23 ก.ย. เวลา 08:39 • ปรัชญา

ดอกบัวและโคลนตม

เรื่องเล่า ณ อารามเฉินซินซื่อ
1• ที่หน้าศาลเจ้ากวงซือเมี่ยว ยามนี้ดูคึกคัก ควันธูปลอยฟุ้งกระจาย ผู้คนมากมายทั้งหญิงชาย ผู้เฒ่าชราต่างเดินทางมา เพื่อขอฝนทิพย์ ชโลมจิตใจ ให้พ้นจากทุกข์ ขอพรเพื่อความสุขสมหวังดั่งใจ
ที่นั่นมักมีทั้งเสียงร่ำไห้ของผู้คน บ้างคุกเข่าปริวิตก บ้างกราบไหว้อ้อนวอนสิ่งศักด์สิทธิ์ให้ช่วยขจัดโรคภัย มรสุมแห่งชีวิต
ศิษย์หนุ่มนามเจียงอวี่ ยืนมองภาพตรงหน้า ด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง หากเต็มไปด้วยคำถามภายในใจ เขายืนมองภาพนั้นชั่วครู่ แล้วเดินจากไป
 
2• ณ ที่สงบ ฉ่ำเย็นชุ่มชื่น ท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำตก ป่าไผ่ที่เขียวชอุ่มเต็มใบ ที่แห่งนี้มักมีคำตอบให้กับคำถามในใจได้เสมอ ศาลาเมฆาขาว ตั้งอยู่อย่างมั่นคงภายในอาณาบริเวณในเขต อารามชิงหลิวซื่อ
เจียงอวี่ เดินตรงเข้าไปคาราวะอาจารย์ผู้เฒ่า คุกเข่าลงเพื่อรินน้ำชา และเอ่ยถามข้อกังขาที่ค้างคาอยู่ภายในใจ เรื่องราวของของชีวิตผู้คน...
 
เจียงอวี่: ท่านอาจารย์...ศาลเจ้าด้านล่างเต็มไปด้วยผู้คนหญิงชาย ผู้เฒ่าชรา นับสิบ นับร้อย เดินทางมาหลายลี้ ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ว่าปาฏิหาริย์จะปรากฏ ช่วยกลบลบล้างความขมขื่น
เหตุใดชีวิตมนุษย์จึงต้องติดหล่มอยู่ในความระทมที่มองไม่เห็นทางออกเช่นนี้ ?”
 
3• อาจารย์ผู้เฒ่าชิงหรง ทอดสายตาฝ่าละอองน้ำในม่านน้ำตก ที่ยังคงไหลท่ามกลางหุบเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันนุ่มลึก
 
ท่านอาจารย์ชิงหรง: “เจียงอวี่....ยามที่ย่ำเท้าลงไปในโคลนตม ด้วยความหวาดกลัว กระวนกระวาย เจ้าคิดว่า ขาของพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร
 
เจียงอวี่: “ยามผู้คนดิ้นรนด้วยความหวาดกลัว หากยิ่งเหยียบย่ำ ซ้ำลงไป ก็เหมือนประหนึ่งการกวนโคลนตมให้ขุ่นข้น มีแต่จักยิ่งจมหนักขึ้นทุกที ๆ”
4• ท่านอาจารย์ชิงหรง ไม่เอ่ยตอบ แต่กลับชี้มือไปที่สระบัวข้างศาลา ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ กำลังชูช่อบานสะพรั่ง อยู่เหนือผิวน้ำ แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
 
ท่านอาจารย์ชิงหรง: “หากไร้ซึ่งโคลนตมเบื้องล่าง บัวดอกนี้จะเติบโตบานชูดอกรับแสงอาทิตย์ได้หรือไม่?”
 
เจียงอวี่: (ชะงักนิ่งก่อนตอบ)
“หากไร้ซึ่งโคลนตม ดอกบัวก็มิอาจยืนก้าน ชูช่อดอกที่บานสะพรั่งได้ เพราะรากที่หยั่งลึกจะเติบโตได้
ย่อมต้องอาศัยแหล่งอาหารจากโคลนตม ไว้ช่วยยึดรากใบไว้ให้เติบโตและหยัดยืนได้ เช่นกัน”  
 
ท่านอาจารย์ชิงหรง: “เจียงอวี่...ยามที่คนเราตกลงไปในโคลนตม สิ่งที่ทำให้น้ำขุ่นข้น และตัวดิ่งจมลึก มิใช่ตัวโคลนตมเอง หากแต่เป็น ความดิ้นรนหวาดกลัวของผู้คนที่กวัดแกว่งมือลงไป....”
เจียงอวี่: นิ่งชะงัก สิ่งที่ได้รับฟังกระทบเข้าที่กลางใจ เขามองเห็นผู้คนที่กำลังกวาดมือดิ้นนรนอยู่ในโคลนตมแห่งทุกข์ของตนเอง
 
5• ---การสวดอ้อนวอนขอให้ผู้อื่นมาตักโคลนตมในใจออก ตราบที่จิตใจของตนเองนั้นถูกก่อกวนด้วยโทสะ และความเกลียดชังในใจ ต่อให้เทพเทวดามาเนรมิต บันดาล ก็ยากที่ทำให้ใจนั้นใสสะอาดได้—-
ทางเดียวที่จะเห็นแสงสว่าง มิใช่การดิ้นรนเพื่อกวาดโคลน หากแต่คือ การหยุดนิ่ง เพื่อปล่อยให้ตะกอนทั้งหลายจมลงไปตามธรรมชาติเท่านั้น--- 
 
“แล้วการกราบไหว้บูชานี้เล่า จะมิเป็นการสูญเปล่าหรือท่านอาจารย์"
ท่านอาจารย์ชิงหรง: กล่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง เปี่ยมเมตตา
“เมื่อยามมนุษย์ตกลงในกระแสน้ำ ดิ่งลงก้นเหวลึกเบื้องล่าง ความกลัว ทำให้พวกเขาคว้าทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้เพียงท่อนไม้เล็ก ๆ ท่อนหนึ่ง การกราบไหว้ สวดอ้อนวอน ก็เช่นกัน เปรียบเสมือนการคว้าท่อนไม้ มันคือเครื่องพยุงที่จะช่วยประคองใจไม่ให้จมหายไป
6• ในเสี้ยวนาทีของความสิ้นหวัง วินาทีที่น้อมใจกราบลงกราบไหว้ด้วยอย่างสงบนิ่ง เหมือนจิตใจได้หยุดพัก จากการดิ้นรน ความหวังเบาน้อยนิดก็อาจเกิดขึ้นได้ เติมกำลังใจให้อยู่รอดต่อไปได้”
 
---การกราบไหว้ไม่ใช่เรื่องผิด หากมองว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้น หน้าที่ของผู้บำเพ็ญ ไม่ใช่การไปแย่งชิงท่อนไม้ ออกจากมือพวกเขา แต่คือการชวนให้เขากลับเข้ามาสังเกตความสงบในใจ ในขณะกราบไหว้ให้กลายเป็นกำลัง
ใช้ความสงบนั้นย้อนกลับเข้าหาใจภายใน แปรความหวังให้กลายเป็นแรงศรัทธาเพื่อที่พวกเขาจะลงมือกระทำ ด้วยสติและปัญญาของตนเอง---
 
เจียงอวี่: ถอนหายใจออกยาว ความหนักอึ้งในใจที่ถือมาเมื่อครู่ พลันสลายกลายเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้ง เขายกมือขึ้นคำนับอาจารย์ผู้เฒ่าชิงหรง แล้วกล่าวว่า
7• “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์ การละสิ่งยึดติดต่าง ๆ  ความกลัว ความเกลียดชัง ความสิ้นหวัง จนมันกลายเป็นทุกข์ห่อหุ้มตัว ด้วยการหยุดกวนจิตใจให้ขุ่นมัว คือ ทางแห่งแสงสว่างที่จะพาเราออกมาจากโคลนตมอันมืดมิดนั้นได้แท้จริง”
 
ท่านอาจารย์ชิงหรง: หัวเราะขึ้นมาอย่างเบา ๆ อย่างเมตตา
“ไป...เจียงอวี่ พาข้าไปศาลเจ้ากันเถอะ วันนี้จะคึกคักกันขนาดไหน?”
#เจียงอวี่
⁠#ปรัชญา #จิตวิทยา #วิทยาศาสตร์ #ควอนตัมฟิสิกส์ #พุทธวิทยา #ศาสนศาสตร์⁠
• "แวะมาร่วมติดตามบทความของจิตใจกับ Mind Universe | จักรวาลแห่งจิตใจ ในตอนต่อไปได้ที่นี่…
โฆษณา