AI เป็นวาระสำคัญอีกข้อ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสองประเทศที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอลง ทั้งสองฝ่ายมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นกุญแจทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงแห่งชาติ และศักยภาพทางการทหาร ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า “ใครชนะ AI คนนั้นชนะ”
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ นำหน้าจีนด้าน AI และรัฐบาลจะไม่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ขณะที่ฝั่งจีนเองก็ไม่ยอมถูกทิ้งห่าง โดยเฉิน อี้ซิน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนเตือนว่า หากต่างชาติหรือฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ได้เหนือกว่า AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์
ปัจจุบันสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป AI ประสิทธิภาพสูงไปยังจีน และกล่าวหาว่า นักพัฒนาจีนใช้วิธี “กลั่นโมเดล” (distillation) ดึงความสามารถจากโมเดล AI ของสหรัฐฯ ในระดับอุตสาหกรรม จีนโต้กลับว่าวิธีดังกล่าวใช้กันแพร่หลาย รวมถึงในบริษัทสหรัฐฯ เอง และวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ พยายามผูกขาดอุตสาหกรรม AI
แม้จะแข่งกันดุเดือด ในการประชุมเมื่อเดือนพ.ค. ทั้งสองฝ่ายก็หารือถึงความจำเป็นในการเปิดช่องทางสื่อสารด้านความปลอดภัยของ AI โดยล่าสุด สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้พบกันที่นิวยอร์กเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) และเห็นพ้องให้มี “การหารือด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ-จีน” (US-China AI dialogue) พร้อมเสนอให้วางระบบแจ้งเตือน เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจเกิดจาก AI
AI จึงกลายเป็นโจทย์ที่สองมหาอำนาจต้องเดินสองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งแข่งขันช่วงชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยี อีกด้านต้องรักษาช่องทางสื่อสารไว้คุมความเสี่ยงที่กระทบความมั่นคงของทั้งสองชาติโดยตรง