล้วก็ค่อยให้ทิปเขาหน่อย
ได้ยินแบบนี้จะรอช้าอยู่ใย…รีบไปเลยค่ะ 😆
ปรากฏว่าดีเกินคาด น้องฝีมือดีมาก ได้ทั้งภาพและคลิปสวยๆ กลับมา ซึ่งคลิปที่เห็นใน teaser ของตอนนี้ที่โพสต์ไปก่อนหน้า ก็เป็นผลงานของน้องนี่แหละค่ะ
จนตอนนี้ยังรู้สึกขอบคุณคุณผู้โดยสารข้างๆ อยู่เลย ที่ช่วยชี้ทางสว่างให้ ไม่งั้นคงไม่ได้ภาพเป็นที่ระลึกสุดคูลแบบนี้กลับมาด้วย
ป.ล. ในความเห็นเรา จองที่นั่งแบบ Second Class น่าจะดีกว่าเพราะเปิดหน้าต่างได้ จะได้เก็บภาพสวยๆ ระหว่างทางได้ เรานั่ง First Class ที่เปิดหน้าต่างไม่ได้เลย ถ่ายรูปก็ติดกระจก ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่
และถ้าเรานั่งรถไฟเลยสถานี Ella ต่อไปทาง Demodara จะได้ผ่าน Nine Arches Bridge หรือสะพานโค้งเก้าช่อง สะพานรถไฟเก่าแก่จากยุคอาณานิคมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขา และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของศรีลังกาที่สวยประมาณนี้เลยค่ะ
รูปจาก https://www.lovesrilanka.org/nine-arches-bridge/
แต่เราเลือกพักที่ Ella แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยนั่งรถไปที่ Nine Arches Bridge เพราะที่ Ella มีโรงแรมสวยถูกใจอยู่ที่นึงที่เราอยากลองไปพักชื่อ 98 Arces เดี๋ยวไปดูกันว่าบรรยากาศจะดีขนาดไหนค่ะ
นั่งรถกันอีกซักพักเราก็ถึงเมือง Ella
Ella (เอลลา) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่สูงทางตอนกลางของศรีลังกาในเขตจังหวัดอุวา (Uva Province) มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,041 เมตร มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15–25 องศาเซลเซียสเท่านั้น เมืองนี้ก็เลยเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่นิยมของนักท่องเที่ยว
จากสถานีรถไฟเราก็เข้าที่พักกันเลย ซึ่งเป็นที่พักที่อยากนำเสนอมากในทริปนี้ ที่นี่คือ 98 Acres ค่ะ
98 Acres Resort & Spa เป็นรีสอร์ตที่ตั้งอยู่บนเนินเขาท่ามกลางไร่ชาบนพื้นที่ขนาด 98 เอเคอร์ ก็เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อโรงแรมค่ะ
ตอนเช็คอิน เค้ามีพิธีต้อนรับแขกแบบนี้ด้วย น่ารักดี
เราจองห้องแบบ Honeymoon Deluxe ไว้บรรยากาศดีมากๆ
ห้องพักสวยสุดๆ
จากห้องพักมองเห็นวิวภูเขารอบ Ella ได้กว้างมาก
มื้อเย็นเราได้ลองอาหารพื้นเมืองศรีลังกากันอีกแล้ว แต่ที่นี่จะเสิร์ฟแบบเป็นชุดอย่างนี้เลย
อาหารพื้นเมืองของศรีลังกา
ถ้าเทียบกันกับมื้อที่เราได้ลองที่ Aliya ในวันแรก รสชาติพอๆ กัน แต่ที่ Aliya ชนะเรื่องบรรดาแป้งที่เค้าเสิร์ฟคู่กับอาหาร โดยเฉพาะ Hoppers อร่อยถูกใจมาก (อ่านได้ในลิงค์ข้างใต้ค่ะ)
และอีกอย่างที่สั่งมาลองทาน Kottu Roti ที่ทำจากแป้งโรตีสับผัดกับเนื้อไก่ แล้วเสิร์ฟคู่กับแกงถ้วยเล็ก อันนี้ก็รสชาติดี แต่พอทานเยอะๆ เริ่มเลี่ยน ดีที่มี Mango Chutney มาช่วยตัดเลี่ยนได้หน่อย
Kottu Roti
หลังจากเดินทางกันมายาวนานในวันนี้ ก็ถึงเวลาพักร่างกันซักที ลาไปกับวิวสวยๆ ของที่นี่ค่ะ
เริ่มวันใหม่กับมื้อเช้าที่โรงแรมที่ดีงามมาก เพราะเค้าให้เป็นแบบ A la cart แต่เสริฟเต็มที่ ไม่อิ่มสั่งเพิ่มได้ เราก็เลยทานกันซะอิ่มแปร้เลย
ประทับใจอาหารเช้าที่นี่มาก
วิวห้องอาหาร…ดีงาม
กิจกรรมวันนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากนอนพักเพราะเรายังคงเป็นหวัดงอมอยู่ ได้แต่ส่งคุณเพื่อนไปเที่ยวที่ Nine Arches Bridge คนเดียว แต่ก็ได้รูปสวยๆ มาฝากทุกคนอยู่ค่ะ
หลังจากเก็บภาพที่เที่ยวที่เป็นจุดหมายของเราในเมืองนี้แล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางกันอีกครั้งเพื่อไปที่เมือง Galle ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางอีกประมาณเกือบ 4 ชั่วโมงเลย
 
และแล้วหลังจากหลังขดหลังแข็งกันมานาน เราก็มาถึง Galle อยากจะบอกว่าในบรรดาทุกที่ที่ได้ไปมา Galle เป็นเมืองที่น่ารักมากๆ และเราชอบที่สุดในทริปนี้เลย แต่จะน่ารักยังไง เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังกันในตอนหน้าค่ะ ส่วนตอนนี้เอารูปโรงแรมที่เราไปพักมาฝากก่อน ชื่อ The Bartizan Galle Fort
The Bartizan Galle Fort
โรงแรมน่ารักมาก เป็นโรงแรมบูทีคสไตล์โคโลเนียลที่ดัดแปลงมาจากอาคารเก่าของดัตช์ พนง. บอกว่าที่นี่เคยเป็นอาคารเก่าของ YMCA ที่อยู่มาถึง 100 กว่าปี ก่อนที่จะถูกขายและเปลี่ยนเป็นโรงแรมในปัจจุบัน
เราจองห้อง North Tower Room with Terrace and Seaview เป็นห้องที่อยู่บนชั้น 4 บริเวณส่วนของป้อมสูงที่เห็นในรูปข้างใต้ ซึ่งมีอยู่เพียง 2 ห้อง แยกอยู่ทางปีกซ้ายและปีกขวา
ห้องก็เลยจะมีขนาดที่ค่อนข้างเล็กหน่อย
ทางเข้าห้อง
วิธีเข้าห้องนี้คือ เราจะต้องขึ้นบันไดมาถึงชั้น 3 ก่อน แล้วต่อด้วยบันไดลับซึ่งเป็นบันไดส่วนตัวสำหรับคนที่พักห้องนี้เท่านั้น ขึ้นไปอีกชั้นถึงจะถึงห้องพักของเราค่ะ กว่าจะถึงเล่นเอาหนื่อยเลย 😵‍💫
แต่ห้องน่ารักมาก
แถมได้ระเบียงชมวิวส่วนตัว แบบนี้
วันนี้ขอลาไปพักผ่อนก่อน Blog นี้ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรมาก นอกจากนั่งรถและนั่งรถ แต่เดี๋ยวตอนหน้าจะพาไปเดินเล่นที่ Galle เมืองสุดจะคิ้วท์กันค่ะ
สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่มาเดินทางด้วยกันนะคะ 😊 แล้วพบกันในตอนหน้าค่ะ
โฆษณา