เมื่อวาน เวลา 08:56 • การศึกษา

ชอบงานเดิมอยู่แล้ว แต่งานไม่ท้าทาย เปลี่ยนงานดีไหม ?

เรื่องนี้เป็นประเด็นของคนใกล้ตัวผมเอง เพื่อนคนนี้ชอบงานปัจจุบันมาก แต่งานปัจจุบันดูเอื่อยเกินไป เป็น Routine ไม่ท้าทาย เขาเลยลองย้ายงานไปทำงานที่ท้าทายมากกว่า ซึ่งฉีกไปจากงานเดิมที่ตัวเองทำ
เขารู้สึกไม่ประทับใจในงานใหม่ที่ได้ทำเท่าไรจากเนื้องานที่หนักเกินไป ความกดดัน และสภาพแวดล้อมที่เร่งรีบ ทำให้เขารู้สึกอยากกลับมาทำงานเดิมมากกว่า
เขาจึงมาปรึกษาผมว่า
เขาตัดสินใจถูกไหมที่ย้ายมาทำงานที่ท้าทายกว่าเดิม และผิดไหมที่เขาจะย้ายกลับไปทำงานเดิมที่ท้าทายน้อยกว่า
เรื่องนี้คำตอบค่อนข้างจะขึ้นกับเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคน การได้มาลองทำอะไรที่ยากกว่าเดิมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมถึงมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
การที่เรามาลองงานใหม่ไม่ได้มีข้อเสียทีเดียว เพราะ จากตัวเนื้องานที่พอรู้ตอนแรก มันก็น่าสนใจจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ภาพที่เราคิดกับประสบการณ์ที่ต้องพบเจอก็อาจแตกต่างกัน ดังนั้นการที่เราได้ลองทำสิ่งที่แตกต่างและทดสอบว่า
"สิ่งที่เราใฝ่หาและอยากทำมัน เป็นสิ่งที่เราชอบไหม"
ก็เป็นการเรียนรู้ตัวเองชนิดหนึ่งว่า "แท้จริงแล้ว ความต้องการจริง ๆ ของเราเป็นอย่างไร"
อย่างในเคสที่ผมเล่า ตอนแรกเพื่อนผมคนนี้รู้สึกว่า งานที่ตัวเองทำน่าเบื่อเกินไป ไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ แต่พอเขามาได้ทำงานใหม่แล้ว กลับทำให้เขาค้นพบว่า จริง ๆ แล้ว เขาประทับใจในงานที่เรียบง่ายมากกว่างานที่มีความซับซ้อน
ผมจึงมองว่าการที่เราได้รู้ว่า "เราชอบอะไรจริง ๆ และอะไรเป็นสิ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้ในระยะยาว (โดยทุกข์ใจน้อยและรับมันได้)" ช่วยลดความฟุ้งซ่านและความอยากที่จะทำนู้นทำนี่โดยที่เราไม่เคยคิดถึงข้อเสียของมัน
เปรียบเทียบง่าย ๆ เช่น ไฟก่อให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลายมาก แต่ก็มีข้อเสียที่มันเผามือเราไหม้ได้ ต่อให้มีคนเล่าให้ฟังว่า ไฟมันหน้าตารูปร่างแบบนู้นแบบนี้ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะจินตนาการเปลวไฟออก ถ้าเราไม่เคยเห็นมันหรือลองเอามืออังไฟว่ามันร้อนหรืออบอุ่นอย่างไร
ประสบการณ์ในการได้พบเจอเรื่องราวต่าง ๆ โดยตรง ยังไงก็ให้คำตอบได้ดีกว่าการฟังคำตอบคน 100 คนโดยที่เราไม่มีโอกาสได้เจอด้วยตัวเอง
------------------------------------------------------------------------
[ วิศวกรที่ไม่อยากเป็นวิศวกร ]
ผมขอปิดท้ายด้วยอีกเคสหนึ่ง ซึ่งมาจากประสบการณ์ของผมเอง
สมัยผมเป็นเด็ก ผมเป็นคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็น "วิศวกร" พอเข้าสู่มัธยมปลาย ค้นพบว่าตัวเองชอบฟิสิกส์ก็เลยคิดว่า อาชีพวิศวกรนี่ต้องใช่กับเราแน่ ๆ
ผมสอบเข้าและได้เข้าเรียนในคณะวิศวะ ส่วนตัวผมอาจจะไม่ได้ถึงกับชอบวิชาที่เรียนมาก แต่ก็ไม่ได้ลำบากเกินไปที่จะเรียน จนกระทั่งมาได้ฝึกงานและทำงานจริงในโรงงาน ถึงได้สัมผัสว่า ในโรงงานร้อนและอึดอัดอย่างไร ลักษณะงานที่ต้องคุมคนจำนวนมากเป็นอย่างไร ซึ่งพวกนี้ไม่ได้มีอยู่ในความคิดของผมเลยในคณะเรียนในคณะ
(ไม่ใช่อาชีพวิศวะไม่ดีนะครับ มีเพื่อนผมมากมายที่ชอบในวิศวะ แต่แค่อาจจะไม่ได้เหมาะกับผมเท่านั้นเอง 😅)
เมื่อนั้นเองเราถึงเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า "ทำไมเราถึงไม่ชอบสิ่งนี้ และภาพที่เราต้องการในอนาคตเป็นอย่างไร" (อย่างน้อยคือ เราไม่อยู่ในสภาพนี้ในอนาคตแน่ ๆ) ซึ่งมันจะกำหนดเส้นทางเราต่อไปในอนาคต และเราไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า มันจะเป็นแบบนี้ถ้าเราไม่เคยได้มาลองทำ
ผมจึงมาเริ่มเข้าใจคำว่า "เสียใจไม่เท่าเสียดาย" เสียใจเพราะได้ทำมันไปแล้ว ยังดีกว่าเสียดายที่ไม่ได้ลองแล้วหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ชีวิตเราไม่มีใครรู้คำตอบล่วงหน้าทุกอย่าง มิฉะนั้นทุกคนคงสบายกันหมดแล้ว
ดังนั้นจึงอยากจะแนะนำน้อง ๆ ว่า หาโอกาสลองทำสิ่งต่าง ๆ ให้เยอะ ๆ เสียใจไม่เท่าเสียดาย สุดท้ายถ้าเราล้มแล้วลุกไว (Resilience) เมื่อเรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราจะดำเนินชีวิตได้อย่างหนักแน่นมั่นคงมากขึ้นครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา