Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
P. Jangji อ่านแล้วก็กิน กินแล้วก็อ่าน
•
ติดตาม
15 ก.ย. เวลา 17:25 • หนังสือ
หนังสือ "จากแค่รู้ ถึงแค่รู้"
ชยธมโม ภิกขุ
สวนธรรมะโพธิญาณ
อย่าให้จิตเอนเอียงไปข้างใด
อย่าให้ใจบ่ายเบนไปซ้ายขวา
ไม่ว่าว่างหรือรูปนามล้วนอัตตา
สูญญ์แล้วจากซ้ายขวาจึงว่างจริง (ก่อนหน้า 1)
ฉะนั้น ไม่ต้องไปรู้อะไรมาก ปฏิบัติให้มาก คุมจิตให้ได้จริงๆ จับจิตให้อยู่ให้ได้ ให้มันรู้จักปล่อยวางให้ได้ ให้มันเข้าใจทุกสิ่งตามความเป็นจริง และวางได้จริงๆ ให้มันไม่หวั่นไหว ให้มันรู้เท่าทันอำนาจกิเลส ... และอิสระจากมันให้ได้ นั่นแหละคือพุทธศาสนา ...จริงอยู่ว่าเป็นศาสนาแห่งผู้รู้ แต่ไม่ใช่ผู้รู้มาก แต่เป็นผู้รู้ที่รู้จักเอามาใช้และเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะรู้อะไร มีอะไร ก็มีผล เกิดประโยชน์
เราจึงต้องฝึก เน้นที่การฝึกเป็นสำคัญ เน้นที่การฝึกตนให้มันเกิดประโยชน์ สิ่งใดควรละก็ละ สิ่งใดควรเจริญก็เจริญ พุทธศาสนามีเท่านี้ ... มันไม่ใช่ เรื่องที่จะปรุงแต่งอะไรมากมาย แต่ยิ่งปฏิบัติยิ่งเงียบลงและสั้นลงๆเรื่อยๆ สั้นลงด้วยความตื่นรู้เบิกบาน การปรุงแต่งมันสั้นลง แต่ความตื่นรู้และเบิกบานมันมากขึ้น ... มันเบิกบานเป็นอิสระ สลายกรอบ สลายกำแพงที่ล้อมรอบมันอยู่ (หน้า 2)
เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจให้ถูก และเปิดใจที่จะเรียนรู้ ใฝ่ในการเรียนรู้ หน้าที่ของเราคือการเรียนรู้ไปเรื่อยๆว่าสิ่งใดไม่มีสาระ แล้วฝึกละไปๆ วางไป สิ่งใดมีสาระก็ฝึก เจริญให้ยิ่งขึ้นๆ หน้าที่ของเรามีแค่นี้เอง (หน้า 6)
แต่ก่อนที่จะฝึกจิตตรงนี้ได้ มันต้องมีสัมมาทิฐิ มีความเข้าใจ... ความเข้าใจอันถูกต้องที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยที่สุดเราต้องรู้ว่าทุกสิ่งมันยึดโดยความเป็นตัวตนไม่ได้ เพราะเราหลง เราหลงเป็นตัวเป็นตน เป็นของกูมันก็เลยยึดมากในสิ่งต่างๆมากมาย มันก็เลยเป็นทุกข์ ... ก็ให้เราเข้าใจทุกข์ว่าเป็นอย่างไรนะ เราเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ว่าเป็นอย่างไรนะ เมื่อเราเข้าใจทุกข์ เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ รู้แล้วว่าอะไรคือเหตุแห่งทุกข์ อะไรคือทุกข์
คราวนี้เราก็เริ่มดำเนินสิ่งที่ว่า คือ จับจิตไอ้ที่สอดส่ายวุ่นวายนักให้กลับมาอยู่กับหลักกับเกณฑ์เสียก่อน นั่นคือ ความสงบ พูดง่ายๆเลิกซัดสาย เลิกส่อส่ายวุ่นวายไปหมด พอเสร็จแล้วก็กลับมาตื่นรู้ดูตัวเราเองนะ ตื่นรู้ดูตัวเราเอง ดูอะไรล่ะ ก็ดูรูปนาม ... เรากลับมาดูรูปนาม ก็คือเรากลับมาดูทุกข์ แต่เราไม่รู้ว่าเรากำลังดูทุกข์อยู่ ทุกข์มันมีสามระดับ ตามลักษณะของการปฏิบัติ ...
ทุกข์ที่เป็นเปลือกนอกที่เรามองเห็นได้ชัด ก็คือ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจเป็นทุกข์ ทุกข์กายเป็นทุกข์ นั่นสิ่งเหล่านี้มันเป็นทุกข์ที่เราเห็นได้ เป็นทุกข์ที่เราเห็นอยู่ชัดๆ...
แต่บนทุกข์เหล่านี้สิ่งที่อยู่ระดับข้างใน ก็คือ ทุกข์เพราะจิต ทุกข์ใจเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะจิตมันหวั่นไหว จิตมันไม่สงบ จิตมันปรุงแต่งวุ่นวาย...
เราถึงต้องมองและเข้าใจทุกข์ที่แท้จริงว่า มันเกิดจากจิตนี้ทั้งนั้น ... ทุกข์มันอยู่ที่ใจเรา มันเกิดมาจากใจเรา เราต้องมีปัญญามองเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงเช่นนั้น เรียกว่า เรียนรู้ทุกข์ เข้าใจทุกข์ ...
และในขณะนั้นอีก แม้ที่บอกว่าใจเป็นทุกข์ ใจซัดส่าย ใจปรุงแต่งเป็นทุกข์ มองเข้าไปจริงๆอีก เรียนรู้ทุกข์ให้เห็น แท้จริงไอ้ตรงที่ซัดส่ายเป็นทุกข์มันก็ไม่ใช่เรา มันมีอาการทุกข์ที่ซ้อนอยู่ในนั้นอีก ... ก็คือ เพราะเราหลงยึดจิตเป็นเราต่างหาก เพราะเรามีอุปทานขันธ์ห้า เนี่ยล่ะ มันเลยทำให้เกิดทุกข์ ต่อให้จิตมันซัดส่ายยังไง ฟุ้งซ่านยังไงถ้าเราไม่ยึดจิตเป็นเรา มันจะทุกข์ได้อย่างไร เข้าใจมั้ย ...
... การรู้ทุกข์ก็คือการรู้รูปนาม การรู้รูปนามก็คือการรู้ทุกข์นั่นเอง เราจะรู้ว่าเรายึดขันธ์ห้าอยู่ เราก็ต้องเห็นขันธ์ห้า ซึ่งนั่นก็คือ รูปนาม (หน้า 12-15)
... แม้ความคิดที่เรารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นแม้รู้สึกได้ว่าเราคิดอยู่นั้น แต่มันก็หาตัวตนอะไรไม่ได้มันว่างเปล่า ไม่มีตัวตนอะไร มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย มันเป็นแค่มายา มีอยู่แต่ว่างเปล่า ว่างเปล่าแต่มีอยู่ เหมือนกับพยับแดด เหมือนกับรุ้งกินน้ำ ... ไม่มีตรงไหนเลยที่เป็นตัวความคิดที่แท้จริง หรืออารมณ์ หรืออะไรก็ตาม เห็นรูปนามตามเป็นจริง เห็นรูปนามเป็นของว่างตามเป็นจริง เข้าใจมั้ย
เสร็จแล้วเห็นความจริงที่ว่าว่างคือรูปนาม แต่บนความไม่มีมันกลับปรากฏความรู้สึกขึ้น รับรู้ได้ว่ามันเป็นความคิด รู้สึกได้ด้วยจิต แต่ถึงแม้รู้สึกได้ด้วยจิต มันกลับไม่มีอะไร (หน้า 22-23)
... ซึ่งการรู้หรือสังเกต โดยมิได้ใช้การคิดเลยนั้น ก็คือจิต (หน้า 24)
การปรากฏขึ้นของทุกข์ก็เป็นมายา เหมือนกับพยับแดดเช่นกัน เหมือนกับรุ้งกินน้ำเช่นกัน ... นี่เค้าเรียกว่า มายา สุญญตาคือว่างเปล่าจากตัวตน มันปรากฏขึ้นได้เพราะมันมีเหตุปัจจัยประกอบกัน มันเป็นการถึงพร้อมกันซึ่งเหตุปัจจัย มันเป็น Dependent arising มันเป็นปฏิจจสมุปปันธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะต้องอาศัยสิ่งอื่นร่วมกันจึงปรากฏขึ้น (หน้า 29)
พอเรามาเรียนรู้พิจารณาถึงความไม่ใช่ตัวตน เราก็เลยเห็นว่ารูปนามไม่ใช่ตัวตน ความดีความชั่วไม่มีตัวตน ถูกผิดไม่มีตัวตน เราก็เข้าใจจนกระทั่งแจ้งชัด แล้วเราก็ไป fix อยู่ตรงนี้อีก ซึ่งก็คือรูปนามอีกเหมือนกัน มันคือสัญญา สังขาร ที่หมายมั่นว่า มันไม่ใช่ตัวตน มันว่างเปล่าจากตัวตน
ดังนั้นเราจึงเซอยู่ระหว่าง ... มีตัวตนที่จริงแท้มั่นคงถาวร (สัสสตทิฐิ) พอเราไปพิจารณาจนเห็นอนันตา เราก็ไปยึดในความไม่มีตัวตนเข้าไปอีกเป็น อุจเฉททิฐิ ... แต่ทั้งหมดปัญหามันอยู่ที่สัญญาสังขาร นั่นก็คือเราหลงยึดทิฐิ หลงยึดความเห็น เราติดอยู่ในความเห็น ดังนั้นมันจึงต้องเห็นตามความเป็นจริง ... ทิฐิหรือความเห็นทั้งหลายแม้มันจะถูกต้อง มันก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นมายายึดถืออะไรไม่ได้ (หน้า 40)
พระพุทธเจ้า สอนมาทั้งหมดเพื่ออะไร สัพเพ สังขารา อนัตตา, วะยะธัมมา สังขารา อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ สังขารทั้งหลายมันยอกย้อน วกวน ซับซ้อน มันหลอกไปลวงมา ปลิ้นปล้อน มันหลอกซ้ายหลอกขวา วางนี่ยึดนู่น ซ้อนไปซ้อนมาอยู่อย่างนี้ มันหาตัวตนไม่ได้ มันหลอกนะ อย่าประมาทนะ อย่าไปวางใจกับมัน เราหลงวางใจกับมัน เราจึงออกไม่ได้ซักที
เพราะฉะนั้น หมายความว่าอะไร ท่านให้เราทิ้ง หรือพูดง่ายๆให้เราอิสระจากทิฐิทั้งหมดเท่านั้นเอง ทั้งหมดแล้วก็คือ..... (เงียบ) นั่นล่ะ ธรรมะสูงสุด ที่สุดแล้วก็คือ..... จบ ไม่มีอะไรเลย แม้จะบอกว่าการไม่พูดก็ยังผิดเลย ธรรมที่แท้จริงหุบปากเงียบ มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ เพราะถ้าเราเริ่มมีความเห็นแม้แต่นิดเดียว แม้แต่ความเห็นว่ามันเป็นสุญญตา มันก็ยังผิดเลย ถ้าเราหลง fix อยู่ในความเห็นนั้น (หน้า 41)
การฝึกจิตก็มีหลายแบบ ตั้งแต่เรากำหนดมาก Active meditation และกำหนดอย่างเบา Less active meditation กำหนดเบาลง ผ่อนคลาย คลี่คลายมากขึ้น แล้วก็ไม่กำหนดเลย Non-active meditation ไร้การกำหนด จะอาศัยวัตถุหรือ Object ของสมถะอย่างชัดเจน หรือว่ามีกรรมฐาน มีวัตถุแห่งกรรมฐาน มีองค์กรรมฐานให้เรากำหนด หรือว่าไม่มีองค์กรรมฐาน เราต้องฝึกทั้งหมด เราต้องฝึกจิตให้มันชำนาญทุกรูปแบบ ...
แบบง่ายๆมี Object หรือ แบบไม่มี Object เราก็ต้องฝึกทั้งนั้น นั่งเฉยๆรู้เท่าทันอายตนะทั้งหก แต่จิตไม่ปรุงแต่ง แน่วแน่อยู่ เราก็ต้องฝึก นั่งโดยเราไม่ไปไหลตามหรือขัดแย้งกับสิ่งใดเลย เราอยู่เฉยๆ รู้อยู่เฉยๆ นี่เราก็ต้องฝึก (หน้า 62-63)
ขนาดแค่รดน้ำต้นไม้ เรายังต้องสังเกตเลย (น้ำ แดด ลม ร่ม) ... ไม่ใช่ว่า เออ..ทำไปตามที่เขาขีดเส้นมา แล้วก็ทำเป็น routine ความจำเจมันทำให้เราไม่เกิดปัญญา ทำให้ปัญญาเราไม่งอกงาม (หน้า 76)
บอกแล้วว่า "ไม่มีอะไรมาทำให้ความว่างกระเทือนได้" มันมีแต่ระฆังเท่านั้นแหละที่เคาะแล้วดัง เพราะฉะนั้น ที่เราสะท้านอยู่เรื่อย นั่นเป็นเพราะอะไร? เพราะเรามันแข็งน่ะ...ตัวตนเรามันแข็ง เราต้องหัดยืดหยุ่น ละตัวตนไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราจะยืดหยุ่นได้ พลิกผันแปรเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้หมด เราจะว่าง จิตข้างในเราจะว่าง และปัญญาจะทำให้เราพลิกผันไปตามสถานการณ์ (หน้า 77-78)
นักปฏิบัติมันต้อง อยู่หลายคนก็เหมือนกับอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวก็เหมือนอยู่หลายคน นี่..พลิกไปได้ตลอด เหมือนกัน ในที่สุดมันอันเดียวกัน (หน้า 79)
เพราะฉะนั้น ไม่ว่ากรรมฐานใดที่เราจะใช้ จะใช้ยังไงเราก็ต้องผ่านนิวรณ์ทั้งห้าไป และ นิวรณ์ทั้งห้ามันเกิดขึ้นก็เพราะเราหวั่นไหวตามความไม่พอใจความพอใจ และความพอใจความไม่พอใจ มันเกิดขึ้นก็เพราะเราไม่รู้สิ่งต่างๆตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงได้อยู่เรื่อยๆ เราก็จะไม่กวัดแกว่งมาก และก็ไม่เข้าไปสนใจมันมาก และสามารถสลัดคืน วางเฉยได้ง่าย ... ตั้งมั่นได้ง่าย (หน้า 92)
เมื่อเราเห็นอย่างนี้ เราต้องดูการเกิดขึ้นของจิตว่ามันเกิดขึ้นอย่างไรและดับไปอย่างไร มันรู้มันไปรู้เพราะเหตุใด มันดับเพราะเหตุใด จนกระทั่งเรามองเห็นว่า มันเกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น แม้ขณะที่มันปรากฏขึ้นคือความว่าง แต่มันก็ปรากฏขึ้นคือการรู้ แต่การปรากฏขึ้นของการรู้และว่างนั้น มันอาศัยเหตุและปัจจัย มันต้องมีเหตุและปัจจัยประกอบกันขึ้น มันจึงเกิดขึ้นเช่นนี้ มันจึงไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง (หน้า 96)
ยิ่งเราสังเกตเรียนรู้ ตั้งแต่ตอนแรกเราเห็นกาย ต่อมาเราเห็นเจตสิกหรือความคิดปรุงแต่ง จิตสังขาร แล้วเราก็วางเฉยได้ เรายิ่งตื่นขึ้นอีก ต่อไปเราเห็นตัวจิตเอง จนกระทั่งเห็นความอิสระของมัน เห็นจิตที่อิสระ นั่นเรายิ่งตื่นเต็มที่ แล้วก็สร้างความคุ้นเคยอยู่อย่างนั้น บนความคุ้นเคยตรงนั้นแหละมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ตอกย้ำความรู้เท่าทันรูปนามนี้อย่างชัดเจน ... ซึ่งตรงนี้จะเป็นฐานให้เราเห็นตามสภาพความเป็นจริงของมันต่อไป
ตอนนี้ไม่ต้องใช้ความคิดแล้ว ดูมันไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นสิ่งนี้มี สิ่งนี้เกิดขึ้น เห็นเหตุเห็นผล ดูมันตอนนี้เราจะเกิดปัญญา เห็นตั้งแต่ว่ามันไม่เที่ยง จิตถอยออกมา อิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับไป แปรเปลี่ยน ถ้าเราสังเกตต่อไป โดยเฉพาะถ้าฐานเรามั่นคงตลอด เราจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า มันเป็นปัจจยการ มันประกอบกัน หาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ ซึ่งมันอยู่กันตรงนี้ มันอยู่ในอานาปานสตินี่... จำไว้ว่าฐานตรงนี้ สามอันนี้ หรือสติปัฏฐานสามฐานแรก มันจะเป็นฐานที่ตั้งที่ทำให้เราเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
ทีนี้เมื่อสติปัฏฐานสาม บวกนิสัยช่างสังเกตและมีเหตุมีผล รู้จักแยกแยะได้ดีในการสังเกต เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ลงไปครอบอีกทีหนึ่ง ... เราก็จะเกิดมหาสติปัฏฐานสี่ เดินวิปัสสนาเต็มขั้น ฝึกอย่างนี้ล่ะ อานาปานสติมันก็คือ สติปัฏฐานสี่ แต่เป็นอิริยาบถเดียว คืออิริยาบถนั่งกำหนดลมหายใจ (หน้า 109-111)
มันต้องมีสัมมาทิฏฐิตั้งมั่นอยู่ว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายมันเป็นเพียงมายา ... "ยามสงบหัดเรียนรู้ขันธ์ห้า ที่ลวงตา เสกสรร ว่าเป็นฉัน" ... แม้ไม่มีทุกข์ให้เราดู แต่มันจะมีทุกข์ละเอียดอันหนึ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา คือ อุปาทานักขันธาทุกขา
มันเป็นทุกข์ที่ไม่ได้เจ็บปวด มันไม่ใช่ทุกข์กาย มันไม่ใช่ทุกข์ใจที่รุมเร้า ไม่ใช่คัน ไม่ใช่เจ็บ เป็นทุกข์จากปัญจุปาทานักขันธาทุกขา ... เราสังเกตขันธ์ห้า ... เราจะเห็นมันแค่นิ่งอยู่และยึดสภาวะ เราจะไม่เห็นตัณหาเพราะตัณหามันเบา เราจึงใช้วิธีสังเกตการเกิดขึ้นของขันธ์ห้าว่า ขันธ์ห้ามันเกิดขึ้นอย่างไร?
เนื่องจากเราตั้งฐานมาถูก คือ รู้ กาย เวทนา จิต หรือ รู้ รูป เจตสิก จิต เราก็จะเห็นการเกิดขึ้นของขันธ์ห้า เราสังเกตมันตามสภาพความเป็นจริง
รูปเกิดขึ้นพร้อมเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ,
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นแล้วดับไป,
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นพรึ่บ แล้วก็ดับไปพรึ่บ,
เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ดับลงไปด้วยอาการอย่างนี้ ,
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ถูกยึดมีอาการอย่างนี้ เราหมายมั่นมันเป็นเราเป็นอาการอย่างนี้, การหมายมั่นมันเป็นอย่างนี้,
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจยการ เป็นการถึงพร้อมของขันธ์ห้า อย่างนี้ (หน้า 116-118)
เราเห็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และลมหายใจที่เกิดคือขันธ์ห้า ไม่ใช่ลมหายใจที่เกิดคือแค่รูป ลมหายใจที่เกิดคือปรากฏการณ์แห่งขันธ์ห้า การที่เรารู้ว่าลมหายใจเข้า นั่นคือขันธ์ห้าปรากฏ การที่เรารู้ว่าลมหายใจออก นั่นคือขันธ์ห้าปรากฏ ไม่ใช่แค่รูป ถ้าเราเห็นแค่เป็นรูปเดี่ยวๆ นั่นจิตเรายังหยาบมาก เรายังยึด เรายังไม่มีทางหลุดพ้น (หน้า 119)
การปรากฏขึ้นของขันธ์ห้าเนี่ย มันเป็นปัจจยการ มันเป็นการปรุงแต่ง มันเป็นการปรากฏขึ้นโดยต้องอิงอาศัยกัน มันไม่สามารถมีอยู่เดี่ยวๆเป็นเอกเทศได้ มันจึงไม่ได้มีธรรมชาติที่แท้จริงของตัวมันเอง บนความปรากฏขึ้นมันจึงว่างเปล่าจากตัวตน เพราะมันเป็นปัจจยการ เป็นสังขารปรุงแต่ง ...
ความจริงขันธ์ไม่ได้เป็นเรา ไม่ได้เป็นตัวตน ตอนแรกเราจะแจ้งชัดในความไม่ได้เป็นเราก่อน ตอนหลังจะแจ้งชัดในความไม่ได้เป็นตัวตน มันว่างเปล่าจากตัวตน บนความปรากฏขึ้นของขันธ์ห้า มันว่างเปล่าจากตัวตน ตัวตนที่ว่างเปล่า หรือตัวตนที่ไม่จริงแท้ แล้วแต่ความรู้สึกของเราที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมันไม่ต้องคิด ไม่ต้องจำ ก็แค่รู้ดูไปๆสติก็ตั้งมั่นรู้อยู่ ให้มัน intake ข้อมูลแล้ว get information เข้าไปเยอะๆ มันก็จะเห็น คราวนี้มันก็จะคลายการที่จะหลงยึดติด (หน้า 121-122)
หนังสือ
หนังสือปรัชญา
พุทธศาสนา
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย