14 ก.ย. เวลา 00:00 • ธุรกิจ

บทที่ 187 : เสียงของเจ้าของผลผลิต — สมาชิกหลายร้อยคนกำลังตัดสินข้อเสนอที่ต้องใช้เงินลงทุน 120,000 เหรียญ หากยอมรับข้อตกลงนี้...

พวกเขาอาจได้ความแน่นอนอีกหลายปีข้างหน้า แต่หากปฏิเสธ โอกาสนั้นอาจไม่ย้อนกลับมาอีก และคำตอบทั้งหมดกำลังถูกตัดสินอยู่หลัง ประตูบานนั้น
Ethan ยืนมองอาคารประชุมเงียบๆ ขณะที่เสียงอภิปรายยังดังลอดออกมาจากด้านใน...
เช้าวันจันทร์ อาคารประชุมของสหกรณ์ผู้ปลูกธัญพืชแห่งกรีนวัลเลย์คลาคล่ำด้วยผู้คนมากกว่าครั้งก่อนหลายเท่า เสียงสนทนาดังสลับกับเสียงขยับเก้าอี้ไม้ บรรยากาศแปรเปลี่ยนจากงานประชุมคณะกรรมการทั่วไปจนดูคล้ายกับศาลที่กำลังจะตัดสินอนาคตของข้อตกลงฉบับสำคัญ
Ethan จอดรถอยู่ด้านนอก มองผ่านกระจกหน้าต่างเห็นสมาชิกสหกรณ์ทยอยเดินเข้ามาไม่ขาดสาย มีทั้งเกษตรกรรุ่นเก่า เจ้าของไร่รุ่นใหม่ และบางคนพาลูกชายมาด้วย ทว่าทุกคนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน พวกเขาคือเจ้าของผลผลิตที่แท้จริง และวันนี้คือวันตัดสินว่าจะยอมรับข้อเสนอของเขาหรือไม่
“ประหม่าไหม” Clara ที่นั่งมาด้วยถามขึ้น
Ethan มองอาคารประชุมอีกครั้ง “มากกว่าที่เจรจากับธนาคารอีก”
คำตอบนั้นทำให้ Clara หัวเราะเบาๆ เพราะเธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้พูดเล่น การเจรจากับธนาคารใช้ตัวเลข นักลงทุนใช้ผลตอบแทน แต่กับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับไร่นามาทั้งชีวิตนั้นแตกต่างออกไป คนเหล่านี้ไม่ได้ตัดสินใจด้วยผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ประสบการณ์ ความทรงจำ และบทเรียนที่เคยถูกเอาเปรียบในอดีตเป็นตัวตั้ง
เมื่อ Ethan เดินเข้าไปในห้องประชุม สายตาหลายร้อยคู่หันมามองทันที เขาเป็นคนนอก ไม่ใช่สมาชิกสหกรณ์ และไม่ใช่เกษตรกร แต่คือคนจากปลายน้ำที่ต้องการซื้อผลผลิตของพวกเขาในระยะยาว
ประธานกรรมการลุกขึ้นยืน “ทุกคนครับ” เสียงในห้องค่อยๆ เงียบลง “วันนี้คุณ Ethan จาก Vale Bakery จะมานำเสนอข้อเสนอการลงทุนโรงโม่และสัญญารับซื้อระยะยาว... เชิญครับ”
Ethan ลุกขึ้นช้าๆ เขาไม่ได้หยิบกราฟ ไม่ได้ถือเอกสารหนาๆ และไม่ได้เริ่มต้นด้วยตัวเลข “ก่อนอื่น ผมอยากขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาฟังคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ผมรู้ว่าหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคนทำเบเกอรี่ถึงอยากมาลงทุนโรงโม่”
บางคนพยักหน้าตรงกับคำถามในใจ
Ethan หยุดเล็กน้อย “คำตอบง่ายมากครับ เพราะผมเบื่อการลุ้นราคาวัตถุดิบทุกปี”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นทันที ความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย
“และผมเชื่อว่าพวกคุณก็คงเบื่อการลุ้นราคาขายเหมือนกัน”
คราวนี้หลายคนหัวเราะออกมา แม้ไม่ดังนัก แต่กำแพงระหว่างสองฝ่ายเริ่มทลายลง
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อกดราคา ถ้าต้องการทำแบบนั้น ผมคงไม่ลงทุนถึง 120,000 เหรียญ” เขาปล่อยให้ตัวเลขนั้นทำงานในใจคนฟัง “ผมมาเพราะต้องการความแน่นอน โรงงานของผมต้องรู้ต้นทุนล่วงหน้า เหมือนที่ครอบครัวของพวกคุณต้องรู้ว่าปีหน้าจะมีรายได้เท่าไร เรากำลังแก้ปัญหาเดียวกันครับ”
จากแถวกลางห้อง ชายวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่งยกมือขึ้น “ผมมีคำถาม ถ้าราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นมากจริงๆ สัญญาของคุณจะไม่ทำให้พวกเราเสียเปรียบเหรอ”
คำถามนั้นทำให้หลายคนพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด
Ethan พยักหน้ารับ “เป็นคำถามที่ดีครับ ถ้าราคาเฉลี่ยในตลาดสูงกว่าเพดานที่กำหนดติดต่อกัน 90 วัน พวกคุณมีสิทธิ์เปิดรับข้อเสนอจากผู้ซื้อรายอื่น และ Vale Bakery มีสิทธิ์เสนอราคาเท่ากันก่อน ถ้าผมสู้ราคาไม่ได้ ผมก็เสียสิทธิ์ในการซื้อวัตถุดิบ”
ชายคนนั้นขมวดคิ้ว “แล้วทำไมต้อง 90 วัน”
ทันทีที่คำถามหลุดออกมา Ethan รู้ทันทีว่าคณะกรรมการได้ส่งต่อข้อกังวลนี้ไปถึงสมาชิกแล้ว “เพราะผมต้องแยกความแตกต่างระหว่างความผันผวนชั่วคราวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดจริงๆ” เขาหยิบปากกาขึ้นมา “ถ้าราคาขึ้นหนึ่งสัปดาห์ อาจเป็นข่าวลือ ถ้าขึ้นหนึ่งเดือน อาจเป็นการเก็งกำไร แต่ถ้าสูงต่อเนื่องสามเดือน นั่นแปลว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจริง”
ความเงียบปกคลุมห้อง หลายคนเริ่มคิดตามเหตุผลนั้น
ชายสูงวัยอีกคนลุกขึ้นถามต่อ “แล้วทำไมพวกเราต้องเชื่อว่าคุณจะทำตามสัญญา” คำถามนี้คมกว่าเดิม เพราะมันวัดกันที่ความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ตัวเลข
Ethan นิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบตรงไปตรงมา “พวกคุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมครับ... เชื่อสัญญาดีกว่า” เขาเปิดเอกสารชี้แจง “ถ้า Vale Bakery ผิดสัญญา สหกรณ์มีสิทธิ์ยกเลิกข้อตกลงทันที ถ้าเราจ่ายเงินล่าช้าหรือรับซื้อไม่ครบตามปริมาณที่ตกลงไว้ ก็มีบทลงโทษระบุไว้ทั้งหมด ธุรกิจที่ดีไม่ควรอยู่บนความไว้ใจอย่างเดียว แต่มันต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ถูกออกแบบให้ทั้งสองฝ่ายรักษาคำพูดด้วย”
ประธานกรรมการเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย มันคือเหตุผลเดียวกับที่ Ethan เคยอธิบายให้เขาฟัง แต่ครั้งนี้มันถูกส่งต่อไปถึงเจ้าของผลผลิตตัวจริง
หลังจากนั้น คำถามยังคงถูกยิงออกมาไม่ขาดสาย ทั้งเรื่องราคา ปริมาณรับซื้อ คุณภาพสินค้า ภัยแล้ง การขนส่ง และการประกันความเสี่ยง ซึ่ง Ethan ตอบทุกข้ออย่างอดทน หนึ่งชั่วโมงผ่านไป... สองชั่วโมงผ่านไป บรรยากาศจากการไล่ต้อนเริ่มกลายเป็นการแลกเปลี่ยน สมาชิกเริ่มพูดคุยกันเอง บางคนเห็นข้อดี บางคนยังลังเล แต่ไม่มีใครมองเขาเป็นศัตรูอีกแล้ว
เมื่อการประชุมเข้าสู่ช่วงท้าย ประธานกรรมการจึงลุกขึ้นยืน “ผมคิดว่าทุกคนได้รับข้อมูลเพียงพอแล้ว จากนี้คณะกรรมการจะเปิดให้สมาชิกอภิปรายภายในก่อนลงมติ ขอบคุณที่คุณ Ethan มาชี้แจงด้วยตัวเองครับ”
Ethan พยักหน้า “ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ”
เขาเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องประชุม ทันทีที่ประตูไม้ปิดลงด้านหลัง เขาระบายลมหายใจยาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง
Clara ที่รออยู่ด้านนอกถามขึ้น “เป็นยังไงบ้าง”
Ethan หันกลับไปมองอาคารประชุม เสียงอภิปรายยังดังลอดออกมาเป็นระยะ “ผมไม่รู้ แต่ครั้งนี้อย่างน้อยพวกเขาก็ยอมคิดถึงข้อเสนอ ไม่ใช่ปฏิเสธมันทันที”
ทั้งคู่ยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ในมือของฝั่งเขาอีกต่อไป แต่อยู่ในมือของชาวไร่หลายร้อยคนที่กำลังถกเถียงกันอยู่หลังประตูบานนั้น
การเจรจาที่สำคัญบางครั้งไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการทำให้อีกฝ่ายยอมเปิดใจรับฟัง และในวันนี้ Ethan ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนคำตอบสุดท้ายกำลังจะถูกตัดสินในไม่ช้า
📖 [เบื้องหลังงานเขียน —บทที่ 187 : เสียงของเจ้าของผลผลิต]
#เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#ธุรกิจ
#พัฒนาตัวเอง
#นิยายธุรกิจ
#การบริหารจัดการ
#ความร่วมมือทางธุรกิจ
โฆษณา