อยุธยาอีกฝั่งหนึ่ง Ep. 10: เกษตรกรคือหุ้นส่วนธุรกิจสำหรับตลาดคาร์บอน - จาก Carbon Offsetting สู่ Data Asset Ownership & Insetting

ที่ผ่านมา สังคมมักมองภาพเกษตรกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเพียง "ผู้รับเงินสงเคราะห์" จากโครงการทำนาลดโลกร้อน หรือการแจกเงินชดเชยภัยพิบัติ... แต่นั่นเป็นการมองที่ทำลายศักดิ์ศรีและมองข้ามคุณค่าที่แท้จริงของเกษตรกร
ในความเป็นจริง เกษตรกรคือ "ผู้ถือครองโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Solution Holders)" และมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่าสูงกว่าการรอรับเงินแจก ทางเลือกที่ 1 คือ Carbon Offsetting Market (ตลาดชดเชยคาร์บอน) และทางเลือกที่ 2 คือ Supply Chain Insetting & Data Ownership (อธิปไตยทางข้อมูล)
🔹 ทางเลือกที่ 1: ตลาด Carbon Offsetting (T-VER & Article 6)
 
หากเกษตรกรต้องการขายคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาดชดเชย (Offsetting) สามารถทำได้โดยรวมกลุ่มร่วมกับ Project Developer เพื่อประหยัดต้นทุนการประเมินสำหรับเกษตรกรรายย่อย และใช้กลไกในประเทศ (T-VER) พัฒนาโครงการกักเก็บคาร์บอนภาคเกษตรตามกรอบของ อบก.
หรือ กลไกระหว่างประเทศ (Article 6.2 / 6.4) เมื่อดำเนินการตาม Premium T-VER ที่ใช้ในการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ (ITMOs) เพื่อขายคาร์บอนเครดิตให้ต่างชาติในราคาสูงโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE)
คำถามคือ เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำ มีทางเลือกนี้หรือไม่ เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้ควบคุมระดับน้ำในแปลงของตนเองเพื่อเสนอต่อ Developer ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์กำหนดของ Premium T-VER ภาครัฐผันน้ำเข้าทุ่งทุกปี
หรือ....เราควรพิจารณา Article 6.8 ในข้อตกลงปารีส (non-market approach, NMA) อย่างจริงจังมากขึ้น ในทางเลือกที่ 2
🔹 ทางเลือกที่ 2 : Supply Chain Insetting & Data Asset
สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดในยุคปัจจุบันและอนาคตที่มาตรการการค้าโลก "จะ"ทยอยพูดถึงในอนาคตอันใกล้ "อาจ" ไม่ใช่ตัวคาร์บอนเครดิต แต่คือ "สินทรัพย์ข้อมูล" (Data Asset) ดังนี้
• ข้อมูลแปลงเกษตรคือสินทรัพย์ (Data Sovereignty): พิกัด Geolocation, สภาพดิน, ปริมาณคาร์บอน และวิถีเพาะปลูก ถือเป็น "สินทรัพย์ดิจิทัล" ที่เกษตรกรเป็นเจ้าของสิทธิ์โดยสมบูรณ์
• ตอบโจทย์ Insetting ของภาคอุตสาหกรรม: บริษัทอาหารในประเทศ จำเป็นต้องใช้ข้อมูลการลดคาร์บอนระดับแปลงเกษตรเหล่านี้ ไปรายงาน Scope 3 และขอรับรองเป้าหมาย SBTi FLAG เพื่อจำหน่ายสินค้า
• โอกาสที่เกษตรกรควรได้รับการยกระดับเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Fair Value Sharing): เกษตรกรไม่ได้ "ขอเงินชดเชย" แต่กำลัง "ขาย Data Asset และ Insetting Credits" ให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ แลกกับราคาสินค้าพรีเมียม (Green Premium) สัญญารับซื้อระยะยาว และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม
ส่วนที่ภาครัฐควรให้เกษตรกรทราบ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐจำเป็นต้องตระหนัก คือสิทธิ์ในข้อมูลเป็นสินทรัพย์ของเกษตรกร ไม่ใช่ของภาครัฐ ไม่ใช่ของ Developer ไม่ใช่ของโครงการต่างประเทศที่เข้ามาในรูปแบบของความช่วยเหลือผ่านกลไกของรัฐ โดยเฉพาะเมื่อการ verify Carbon ที่เก็บรายละเอียดจากแปลงของเกษตรกร เช่น คุณสมบัติดินและน้ำ กระบวนการเพาะปลูกและดูแลแปลงปลูก จำเป็นต้องระวังไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้ไหลออกและประเทศ เพราะเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยของข้อมูล (data sovereignty)
🎯 บทสรุปของซีรีส์:
เมื่อเรานำ ระบบ dMRV แบบ Real-time + นวัตกรรมเกษตร + กลไก PES + อธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ มาผสานรวมกัน เราจะสามารถเปลี่ยนเกษตรกรจาก "ผู้รอรับความช่วยเหลือ" ให้กลายเป็น "เจ้าของ Data Asset และผู้ให้บริการระบบนิเวศ" ที่อุตสาหกรรมอาหารระดับโลกต้องเข้าหาอย่างเคารพในศักดิ์ศรี และให้ผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
ทว่า... Data Asset และอธิปไตยทางข้อมูลของเกษตรกรในทุ่งรับน้ำ จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเราไม่ได้เข้าใจมาตรการที่ต่างประเทศใช้ หรือมีแนวโน้มว่าจะใช้ ให้ทะลุปรุโปร่งและหาแนวทางรับมือ
ในซีรีส์ถัดไป เพจของเราจะพูดถึง นโยบายเกษตรและอาหาร-คาร์บอนจากอีกฝั่งหนึ่งของสมการ
.. เราจะข้ามฝั่งไปเจาะลึก Ep. 11 เมื่อทุ่งรับน้ำคือ พาร์ทเนอร์ ไม่ใช่ผู้รับน้ำท่วม เพื่อดูว่าความพยายามถมทุ่งรับน้ำ กำลังสร้างความเสี่ยงให้ "ภาคเอกชน" ตกสเปกการค้าโลกอย่างไร และเราจะใช้ 'พิมพ์เขียวนโยบาย' มาปลดล็อกสินทรัพย์สีเขียวของประเทศได้อย่างไร!"
#อยุธยาศึกษา #DataSovereignty #Insetting #CarbonCredits #TVER #Article6 #อธิปไตยทางข้อมูล #เกษตรกรไทย #SupplyChainInsetting #ReimaginingThaiAgri #NetZero

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา