Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องนี้เคยดูแล้ว
•
ติดตาม
13 ก.ย. เวลา 17:34 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
"HOPE" (2026)
เมื่อสิ่งมีชีวิตปริศนาปรากฏตัว
พร้อมออกไล่ล่าคร่าชีวิตผู้คน
เหล่าชาวบ้านจึงต้องจับอาวุธต่อสู้
โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร?
HOPE 2026
ภาพยนตร์ไซไฟ Thriller Action ฟอร์มยักษ์จากเกาหลีใต้ ผลงานล่าสุดของ นาฮงจิน (Na Hong-jin) จากผู้กำกับ The Chaser, The Yellow Sea และ The Wailing ที่กลับมาทำหนังใหญ่อีกครั้งหลังห่างหายจากวงการภาพยนตร์ไปนานถึง 10 ปี โดยครั้งนี้เจ้าตัวเปลี่ยนแนวมาจับเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตปริศนาจากต่างดาว ที่เข้ามาปรากฏตัวในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งบริเวณชายแดนเกาหลี
หนังได้นักแสดงระดับแถวหน้ามาร่วมงานกันเพียบ ทั้ง Hwang Jung-min, Zo In-sung, Jung Ho-yeon รวมถึงนักแสดงต่างชาติอย่าง Michael Fassbender, Alicia Vikander และ Taylor Russell เรียกว่าตั้งแต่เห็นรายชื่อนักแสดง ผู้กำกับ รวมถึงตัวอย่างหนังแล้ว บอกเลยว่า “ยังไงก็ต้องไปดูในโรง”
และด้วยกระแสรีวิวในโลกโซเชียล HOPE จึงถือเป็นหนังอีกเรื่องที่เสียงแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน (ผู้เขียนไปดูในโรงตั้งแต่วันแรก ก่อนมีดราม่าจ้า) มีทั้งคนที่ชอบมากและคนที่ไม่ชอบเลย ซึ่งส่วนตัวหลังจากดูจบก็พบว่า…เออ! หนังแม่งโคตรมัน ถูกจริตจัดๆ
เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองท่าขนาดเล็กแห่งหนึ่งใกล้เขต DMZ เมื่อสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเอเลี่ยนปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่ ทำให้เมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก บอมซอก (Hwang Jung-min) ผู้กำกับสถานีตำรวจในพื้นที่ จึงต้องวมมือกับชาวบ้านรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ โดยมี ซองเอ (Jung Ho-yeon) ตำรวจสาวมือใหม่เป็นกำลังเสริม อีกด้านฝ่ายสำรวจในป่าก็นำโดย ซองกี (Zo In-sung) พรานหนุ่มผู้มีประสบการณ์ก็ได้เข้าร่วมค้นหาความจริงของสิ่งมีชีวิตปริศนาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
1
ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เหมือนจะเป็นเพียงการเอาชีวิตรอดจากสัตว์ประหลาดธรรมดาๆ เรื่องราวก็เริ่มเปิดเผยบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วสิ่งมีชีวิตพวกนี้คืออะไรกันแน่ และพวกมันมาที่นี่เพื่ออะไร?
ส่วนตัวต้องบอกก่อนเลยว่า ชั่วโมงแรกของหนังคือดีงามมาก!
สิ่งที่ชอบที่สุดคือบรรยากาศและวิธีการบิวด์อารมณ์คนดูของหนัง ช่วงองค์แรกหนังแทบจะดึงเราไปอยู่ในระนาบเดียวกับตัวละครหลัก ได้มองเห็นซากปรักหักพังในระดับสายตาเดียวกับตัวละคร และต้องคอยระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าไอ้ตัวประหลาดมันจะโผล่มาจากตรงไหน เมื่อไหร่ เลยกลายเป็นว่าช่วงที่ยังไม่เห็นเอเลี่ยนเต็มๆ กลับลุ้นมากกว่าตอนที่มันออกมาให้เห็นซะอีก!
ที่สำคัญนี่เป็นหนังที่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการปูเรื่อง เพื่อบิวด์อารมณ์คนดู แต่ส่วนตัวกลับไม่รู้สึกว่ามันนานเลย เพราะระหว่างทางมันมีทั้งความสนุก ความตื่นเต้น ความฮา และความลุ้นระทึกสอดแทรกเข้ามาตลอด จังหวะของหนังช่วงแรกเลยทำงานกับเราได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะบรรยากาศของเมืองท่าติดชายแดนที่ทำออกมาได้สวยดี ทั้งสภาพแวดล้อมที่ดูโดดเดี่ยว ซากปรักหักพัง และความรู้สึกเหมือนเมืองแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก ยิ่งทำให้บรรยากาศของหนังมีความกดดันอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเพลงประกอบที่ช่วยบิวด์ความระทึกได้ดีมาก หลายฉากแทบจะรู้สึกว่าเพลงกำลังลากอารมณ์เราให้ไต่ความพีคไปได้อีก
พูดง่ายๆ ก็คือ HOPE เป็นหนัง Thriller Action ที่ค่อนข้างครบรส มันมีทั้งฉากไล่ล่า ความระทึก ความตลก ความบ้าบอ และต้องคอยลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสำหรับส่วนตัวนี่แหละคือเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ แม้ช่วงกลางไปจนถึงท้ายเรื่องจะมีบางจังหวะที่รู้สึกเนือยและอืดอยู่บ้าง มีบางฉากที่รู้สึกว่ายืดหรือวนซ้ำๆ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอเอนจอยได้ ไม่ได้รู้สึกว่าความยาวกว่า 160 นาทีจะเป็นปัญหาอะไร
ส่วน CG ที่เห็นหลายคนพูดถึงกันเยอะ ส่วนตัวก็ไม่ได้มีปัญหากับมันเท่าไหร่ คือพยายามจับผิดแสงเงาอยู่เหมือนกันนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยรู้สึก อาจเป็นเพราะการออกแบบเอเลี่ยนแต่ละตัวมันชวนว้าวและมีเอกลักษณ์มาก พอเห็นดีไซน์แล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย เท่ ครีเอทดีว่ะ” มันก็เลยช่วยให้เรามองข้ามข้อจำกัดของ CG ไปได้บ้าง อารมณ์แบบยอมหลับตาข้างนึง
ในด้านนักแสดงก็เป็นอีกหนึ่งพาร์ทที่ชอบ บอมซอกที่รับบทโดย Hwang Jung-min เล่นได้ครบรสมาก ทั้งความจริงจัง ความลน ความกลัว ขี้ขลาด และจังหวะตลกโปกฮาต่างๆ ทำให้ตัวละครมีชีวิตและช่วยพยุงอารมณ์ของหนังได้ดี
ส่วนตำรวจสาว ซองเอ (Jung Ho-yeon) ก็เป็นตัวละครที่ทั้งเท่และน่ารัก มีความโดดเด่นมาก แต่ส่วนตัวแอบรู้สึกว่าบทส่งให้ตัวละครนี้เก่งเกินไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เหมือนกัน คือพอเห็นความสามารถของเธอแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า “เอ้า แล้วไม่เล่าที่มาที่ไปให้ฟังสักหน่อยเหรอ?” ขณะที่ ซองกี (Zo In-sung) ก็มีความเท่และความเบียวตามประสาพรานป่าที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์
แต่ถ้าถามว่า ใครคือ MVP ที่ขโมยซีนที่สุดในเรื่อง ส่วนตัวขอยกให้ คุณแฮซอล (Im Hyun-sik) แบบไม่มีข้อกังขา พูดละยังฮาอยู่เลย แค่ตอนแรก ตั้งแต่ได้ยินชื่อของตัวละครก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าไอ้นี่ต้องมีอะไรแน่ๆ และพอได้เห็นตัวจริงก็ยิ่งรู้สึกว่าโดนเส้นจัด ไอ้ฉากขี้กลางป่านี่ก็ว่าฮาแล้ว ขำกันลั่นโรง แต่สิ่งที่ชอบที่สุดกลับเป็นวลีติดปากในเรื่องที่ว่า...
“ถ้าคุณแฮซอลเป็นคนพูด ก็แสดงว่าเรื่องจริงแล้วล่ะ”
คือแบบ…วอดส์?? อิหยังวะมากๆ ฮ่าๆๆ โคตรชอบโคตรโดน แต่ก็เห็นหลายคนรีวิวว่าฉากสาธยายเรื่องขี้ของคุณแฮซอลกลางป่าไม่จำเป็นต้องใส่มาเยอะขนาดนั้น แต่ส่วนตัวกลับรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่ช่วยเบรกความตึงเครียดของหนังในองค์แรกได้ดีมาก เพราะช่วงนั้นหนังสร้างความกดดันมาตลอด การมีอะไรบ้าๆแบบนี้เข้ามาแทรก มันเลยทำให้เราได้ผ่อนอารมณ์ลง ก่อนจะกลับไปลุ้นกับสถานการณ์ตรงหน้าต่อ
อีกอย่างที่ชอบคือการออกแบบเหล่าเอเลี่ยน ต้องยอมรับว่าแต่ละตัวดูเท่ดี มีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่า… นี่มัน Attack on Titan ชัดๆ เลยนี่หว่า! ทั้งเอเรน ไททันเกราะ ไททันเกวียน ไททันหญิง เรียกว่ากลิ่นอายลอยมาแต่ไกล แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความสดใหม่ อาจเป็นเพราะยุคนี้ไม่ค่อยมีใครทำหนังแนวนี้ด้วยล่ะมั้ง เลยยังสร้างความรู้สึกว้าวได้เวลาพวกมันโผล่มาแต่ละตัว
และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ช่วงท้ายที่หนังเริ่มเปิดเผยฝั่งของเอเลี่ยนมากขึ้น เพราะตอนแรกเราแทบจะมองพวกมันเป็น “ผู้ร้าย” แบบอัตโนมัติ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตปริศนา เข้ามาไล่ล่าเข่นฆ่ามนุษย์ เราไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ไม่รู้ว่ามันต้องการอะไร และไม่รู้ว่ามันมีเป้าหมายอะไร แต่พอหนังเริ่มทำให้เราเข้าใจพวกมันมากขึ้น ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นกลับเปลี่ยนไป จากที่เคยกลัว กลับเริ่มรู้สึกสงสารหรือเห็นใจ เหมือนหนังพยายามบอกกับเราว่า สิ่งที่เรามองเห็น มันอาจจะไม่ได้อย่างที่คิดก็ได้
ส่วนตัวชอบประเด็นนี้มาก เพราะมันทำให้เรื่องราวไม่ได้มีแค่ “มนุษย์สู้กับเอเลี่ยน” แบบตรงไปตรงมา แต่ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นมาตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่ก็ต้องยอมรับว่าพอเราเริ่มเข้าใจพวกมันมากขึ้น ความน่ากลัวและความลึกลับของเหล่าเอเลี่ยนก็ลดลงไปประมาณหนึ่งเหมือนกัน จากสิ่งมีชีวิตที่เราไม่รู้จักและน่ากลัว กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ตรงนี้ก็คงต้องรอดูกันต่อในภาค 2 เพราะนาฮงจินวางแผนจะเล่าเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ในภาคนี้อยู่แล้ว โดยเริ่ม0tจากช่วงพลบค่ำไปจบก่อนรุ่งสาง และด้วยจำนวนปมที่หนังทิ้งเอาไว้ขนาดนี้… บอกเลยว่าภาค 2 ไม่มีพลาดแน่นอน (เพราะเล่นจบทิ้งปมขนาดนี้ ยังไงก็ต้องไปดูให้หายคาใจ ฮ่าๆ)
แน่นอนว่าถ้าจะหักคะแนน ส่วนตัวขอหักเรื่องความเวอร์ในฝั่งของตัวเอก! คือเอเลี่ยนวิ่งเร็วขนาดนั้น แต่กลับไล่ตามม้าหรือรถตำรวจไม่ทันสักที แถมพี่ซองกีก็ถึกแบบวัวตายควายล้ม โดนเหวี่ยงฟาดต้นไม้ ตกจากที่สูงเป็นว่าเล่น แต่ไม่ยักกะตาย คือคุณพี่จะอึดไปไหนครับวะ? ทีนี้พอรวมฉาก End Credit ก็เลยกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้คนดูเสียงแตกกันหนักมาก
แต่ก็เข้าใจนะ เพราะในเมื่อหนังมันเวอร์มาขนาดนี้แล้ว จะเวอร์ให้มันสุดไปเลยก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร เพียงแต่บางฉากมันก็ทำให้เราหลุดขำกับความอึดของตัวละครอยู่เหมือนกัน
สุดท้ายแล้วถ้าถามว่า HOPE เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบไหม? ส่วนตัวคงตอบว่าไม่ขนาดนั้น เพราะมันมีทั้งช่วงที่เนือย มีฉากที่ยืด มีความเวอร์ มี CG ที่ทำให้สะดุดบางจังหวะ และช่วงท้ายก็เปลี่ยนมุมมองของหนังไปพอสมควร
แต่ถ้าถามว่า สนุกไหม?
ตอบได้เต็มปากเลยว่า สนุกมาก
เพราะหนังทำงานกับเราได้ดีจริงๆ ทั้งชวนให้ลุ้น ตื่นเต้น หัวเราะ เกร็ง กดดัน และที่สำคัญคือทำให้รู้สึกว่าเวลาที่นั่งอยู่ในโรง เราไม่ได้แค่กำลังนั่งดูหนัง แต่กำลังอยู่ในเหตุการณ์เดียวกับตัวละครจริงๆ
ส่วนใครที่ลังเลอยู่ว่าจะไปดูดีไหม ผมว่าคุณอย่าเสียเวลาคิดมากเลย เพราะหนังเรื่องหนึ่งไม่มีทางถูกใจคนทุกคนอยู่แล้ว บางคนอาจรู้สึกว่ามันยาวเกินไป CG ลอย ไม่สมจริง หรือช่วงหลังพาออกทะเล แต่ที่แน่ๆแค่ความเพลิดเพลินในฉากไล่ล่า และความเป็น Thriller Action ในแบบของนาฮงจิน ยังไงก็คุ้มค่าตั๋วแน่นอน ส่วนคุณจะชอบไม่ชอบนั้น ก็ต้องไปลองด้วยตัวเอง
รีวิวหนัง
ภาพยนตร์
movie
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย