12 ก.ย. เวลา 14:33 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 113 พิชิตแคว้นมอร์เรีย: (ค.ศ. 1460) เศษซากไบแซนไทน์เมื่อพี่น้องตีกันจนสุลต่านหมดความอดทน

🟥 อย่างที่คุยกันในตอนที่ 110 หลังความพ่ายแพ้ที่เบลเกรด 1456 สุลต่านเมหเหม็ดที่ 2 ทรงปรับยุทธศาสตร์ใหม่นั้นคือ "หยุดบุกขึ้นเหนือแล้วหันไปกลืนกินรัฐเล็กๆรอบตัวให้เหี้ยน"เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ใหม่และป้องกันการถูกแทงข้างหลังตอนนี้เราจะกลับมาโฟกัสที่ตอนใต้ของกรีก “แคว้นมอร์เรีย” กันครับ
3
🟥 ก่อนอื่นก็ขอปูเรื่องว่าหลังจากกรุงคอนสแตนติโนเปิลล่มสลายในปี ค.ศ. 1453 "ไบแซนไทน์ "ไม่ได้สูญสิ้นไปในพริบตาเสียทีเดียวแต่ยังมี "รัฐทายาท" หรือเศษซากสายเลือดที่หลงเหลืออยู่หนึ่งในดินแดนที่สำคัญที่สุดคือ แคว้นมอร์เรีย (Despotate of the Morea) ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรเพโลพอนนีส (Peloponnese) ทางตอนใต้ของกรีซ
🟥 ภารกิจการพิชิตแคว้นมอร์เรีย (Despotate of the Morea) ในปี ค.ศ. 1460 ของเมห์เหม็ดที่ 2 จึงเป็นเหมือนการ "ตามเก็บกวาดเศษซาก" ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ นี่ไม่ใช่สงครามมหากาพย์ที่ต้องใช้การปิดล้อมอันยาวนานแบบสมรภูมิอื่นแต่เป็นผลพวงของ "ความไร้ประสิทธิภาพและการทำลายล้างกันเอง" ของผู้ปกครองแคว้นนี่คือเหตุการณ์ที่นำไปสู่จุดจบของมอร์เรีย
โดยทีเมห์เหม็ดที่ 2 แทบไม่ต้องออกแรงมากนัก...
🟩1. พี่น้องที่เกลียดปานจะกลืนกิน
🔹แคว้นมอร์เรียปกครองโดยผู้ปกครองร่วมสองคนคือ โธมัส (Thomas) และ เดเมตริออส (Demetrios) ทั้งคู่เป็นพระอนุชาของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 (จักรพรรดิองค์สุดท้ายที่พลีชีพที่คอนสแตนติโนเปิล)
🔹แทนที่ทั้งคู่จะรวมพลังกันเพื่อกอบกู้จักรวรรดิพวกเขากลับเกลียดชังและทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันเองตลอดเวลา
แทนที่จะร่วมมือต้านทานผู้บุกรุกสองพี่น้องกลับขัดแย้งกันเอง
▪️ โธมัส พาลาโอโลกอส (Thomas Palaiologos): ผู้มีแนวคิดฝักใฝ่ชาติตะวันตกและต้องการขอความช่วยเหลือจากพระสันตะปาปาเพื่อต่อต้านออตโตมัน
▪️ เดเมตริออส พาลาโอโลกอส (Demetrios Palaiologos): ผู้มีแนวคิดประนีประนอมและมองว่าการยอมจำนนต่อออตโตมันคือทางรอดเดียว
🔹 พวกเขากลับทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันเองอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ปี 1453 ถึง 1459 ทำให้เศรษฐกิจของมอร์เรียพังพินาศและเปิดโอกาสให้ขุนนางท้องถิ่นรวมถึงทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียทนไม่ไหวลุกฮือขึ้นก่อกบฏ
🟨2. ชักศึกเข้าบ้าน (1453–1454)
🔸เมื่อประชาชนในมอร์เรีย (ทั้งชาวกรีกและชาวแอลเบเนียที่อพยพมาหลังกรุงคอนสแตนติโนเปิลล่มสลาย) ทนความเน่าเฟะของสองพี่น้องไม่ไหวจึงก่อกบฏครั้งใหญ่
🔸สิ่งที่โธมัสและเดเมตริออสทำแบบเหลือจะเชื่อก็คือ ส่งจดหมายไปขอให้เมห์เหม็ดที่ 2 ส่งกองทัพออตโตมันมาช่วยปราบประชาชนของตัวเอง เมห์เหม็ดจึงส่งแม่ทัพตูราฮาน เบย์ (Turahan Bey) ลงมาปราบกบฏให้ และเตือนสองพี่น้องว่า "เลิกทะเลาะกันและจ่ายส่วยได้แล้ว"
🟪 3. ฟางเส้นสุดท้ายของสุลต่าน (1458–1460)
🔹แน่นอนว่าความสงบอยู่ได้ไม่นานสองพี่น้องกลับมาทำศึกกันเองอีกครั้ง แถมยังค้างจ่ายเครื่องราชบรรณาการให้เมห์เหม็ดเป็นเวลาถึง 3 ปี นอกจากนี้โธมัสยังพยายามแอบเจรจากับชาติตะวันตกให้ส่งกองทัพมาช่วยต้านออตโตมัน
สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ตัดสินใจผนวกแคว้นมอร์เรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ
🔹เมห์เหม็ดที่ 2 ซึ่งกำลังจัดระเบียบบอลข่านอยู่หมดความอดทนกับความวุ่นวายไร้สาระนี้ พระองค์มองว่ามอร์เรียกำลังจะกลายเป็น "จุดยกพลขึ้นบก" ของกองเรือเวนิสหรือครูเสดในอนาคตพระองค์จึงตัดสินใจยกทัพใหญ่ลงใต้ในเดือนพฤษภาคม 1460 เพื่อปิดบัญชีเป็นการถาวร
🟫 4. ฉากจบที่ไร้ศักดิ์ศรี
🔸การบุกของกองทัพออตโตมันในปี 1460 แทบจะไม่พบกับการต่อต้านที่เป็นชิ้นเป็นอันกองทัพของเมห์เหม็ดเดินทัพเข้าสู่เพโลพอนนีสอย่างรวดเร็ว
กองทัพออตโตมันเดินทางเข้าแคว้นมอร์เรีย
🔸เมื่อกองทัพออตโตมันไปถึงเมืองมิสตรา (Mistra) ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่งดงามและศูนย์กลางวัฒนธรรมของมอร์เรีย เดเมตริออ ยอมเปิดประตูเมืองสวามิภักดิ์ต่อเมห์เหม็ดที่ 2 ทันทีโดยไม่ต่อสู้ เมห์เหม็ดริบดินแดนของเขาทั้งหมด แต่ให้เงินบำนาญและส่งเขาไปใช้ชีวิตบั้นปลายในฐานะนักโทษการเมืองที่เมืองเอดิเน (Edirne)
🔸โธมัส: เมื่อเห็นว่าสู้ไม่ได้ โธมัสหอบครอบครัวหนีขึ้นเรือไปอิตาลี โดยนำ "หัวกะโหลกของนักบุญแอนดรูว์" (Relic of St. Andrew) ซึ่งเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ติดตัวไปด้วย เพื่อนำไปมอบให้พระสันตะปาปาปิอุสที่ 2 แลกกับเงินบำนาญประทังชีวิตในกรุงโรม
โทมันนำ "หัวกะโหลกของนักบุญแอนดรูว์" ไปยังอิตาลี
🟧5. การต่อต้านเฮือกสุดท้ายที่ป้อมซัลเมนิโก
🔹 แม้ผู้นำจะหนีหรือยอมจำนนไปหมดแล้วแต่ความกล้าหาญที่แท้จริงกลับมาจากผู้บัญชาการท้องถิ่นนามว่าไกรตซาส พาลาโอโลกอส (Graitzas Palaiologos)
🔹เขารวบรวมทหารรักษาการณ์ตั้งมั่นอยู่ที่ป้อมซัลเมนิโก (Salmeniko) ทางตอนเหนือของมอร์เรีย
🔹 แม้กองทัพออตโตมันจะยึดเมืองส่วนล่างได้แต่ไกรตซาสและทหารของเขาสามารถต้านทานการปิดล้อมป้อมปราการชั้นในจากทัพหลวงของออตโตมันได้นานถึง 1 ปีเต็ม (จนถึงเดือนกรกฎาคม 1461)
ไกรตซาส นำกำลังพลกลุ่มสุดท้ายต้านทานกองทัพสุลต่านที่ป้อมซัลเมนิโก
🔹 ความกล้าหาญของ ไกรตซาส ประทับใจสุลต่านอย่างมากในที่สุดเมื่อหมดสิ้นเสบียงไกรตซาสสามารถเจรจาขอเปิดทางถอยทัพอย่างมีเกียรติเขาและทหารที่เหลือรอดได้เดินทางไปเข้าร่วมกับกองทัพเวนิส ถือเป็นการต่อต้านครั้งสุดท้ายของทหารไบแซนไทน์ในประวัติศาสตร์
(ตลอดชีวิตการที่เมห์เหม็ดให้เกียรติไว้ชีวิตผู้ที่จับอาวุธต่อต้านนั้นหาได้ยากมากๆ)
🚩 บทสรุป: อย่าตีกันเองจนชักศึกเข้าบ้าน
🟥 นี่เป็นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ในแง่การทะเลาะแบบไม่เหลียวแลความพินาศของบ้านเมือง สุดท้ายมหาอำนาจที่จ้องจะฮุบกลืนก็เข้ามาชุบมือเปิบสุดท้าย "เศษซาก" ไบแซนไทน์ก็ปลิวหายไปในสายธารประวัติศาสตร์อย่างง่ายได้
เศษซากสุดท้ายไบแซนไทน์ในบอลข่านถูกกลืนกินอย่างเงียบงัน
🟥 การพิชิตมอร์เรียในปี 1460 คือการลบชื่อของจักรวรรดิไบแซนไทน์ออกจากแผ่นดินกรีซอย่างเป็นทางการดินแดนทั้งหมดถูกแบ่งเป็นเขตปกครอง (Sanjak) ของออตโตมัน และทำให้เมห์เหม็ดที่ 2 ได้ครองแนวชายฝั่งสำคัญที่พร้อมจะทำศึกใหญ่ทางทะเลกับ "สาธารณรัฐเวนิส" ในอนาคต

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา