Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 05:47 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 115 วัลลาเคีย สนามอารมณ์ 2 มหาอำนาจ : แผ่นดินเลือดในยุคก่อนที่มังกรกลายร่างเป็นปีศาจ
🟥หากมองแผนที่ยุโรปตะวันออกในศตวรรษที่ 14-15 ผ่านเลนส์ของภูมิรัฐศาสตร์ แคว้น "วัลลาเคีย" (Wallachia) ไม่ใช่มหาอำนาจในด้านใดๆเลยแต่เป็น "รัฐกันชน" (Buffer State) ที่ตั้งอยู่บนทำเลที่เลวร้ายที่สุดในยุโรปตะวันออกเพราะมันคือพื้นที่รับแรงกระแทกตรงกลางระหว่างสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่กำลังขยายดินแดนเข้าหากัน
🟥ก่อนที่วลาด (จอมเสียบ) และราดูน้องชายจะเติบโตขึ้นมา แผ่นดินเกิดของพวกเขาถูกหล่อหลอมด้วยความขัดแย้ง การทรยศ และการเอาตัวรอด ภายใต้เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ 2 ประการที่ทำให้แผน่ดินแห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิที่ไม่มีวันสงบ
🟪 ประการแรก 1.ภูมิรัฐศาสตร์ที่ถูกบีบคั้น
วัลลาเคียตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกบีบอัดระหว่างสองมหาอำนาจ
🔹 ทิศเหนือ: ถูกกดทับโดย อาณาจักรฮังการี ซึ่งเป็นมหาอำนาจคาทอลิกที่ต้องการผนวกวัลลาเคียเป็นรัฐบริวาร เพื่อใช้เป็นโล่ป้องกันการรุกรานชาวเติร์กจากทางใต้
🔹 ทิศใต้: มีแม่น้ำดานูบขวางกั้น ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือ จักรวรรดิออตโตมัน ที่กำลังขยายอำนาจอย่างบ้าคลั่ง และต้องการใช้วัลลาเคียเป็นหัวหาดในการบุกทะลวงเข้าสู่ยุโรปกลาง
🔹 ผู้ปกครอง (Voivode) แห่งวัลลาเคียจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเล่นเกมการทูตที่อันตรายที่สุด นั่นคือการ "สลับหน้าไพ่" สวามิภักดิ์ต่อฮังการีในวันหนึ่งส่งส่วยให้ออตโตมันในอีกวันหนึ่งเพื่อรักษาเอกราชของแคว้นเอาไว้
🟪 ประการที่ 2 ฝันร้ายของการสืบราชสมบัติ
🔸วัลลาเคียต่างจากอาณาจักรอื่นในยุโรปที่ส่งมอบบัลลังก์ให้ลูกชายคนโตโดยอัตโนมัติ กฎการสืบสันตติวงศ์ของวัลลาเคียเป็นระบบที่เปิดกว้างจนกลายเป็นความโกลาหล
🔸สิทธิในการครองบัลลังก์ไม่ได้ผูกขาด แต่เปิดกว้างให้ "ชายทุกคนที่มีสายเลือดราชวงศ์บาสซารับ (Basarab)" ไม่ว่าจะเป็นลูกในสมรส หรือลูกนอกสมรส (Bastard) ก็สามารถอ้างสิทธิเป็นผู้ปกครองได้ทั้งหมด
🔸อำนาจที่แท้จริงในการเลือกกษัตริย์ตกไปอยู่ในมือของ "สภาขุนนาง" (The Boyars) ขุนนางเหล่านี้กลายเป็นผู้สถาปนากษัตริย์ (Kingmaker) ที่มักจะสนับสนุนผู้ท้าชิงที่อ่อนแอและควบคุมง่าย หรือผู้ที่ให้ผลประโยชน์แก่พวกตนมากที่สุด
เหล่าขุนนาง (Boyars) ที่มัดสนับสนุนผู้ท้าชิงที่อ่อนแอและควบคุมง่ายเพื่อผลประโยชน์
🔸ผลลัพธ์คือ ราชวงศ์แตกออกเป็น 2 สายหลักที่ทำสงครามล้างผลาญกันเองตลอดศตวรรษ ได้แก่ สายดาเนสติ (Dănești) ซึ่งมักได้รับการหนุนหลังจากฮังการี และ สายแดร็กคูเลสติ (Drăculești) ซึ่งมักต้องหันไปพึ่งพากำลังทหารจากออตโตมัน
🟪 1. ภาคีมังกร และการผงาดของ "วลาดที่ 2" (Order of the Dragon)
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ วลาดที่ 2 (Vlad II) ซึ่งเป็นพระบิดาของวลาดและราดูได้ก้าวขึ้นมาบนกระดานอำนาจ
🟪1.1 เบื้องลึกของ "ภาคีมังกร" (Societas Draconistrarum)
🔹 ภาคีมังกร นี้ไม่ได้เป็นแค่สมาคมธรรมดา แต่เป็น "สโมสรชนชั้นสูงแบบปิด" และ ภาคีอัศวิน (Chivalric order) ที่ก่อตั้งขึ้นในยุคกลางเพื่อรวบรวมเหล่าขุนนางและกษัตริย์ที่ทรงอำนาจในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายหลักในการปกป้องคริสต์ศาสนาจากการรุกรานของจักรวรรดิออตโตมัน
🔹ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1408 โดย พระเจ้าซิกิสมุนด์แห่งฮังการี (Sigismund of Luxembourg) ซึ่งต่อมาได้เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (HRE) สมาชิกจะต้องสวมเสื้อคลุมสีแดงหรือเขียว และห้อยตราสัญลักษณ์รูป "มังกรที่ขดหางพันคอตัวเอง โดยมีไม้กางเขนปักอยู่บนหลัง" มังกรในบริบทนี้หมายถึง "ปีศาจหรือพวกนอกรีต" (ออตโตมัน) ที่ถูกสยบด้วยไม้กางเขน (คริสตจักร)
🔹จุดประสงค์หลัก: เพื่อปกป้องไม้กางเขนและต่อสู้กับศัตรูของคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรวรรดิออตโตมันที่กำลังขยายอำนาจเข้ามาในยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นกุศโลบายและพันธมิตรทางการเมืองเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ของพระเจ้าซีกิสมุนด์เองด้วย
🔹สมาชิกเริ่มแรกจำกัดเฉพาะชนชั้นสูงและกษัตริย์เพียง 24 พระองค์/คนเท่านั้น ก่อนจะขยายจำนวนสมาชิกออกเป็นสองระดับ (ชั้นสูงและชั้นรอง) ในเวลาต่อมา
🔹การที่วลาดที่ 2 ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในปี ค.ศ. 1431 ถือเป็นการยกระดับสถานะของเขาให้เทียบเท่ากับกษัตริย์และดยุกชั้นนำของยุโรป
🟪1.2 แล้วทำไมจักรพรรดิซิกิสมุนด์ถึงเลือก "วลาดที่ 2"?
🔸ในปี ค.ศ. 1431 วลาดที่ 2 ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์แห่งวัลลาเคียเขาเป็นเพียง "เจ้าชายพลัดถิ่น" ที่มาอาศัยใบบุญอยู่ในราชสำนักของจักรพรรดิซิกิสมุนด์ที่เมืองนูเรมเบิร์ก
🔸ในตอนนั้น วัลลาเคียถูกปกครองโดยพี่ชายต่างมารดาของเขา (อเล็กซานดรูที่ 1 อัลเดีย) ซึ่งมีท่าทีเอนเอียงไปทางฝั่งออตโตมัน
🔸จักรพรรดิซิกิสมุนด์ต้องการ "หุ่นเชิดที่ไว้ใจได้" ไปเสียบไว้บนบัลลังก์วัลลาเคียเพื่อสร้างรัฐกันชนป้องกันไม่ให้ออตโตมันบุกขึ้นมาถึงฮังการีได้ พระองค์จึงชุบเลี้ยงวลาดที่ 2 รับเข้าเป็นสมาชิกภาคีมังกรและประกาศรับรองให้เขาเป็น "ผู้ปกครองที่ชอบธรรม" ของวัลลาเคียอย่างเป็นทางการ
การสถาปนาวลาดที่ 2 เข้าเป็นสมาชิกภาคีมังกรและ ผู้ปกครองของวัลลาเคีย
🟪1.3 ดรากูล สู่ แดร็กคูลา: ความหมายที่ถูกบิดเบือน
🔹การนำคำว่า "มังกร" มาต่อท้ายชื่อ กลายเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ที่ทรงพลังมาก แต่ก็เป็นดาบสองคมในเวลาต่อมา
🔹ความหมายดั้งเดิม: ในภาษาละติน มังกร คือ Draco วลาดที่ 2 จึงเรียกตัวเองว่า วลาด ดรากูล (Vlad Dracul) ซึ่งแปลว่า "วลาด ผู้เป็นมังกร" ส่วนลูกชายของเขา (วลาดที่ 3 จอมเสียบ) เติมตัวอักษร 'a' ต่อท้าย กลายเป็น แดร็กคูลา (Dracula) แปลว่า "บุตรแห่งมังกร"
🔹ความตลกร้ายคือในภาษาโรมาเนียโบราณ คำว่ามังกรไม่ได้มีความหมายเชิงบวก และต่อมาคำว่า Drac ได้ถูกแปลความหมายเพี้ยนไปเป็นคำว่า "ปีศาจ" (The Devil)
🔹ดังนั้น เมื่อวลาดที่2 และ วลาดที่ 3 แดร็กคูลาปกครองด้วยความโหดร้าย ศัตรูทางการเมืองจึงใช้ชื่อนี้โจมตีพวกเขาโดยแปลความหมายใหม่ว่า "วลาดผู้เป็นปีศาจ" และ "บุตรแห่งปีศาจ" ซึ่งกลายเป็นรากฐานให้วรรณกรรมผีดูดเลือดในเวลาต่อมา
🟪1.4 การชิงบัลลังก์ ค.ศ. 1436 (The 1436 Conquest)
🔸แม้จะได้รับสิทธิ์โดยชอบธรรมและเงินทุนจากฮังการีตั้งแต่ปี 1431 แต่วลาดที่ 2 ต้องรอคอยโอกาสที่เหมาะสมถึง 5 ปีเต็มกว่าจะยึดบัลลังก์ได้สำเร็จ
🔸เขาตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองซิกิชวอรา (Sighișoara) ในแคว้นทรานซิลเวเนีย เพื่อสะสมกำลังพลและรอจังหวะ (ซึ่งเมืองนี้เองคือสถานที่เกิดของวลาดที่ 3)
🔸เมื่อพี่ชายต่างมารดาของเขาที่ฝักใฝ่ออตโตมันล้มป่วยและเสียชีวิตลงในปี 1436 วลาด ดรากูล จึงสบโอกาสนำกองทัพที่ได้รับการสนับสนุนจากฮังการี บุกข้ามภูเขาเข้าไปยึดเมืองหลวงทาร์โกวิสเต (Târgoviște) และสถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองวัลลาเคียได้อย่างเบ็ดเสร็จในที่สุด
🔸นี่คือจุดเริ่มต้นที่นำพาตระกูลนี้เข้าสู่วังวนความขัดแย้งระหว่างฮังการีและออตโตมันจนนำไปสู่การต้องส่งลูกชายทั้งสองไปเป็นตัวประกันในที่สุด
🟧2. หมากที่เดินพลาด สู่การบังคับสละสายเลือดตัวประกัน
🟧2.1 เมื่อเล่นเกมสองหน้าย่อมไม่มีใครไว้วางใจ
🔹วลาดที่ 2 ขึ้นครองบัลลังก์ได้ด้วยการสนับสนุนจากฮังการีและได้สาบานตนใน "ภาคีมังกร" ว่าจะสู้รบกับออตโตมัน แต่เมื่อเขาได้เป็นผู้ปกครองวัลลาเคียจริงๆ เขากลับพบว่าฮังการีไม่ได้ส่งกำลังทหารมาช่วยคุ้มครองชายแดนตามที่สัญญาไว้
🔹เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพออตโตมันข้ามแม่น้ำดานูบมาเผาบ้านเมือง วลาดที่ 2 จึงแอบส่งส่วยให้สุลต่านมูรัดที่ 2 (Murad II) และปฏิเสธที่จะส่งทหารวัลลาเคียไปร่วมรบกับ จอห์น ฮุนยาดี (John Hunyadi) แม่ทัพใหญ่แห่งฮังการี
🔹การกระทำเช่นนี้ทำให้จอห์น ฮุนยาดี โกรธจัดและมองว่าวลาดที่ 2 คือคนทรยศต่อศาสนาในขณะเดียวกันสุลต่านมูรัดที่ 2 ก็ไม่เคยไว้ใจวลาดที่ 2 เลยเพราะรู้ดีว่าเขายังคงเป็นสมาชิกภาคีมังกรอยู่
🚩 Note: (การขับเคี่ยวระหว่างมูรัดที่ 2 กับจอห์น ฮุนยาดี กลับไปอ่านได้ตั้งแต่ตอน 69-86)
🟨2.2 หลุมพรางที่กัลลิโปลี
🔸ในปี ค.ศ. 1442 สุลต่านมูรัดที่ 2 ต้องการทดสอบความภักดีของวลาดที่ 2 จึงส่งสาส์นเรียกตัวเขาให้มาเข้าเฝ้าที่เมืองกัลลิโปลิส (Gallipoli) เพื่อ "เจรจาทางการทูต"
🔸วลาดที่ 2 รู้ดีว่านี่อาจเป็นกับดักแต่เขาไม่มีทางเลือกหากปฏิเสธ ออตโตมันจะใช้เป็นข้ออ้างในการบุกวัลลาเคียทันที
🔸เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและซื้อความไว้วางใจ วลาดที่ 2 จึงตัดสินใจพาบุตรชายคนรอง วลาด (วัยประมาณ 11 ปี) และบุตรชายคนเล็ก ราดู (วัยประมาณ 7 ปี) ร่วมขบวนไปด้วยแต่ทันทีที่ขบวนทูตเดินทางมาถึงกัลลิโปลิส สุลต่านมูรัดที่ 2 ก็สั่งจับกุมวลาดที่ 2 และลูกชายทั้งสองทันที โดยไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น
สุลต่านมูรัดที่ 2 ก็สั่งจับกุมวลาดที่ 2 และลูกชายทั้งสองทันที
🟦2.3 สัญญาเลือดเพื่อแลกบัลลังก์
🔹วลาดที่ 2 ถูกนำตัวไปจองจำที่เมืองกัลลิโปลิสอยู่นานหลายเดือน ในช่วงเวลานั้น จอห์น ฮุนยาดี แห่งฮังการีได้ฉวยโอกาสที่วัลลาเคียไร้ผู้นำ ส่งกองทัพบุกเข้ามาและตั้งขุนนางสายอื่น (บาสซารับที่ 2) ขึ้นเป็นหุ่นเชิดบนบัลลังก์แทน
🔹เมื่อสูญเสียทั้งอิสรภาพและบัลลังก์ วลาดที่ 2 จึงยอมจำนนต่อออตโตมันอย่างราบคาบ เขาต้องสาบานความภักดีต่อสุลต่านมูรัดที่ 2
🔹สุลต่านยอมปล่อยวลาดที่ 2 กลับไปทวงบัลลังก์คืน โดยมอบกองทหารม้าออตโตมันให้ไปช่วยรบ แต่มีข้อแม้ว่า วลาดที่ 2 จะต้องทิ้งลูกชายทั้งสองคนไว้เป็น "ตัวประกัน (Hostages)" ในราชสำนักออตโตมัน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาจะไม่หักหลังสุลต่านอีก
🔹เด็กชายทั้งสองถูกส่งไปกักบริเวณที่ป้อมปราการเอกริกอซ (Eğrigöz) ในเขตภูเขาอันห่างไกลของอนาโตเลีย
สองพี่น้อง วลาดและ ราดู กับชะตากรรมตัวประกันของออตโ๖มัน
🟩 2.4 ผิดพลาดอีกครั้ง ณ วาร์นา (ยุทธการวาร์นา อ่านเพิ่มเติมในตอนที่ 83)
🔸ในสมรภูมิวาร์นา (Battle of Varna) เมื่อปี ค.ศ. 1444 วลาดที่ 2 ดรากูล (Vlad II Dracul) ไม่ได้เข้าร่วมรบด้วยตัวเอง
🔸แม้จะไม่ได้ไปยืนอยู่กลางสนามรบ แต่พระองค์ก็มีบทบาทในสมรภูมิครั้งนี้แบบ "แทงกั๊ก" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดของการเป็นผู้นำรัฐกันชนได้อย่างชัดเจน
🔸แทนที่จะไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกษัตริย์ยุโรป วลาดที่ 2 เลือกที่จะส่งกองทหารม้าวัลลาเคียจำนวน 4,000 นายไปช่วยฝ่ายคริสเตียน (Crusaders) ทำศึกกับจักรวรรดิออตโตมัน
🔸พระองค์มอบหมายให้ เมอร์เชียที่ 2 (Mircea II) บุตรชายคนโต เป็นผู้นำทัพวัลลาเคียไปเข้าร่วมกับกองทัพครูเสดเพราะพระองค์เพิ่งจะทำสนธิสัญญายอมจำนนและจำใจส่งลูกชายอีกสองคน (วลาดและราดู) ไปเป็นตัวประกันในราชสำนักของสุลต่านมูรัดที่ 2
🔸การที่กษัตริย์นำทัพไปรบออตโตมันด้วยตัวเองจะถือเป็นการประกาศสงครามอย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นอาจหมายถึงจุดจบของลูกชายทั้งสองคนที่ตกเป็นตัวประกันอยู่
🔸วีรกรรมหลังสมรภูมิวาร์นายิ่งทำให้สถานการณ์ของวลาดที่ 2 แย่ลงไปอีกเมื่อกองทัพคริสเตียนพ่ายแพ้ยับเยินและกษัตริย์วลาดิสลาฟที่ 3 (Władysław III) แห่งโปแลนด์-ฮังการี สิ้นพระชนม์กลางสนามรบ แม่ทัพใหญ่ของฮังการีอย่าง จอห์น ฮุนยาดี ต้องถอยทัพหนีตายผ่านดินแดนวัลลาเคีย
🔸แทนที่วลาดที่ 2 จะต้อนรับพระองค์กลับสั่ง จับกุมตัวจอห์น ฮุนยาดี เอาไว้เพื่อหวังจะเรียกค่าไถ่ พระองค์ยอมปล่อยตัวฮุนยาดีก็ต่อเมื่อกลุ่มขุนนางฮังการีส่งคำขู่ว่าจะยกทัพมาบุกวัลลาเคียเท่านั้น
ความแค้นกับฮุนยาดี ทำให้วลาดที่ 2 ถูกกวาดล้างอย่างเลือดเย็น
🟥 3. จุดจบที่ไร้ทางรอด
🔹แม้จะยอมสละลูกชายเพื่อเอาตัวรอดและรักษารัฐเอาไว้ แต่วลาดที่ 2 ก็หนีชะตากรรมไม่พ้นการพึ่งพากองทัพออตโตมันและมีความแค้นกับฮุนยาดีส่งผลให้จอห์น ฮุนยาดี แห่งฮังการีตัดสินใจกวาดล้างเขาอย่างเด็ดขาด
🔹ในปี ค.ศ. 1447 (3 ปีหลังยุทธการวาร์นา) จอห์น ฮุนยาดี นำกองทัพบุกวัลลาเคียอีกครั้ง พร้อมกับปลุกระดมสภาขุนนาง (Boyars) ให้ก่อกบฏ
🔹วลาดที่ 2 ถูกลอบสังหารในหนองน้ำใกล้เมืองบัลเตนี (Bălteni) ส่วน เมอร์เชีย (Mircea) บุตรชายคนโตของเขา ถูกขุนนางจับทรมาน ควักลูกตา และฝังทั้งเป็น
เมอร์เชีย บุตรชายคนโตถูกขุนนางจับทรมาน ควักลูกตา และฝังทั้งเป็น
🚩 บทสรุป ->สถานการณ์สรรค์สร้าง เปลี่ยน "ลูกมังกร" ให้เป็น "ปีศาจ"
🟨 เหตุการณ์ในปี 1442 จึงไม่ใช่แค่การเดินหมากพลาดทางการทูต แต่เป็นการพังทลายของครอบครัว "ดรากูเลสติ" ที่สร้างบาดแผลฝังลึกในใจของวลาดที่ 3 ซึ่งต้องทนรับรู้ข่าวการถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมของพ่อและพี่ชาย ในขณะที่ตนเองถูกขังเป็นตัวประกันอยู่ในดินแดนศัตรู
ข่าวการถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมของพ่อและพี่ชาย สร้างบาดแผลที่บาดลึกต่อวลาด ดรากูล่า
🟨 การตัดสินใจของบิดาในวันนั้นเพื่อรักษาตัวรอดในเกมการเมืองที่โหดร้าย ได้ส่งเด็กชายสองคนเข้าสู่เบ้าหลอมอัตลักษณ์แห่งออตโตมันซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวรอยร้าวสายเลือดที่นำไปสู่สงครามที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลข่าน…
ตอนที่ 116 ตัวประกันสองพี่น้องในกรงทอง: เส้นทางที่สวนทางของ "วลาด" และ "ราดู" (ค.ศ. 1442 – 1456)
ประวัติศาสตร์
เรื่องเล่า
แนวคิด
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire: The Great Fatih
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย