อยุธยาอีกฝั่งหนึ่ง Ep. 6: เมื่อ "อยุธยา" จมน้ำเพื่อเซฟเมืองหลวง ความเสี่ยงซ่อนเร้นที่ห่วงโซ่อาหารมองข้าม

ถ้าคุณเดินทางผ่าน "ฝั่งตะวันตกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา" ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ภาพที่คุ้นตาคือผืนนาข้าวสีทองอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของประเทศ
แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ผืนดินเกษตรกรรมแห่งนี้กลับถูกเปลี่ยนบทบาทฉับพลันให้กลายเป็น "ทุ่งรับน้ำ" (Flood Retention Area) เพื่อหน่วงน้ำนับล้านลูกบาศก์เมตร ไม่ให้ไหลลงไปท่วมกรุงเทพมหานคร นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์กลางเศรษฐกิจตอนล่าง
คลองพระยาบรรลือ บริเวณตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง ช่วงระบายน้ำเข้าทุ่ง ปี 2564
การเสียสละของเกษตรกรเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไร้กลไกตอบแทนที่เป็นระบบ ในอดีตเนื่องจากเราขาดข้อมูลเชิงพื้นที่และเครื่องมือติดตามสถานการณ์แบบ Real-time การชดเชยความเสียหายจึงเป็นไปในลักษณะ "การเยียวยาแบบเหมาเข่ง" ซึ่งไม่สอดคล้องกับต้นทุนและคุณค่าทางนิเวศที่เกษตรกรต้องสูญเสียไปจริง
ทว่าในมุมมองของ อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การมองว่าพื้นที่เกษตรคือ "พื้นที่รับน้ำที่รัฐจะชดเชยในฐานะพื้นที่ภัยพิบัติ" กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ:
🚨 3 ความเสี่ยงใหญ่ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ
1. ความผันผวนของวัตถุดิบและราคา (Supply Chain Shock & Price Volatility)
รายงาน Global Agrifood Systems Outlook to 2050 โดย IFPRI ชี้ว่า ความต้องการอาหารโลกจะเติบโตขึ้น 25–47% ภายในปี 2050 ขณะที่ราคาแท้จริงของสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบจำลองคาดการณ์ว่าดัชนีผลผลิตอาหารรวมจะเติบโตเพียง +13% จนถึงปี 2050 ขณะที่ผลผลิตพืชหลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภูมิภาค เสี่ยงลดลงถึง 9% จากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ
อย่าลืมว่าไทยอยู่ในภูมิภาคที่ IFPRI วิเคราะห์ในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แม้จะมองในภาพรวม
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อทุ่งเกษตรถูกผันน้ำเข้าท่วมโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ผลผลิตจะหายไปจากห่วงโซ่อุปทานทันที ส่งผลให้โรงงานแปรรูปและอุตสาหกรรมปศุสัตว์เผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวนอย่างรุนแรง
เรายังไม่ได้พูดถึงพื้นที่เพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากแม่น้ำโขง นอกเหนือจากพื้นที่ลุ่มน้ำภายในประเทศ
2. เกษตรกรทิ้งอาชีพและการแตกสลายของห่วงโซ่อุปทาน (Smallholder Abandonment)
การต้องแบกรับความเสี่ยงภัยพิบัติโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่า ทำให้เกษตรกรรายย่อยเลิกทำอาชีพนี้ ส่งผลให้การจัดซื้อวัตถุดิบของภาคธุรกิจกระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และบริหารจัดการต้นทุนได้ยากขึ้น
3. ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ ESG และ Scope 3
ในยุคที่ผู้ซื้อและนักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญกับ ESG การจัดซื้อวัตถุดิบจากพื้นที่ที่เกษตรกรถูกกดทับหรือถูกบังคับให้เสียสละโดยไม่ได้รับการดูแล จะถูกจัดเป็นความเสี่ยงด้าน ความเปราะบางทางสังคม (Social Vulnerability) ในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) ของผู้ซื้อทันที
แปลงนาเมื่อระบายน้ำออกไม่ได้ การเตรียมพื้นที่เพื่อทำนารอบถัดไปจะถูกเลื่อนออกและเกษตรกรเป็นผู้รับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายทุกปี
📌 บทสรุป:
การปรับมุมมองจากการ "เยียวยาภัยพิบัติ" มาเป็นการ "จ่ายค่าบริการทางนิเวศวิทยา" (Payment for Ecosystem Services: PES) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของมนุษยธรรมอีกต่อไป แต่คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารและการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจในอนาคต
#ทุ่งรับน้ำอยุธยา #อยุธยาศึกษา #อุตสาหกรรมอาหาร #AgrifoodRisk #ESG #Scope3 #ความมั่นคงทางอาหาร #ReimaginingThaiAgri #ธุรกิจเกษตร #SupplyChain
อ้างอิง
Wiebe, K.; Cenacchi, N.; Dunston, S.; Gabriel, S.; Hartley, F.; Mishra, A.; Robertson, R.; Rosegrant, M.W.; Sulser, T. B.; Thomas, T. S.; and Willenbockel, D. 2026. Global Agrifood Systems Outlook to 2050. Report September 2026. Washington, DC: International Food Policy Research.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา