วันนี้ เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จุดจบนักคณิตศาสตร์? OpenAI ใช้ AI หมื่นตัวแก้โจทย์ที่มนุษย์คิดมา 181 ปี

ยังจำวิชาฟิสิกส์สมัยมัธยมกันได้มั๊ยครับ ที่เราต้องนั่งท่องสูตรของ Newton ข้อที่สองกันหน้าดำคร่ำเครียด
ไอ้สมการที่บอกว่าแรงเท่ากับมวลคูณความเร่ง หรือ F = ma นั่นแหละครับ
รู้มั๊ยครับว่าสมการหน้าตาซื่อๆ ที่เราคืนครูไปหมดแล้วเนี่ย กำลังเป็นจุดศูนย์กลางของดราม่าระดับโลกเลย
เรื่องของเรื่องคือเมื่อไม่นานมานี้ OpenAI ออกมาประกาศก้องโลกเลยว่า พวกเขาสามารถไขปริศนาคณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดในโลกได้แล้ว…
ปริศนาที่ว่านี้คือปัญหาความราบรื่นของสมการ “Navier-Stokes”
เพื่อให้เห็นภาพว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ต้องย้อนไปปี 2000 มีการตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดในโลก 7 ข้อ
เขาตั้งชื่อให้มันว่า “Millennium Prize Problems” ใครแก้ได้เอาไปเลยข้อละหนึ่งล้านดอลลาร์
สมการ Navier-Stokes ก็คือหนึ่งในเจ็ดข้อนั้นแหละ
จริงๆ ในทางทฤษฎีปัญหานี้ไม่ได้เข้าใจยากเลย ถ้าเราตั้งต้นจาก F = ma ของ Newton
สมการนี้มันช่วยให้เราเข้าใจการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นของแข็งได้แบบสบายๆ
สมมติเรายืนอยู่ในลิฟต์ ถ้าน้ำหนักรวมของลิฟต์กับตัวเราคือ 1,000 กิโลกรัม แรงโน้มถ่วงโลกก็จะดึงเราลงมา
พอเอาตัวเลขมาคูณกัน แรงโน้มถ่วงกำลังออกแรงกระทำต่อลิฟต์ 9,800 นิวตัน…
แปลว่าสายสลิงที่ดึงลิฟต์ให้หยุดนิ่ง ก็ต้องออกแรงดึงกลับที่ 9,800 นิวตันเท่ากัน ลิฟต์ถึงไม่ร่วง
ทีนี้ถ้ามีใครอุตริไปเพิ่มแรงดึงที่สายสลิงอีกซัก 1,000 นิวตัน เราก็คำนวณได้ทันทีว่าลิฟต์จะพุ่งขึ้นไปด้วยความเร่งเท่าไหร่
การคำนวณแบบนี้มันหมูมาก เพราะของแข็งมันมีมวลรวมเป็นก้อนเดียว มีความเร่งแค่ค่าเดียว
หยิบชิ้นส่วนไหนของลิฟต์มาวัด มันก็เคลื่อนที่ไปด้วยความเร่งเท่ากันทั้งหมดแหละ
แต่… โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ของแข็ง พอเราพยายามเอาสูตรนี้มาใช้กับของเหลว ทุกอย่างคือพังพินาศ…
น้ำไม่ได้เคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นก้อนเดียวแบบของแข็ง น้ำแต่ละหยดสามารถไหลไปคนละทิศคนละทาง
แถมยังมีความเร็วไม่เท่ากัน แล้วก็มีความเร่งต่างกันในเวลาเดียวกันได้อีกต่างหาก
นักวิทยาศาสตร์ระดับเทพหลายคนในอดีต เลยต้องมาช่วยกันปะติดปะต่อสร้างสมการขึ้นมาใหม่
จนมันกลายร่างมาเป็นสมการ Navier-Stokes ในที่สุด
สมการนี้เอาปัจจัยที่ส่งผลต่อของเหลวมายำรวมกันหมดเลย ทั้งความดัน ความหนืด และแรงโน้มถ่วง
ปัจจัยพวกนี้แหละที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของแรง แล้วไปกระทบความเร่งของของเหลวอีกที…
ลองนึกภาพตอนเราฉีดน้ำรดน้ำต้นไม้ดูก็ได้ น้ำที่เพิ่งเปิดออกจากก๊อกจะมีแรงดันสูงกว่าน้ำที่ไหลออกปลายสายยาง
หรือเรื่องความหนืด น้ำที่ไหลเบียดผนังสายยางด้านในจะเคลื่อนที่ช้ากว่าน้ำตรงกลางเพราะแรงเสียดทาน
สมการฝั่งแรกของ Navier-Stokes เลยทำหน้าที่ตอบคำถามว่า ตกลงมันมีแรงอะไรบ้างที่กำลังกระทำกับน้ำตรงจุดนี้
พอหันมาดูสมการอีกฝั่ง ฝั่งนี้จะโฟกัสไปที่ความเร่งและความหนาแน่น
ความเร่งในของเหลวเกิดขึ้นได้สองแบบ แบบแรกคือเปลี่ยนความเร็วเมื่อเวลาผ่านไป เช่นบิดก๊อกน้ำให้แรงขึ้น…
แบบที่สองคือความเร็วเปลี่ยนไปตามตำแหน่ง เหมือนเทน้ำลงกรวย ยิ่งแคบน้ำก็ยิ่งไหลเร็ว
ส่วนความหนาแน่นก็คือดูว่าพื้นที่นั้นมีมวลของเหลวอัดแน่นแค่ไหน อย่างน้ำทะเลก็มีมวลมากกว่าน้ำจืด
ฟังดูเป็นทฤษฎีจ๋าแบบสุดๆ แต่เชื่อมั๊ยครับว่า 181 ปีที่ผ่านมาสมการนี้มีประโยชน์มหาศาลมาก
วิศวกรใช้มันออกแบบระบบท่อประปา ใช้สร้างแบบจำลองปีกเครื่องบิน หรือแม้แต่ทำนายทิศทางพายุ…
คำถามก็คือ แล้วถ้ามันใช้งานได้ดีขนาดนี้ มันจะกลายเป็นดราม่าเดือดๆ กับ OpenAI ได้ยังไง
คำตอบคือในโลกความจริงสมการนี้มันเวิร์กสุดๆ แต่นักคณิตศาสตร์ไม่เคยพอใจแค่นั้น
ยังไม่มีมนุษย์คนไหนบนโลกที่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า สมการนี้จะทำงานได้สมบูรณ์แบบในทุกเงื่อนไข
คำถามมูลค่าล้านดอลลาร์ข้อนี้ เลยเป็นการถามหาว่ามันจะมีสถานการณ์ไหนมั๊ยที่สมการนี้จะพังทลายลง
หรือว่ามันจะให้คำตอบที่ราบรื่นในพื้นที่ 3 มิติเสมอแบบไม่มีที่ติ…
การจะคว้ารางวัลนี้ทำได้สองทาง คือเขียนบทพิสูจน์มายืนยันว่ามันราบรื่นเสมอ
หรืออีกทางคือหาตัวอย่างค้านให้เห็นโต้งๆ เลยว่า ณ เงื่อนไขนี้สมการมันจะระเบิดตัวเองกลายเป็น “Singularity” หรือจุดที่ค่าทางคณิตศาสตร์พุ่งทะยานจนหาค่าไม่ได้
และสิ่งที่ OpenAI ทำจนเป็นข่าวใหญ่โต ก็คือการประกาศว่าพวกเขาเจอตัวอย่างค้านที่ทำให้สมการพังทลายแล้ว
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากสมองคนเลย แต่ OpenAI ใช้ AI จำนวนถึง 10,000 ตัว
ให้มันทำงานคู่ขนานกันไปพร้อมๆ กัน โดยผลาญทรัพยากรไปกว่า 130,000 ล้านโทเค็น…
ถ้าให้มนุษย์มานั่งคิดเลขระดับนี้ อาจจะต้องใช้เวลาเป็นพันปีเลยทีเดียว
ถ้าสิ่งที่ AI คิดขึ้นมาได้รับการยอมรับ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ
แต่มันไม่ได้จบสวยแบบแฮปปี้เอนดิ้งซะทีเดียว เพราะภายใต้ความสำเร็จนี้มันมีดราม่าซ่อนอยู่เพียบ
เรื่องนี้มันตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าจุดเริ่มต้นไอเดียมาจากสมองคน
แต่การค้นหาคำตอบกลับถูกฮุบไปโดยบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์ระดับเทพ…
ลองมาดูภาพจำลองที่ OpenAI อ้างว่าทำให้สมการพังทลายได้ มันเหมือนกระแสน้ำวนรูปทรงเกลียว
หมุนติ้วรอบแกนกลาง พร้อมกับถูกดูดเข้าศูนย์กลางและยืดออกในแนวตั้งไปพร้อมๆ กัน
ถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะสิ่งนี้ใกล้เคียงสุดก็คงเป็นพายุทอร์นาโดในเงื่อนไขแปลกประหลาด
ทีนี้มาถึงจุดพีคว่า ทำไมนักวิจัยถึงออกมาโวยวายหาว่า OpenAI โกง…
ต้องย้อนไปนิดนึงว่าสมการนี้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ หนึ่งในคนปูรากฐานคือ Euler
แต่สมการรุ่นเดอะของ Euler ยังไม่ได้เอาปัจจัยเรื่องความหนืดมาคิดคำนวณ
นักคณิตศาสตร์ยุคนี้เลยปิ๊งไอเดียว่า ทำไมไม่ลองหาจุดบอดในสมการของ Euler ดูก่อน
ถ้าหาวิธีระเบิดสมการ Euler ได้ กลไกเดียวกันก็น่าจะรอดไปถึง Navier-Stokes ได้
นักคณิตศาสตร์ชื่อ Tristan Buckmaster กับ Levente Alpoge เลยจับมือกันลุยเรื่องนี้เป็นปี…
และที่สำคัญก็คือ Alpoge ทำงานอยู่ที่ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งตัวฉกาจของ OpenAI
ในที่สุดความพยายามก็เป็นผล พวกเขาหาวิธีทำลายสมการ Euler ได้สำเร็จ
แต่มันมีจุดอ่อนตรงที่วิธีของพวกเขาใช้เทคนิคการบังคับ โดยเติมแรงภายนอกเข้าไปในระบบ
ในทางคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ การเอาแรงภายนอกมาบังคับแบบนี้ยังถือว่าไม่ใช่ข้อพิสูจน์ที่สมบูรณ์แบบ
พอข่าวนี้ลอยไปเข้าหู OpenAI พวกเขาก็ไม่รอช้า สาดพลังประมวลผลมหาศาลเพื่อแย่งแก้ปัญหาเดียวกันทันที…
สิ่งที่น่าทึ่งคือ OpenAI ใช้เวลาแค่ 50 ชั่วโมง ควบคุม AI 100 ตัวทำงานพร้อมกัน
แล้วก็สามารถระเบิดสมการ Euler ได้สำเร็จโดยไม่ต้องแอบเติมแรงภายนอกเลยแม้แต่น้อย
ข่าวลือเริ่มหนาหูว่าที่ OpenAI ทำได้เร็วขนาดนี้ เป็นเพราะไปแอบก็อปปี้แนวทางของนักวิจัยมนุษย์มา
ยังไม่ทันที่คำครหาจะซา OpenAI ก็เหยียบคันเร่งมิดไมล์ไปอีกขั้น
หลังจากนั้นแค่ 88 ชั่วโมง พวกเขาก็ประกาศว่าเจอวิธีระเบิดสมการเวอร์ชันเต็มอย่าง Navier-Stokes แล้ว…
พอความสำเร็จอยู่ในมือ OpenAI ก็ยื่นข้อเสนอสุดแสบไปให้ Buckmaster
บอกว่าจะใส่ชื่อเขาเป็นผู้ร่วมค้นพบด้วยก็ได้ แต่มีข้อแม้เดียวคือต้องเตะชื่อ Alpoge ออกไป
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะ Alpoge ทำงานให้คู่แข่งอย่าง Anthropic
นั่นแหละจุดเริ่มต้นของมหกรรมสาดโคลน มีการแฉแช็ตหลุด สาดข้อกล่าวหากันไปมา
ข้อกล่าวหาที่เผ็ดร้อนสุดคือ OpenAI แอบเข้าไปส่องประวัติการแช็ตที่ทีมวิจัยใช้ผ่านระบบ Codex…
แล้วก็เอาไอเดียล้ำๆ นั้นมาต่อยอดหน้าตาเฉย แน่นอนว่า OpenAI ปฏิเสธเสียงแข็ง
ท่ามกลางดราม่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคืออนาคตของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
จากนี้ไปใครคือเจ้าของสิทธิ์ในการค้นพบความรู้ใหม่ๆ ของโลกกันแน่
ถ้ามีแค่บริษัทรวยล้นฟ้าที่รัน AI หมื่นตัวพร้อมกันได้ โครงสร้างอำนาจโลกวิทย์คงเปลี่ยนไปตลอดกาล
มีข่าวหลุดมาว่าตอนนี้ OpenAI ไม่สนดราม่าแล้ว พวกเขามูฟออนไปหาโจทย์ข้ออื่นใน Millennium Prize แล้วด้วย…
ปรากฏการณ์นี้บีบให้เราต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเองอย่างหนักเลย
เมื่อเทคโนโลยีสร้างการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เครดิตควรเป็นของคนเขียนโปรแกรม ของบริษัท หรือของ AI กันแน่
กติกาของรางวัลนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2000 ว่ามอบให้บุคคลเท่านั้น ไม่มีที่ว่างให้ AI แต่อย่างใด
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรคอมพิวเตอร์จะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ…
บริษัทยักษ์ใหญ่กวาดล้างทุกปัญหา ในขณะที่มนุษย์ทำได้แค่เป็นคนชี้แนะทิศทาง
คำถามที่ถูกทิ้งไว้ก็คือ ท้ายที่สุดแล้วใครกันแน่ที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง
References : [openai, claymath, quantamagazine, nature, wired]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา