Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
23 ก.ย. เวลา 13:58 • ธุรกิจ
“The Great Role Redesign”
ถ้าวันนี้ AI ทำงานบางส่วนของคุณได้เร็วกว่า ถูกกว่า และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่ “งาน” แต่คือความรับผิดชอบของคนในแต่ละบทบาท
AI คงไม่ได้เดินเข้ามาวันหนึ่งแล้วบอกว่า “ไม่ต้องมี Designer หรือ Programmer แล้ว”
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงละเอียดกว่านั้น งานบางส่วนที่เคยเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีตำแหน่งนั้น กำลังถูก AI ทำแทนได้ เมื่อเหตุผลของการมีตำแหน่งเปลี่ยน บทบาทก็ไม่ควรเหมือนเดิม
คนทำ “Product” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
เมื่อก่อนต้องใช้เวลามากกับการเขียนเอกสาร สรุปข้อมูล เตรียมงานนำเสนอ และรวบรวมความคิดเห็นจากลูกค้า แต่วันนี้ AI ช่วยทำสิ่งเหล่านี้ได้เร็วขึ้นมาก
คุณค่าของคนทำ Product จึงไม่ได้อยู่ที่การจัดการเอกสารหรือเรียงลำดับงานเท่านั้น แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรสร้าง ปัญหาจริงคืออะไร อะไรควรทำก่อน และอะไรไม่ควรทำ
AI ช่วยสร้างสิ่งต่างๆ ได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่คนยังต้องตัดสินใจว่า
“อะไรควรถูกสร้างตั้งแต่แรก?”
ถ้าคนทำ Product ยังทำหน้าที่แค่รับความต้องการมาจัดลำดับ แล้วส่งต่อให้ทีม ชื่อว่า Owner ก็อาจเป็นเพียงชื่อที่ใหญ่ขึ้นบนงานเดิม
บทบาทนี้ต้องเข้าใจทั้งธุรกิจ ลูกค้า ข้อมูล และเทคโนโลยี พร้อมรับผิดชอบผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ดูแล Backlog ให้เรียบร้อย
ฝั่ง “Design” ก็ไม่ต่างกัน
วันนี้ AI สร้างแบบร่างหน้าจอและตัวอย่างการใช้งานได้ในไม่กี่นาที นี่ไม่ใช่จุดจบของ Designer หรืออาชีพ UX/UI แต่ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า คุณค่าของ Designer ไม่ได้อยู่ที่การวาดหน้าจออย่างเดียว
แต่อยู่ที่การเข้าใจคน เข้าใจปัญหา ตั้งคำถามกับสิ่งที่ทีมกำลังจะสร้าง และช่วยหาวิธีแก้ที่ดีจริง
จากคนทำหน้าจอ จึงต้องขยับไปเป็นคนที่ช่วยทีมตอบคำถามว่า
“เราควรแก้ปัญหานี้อย่างไร และนี่คือปัญหาที่ควรแก้จริงหรือไม่?”
ถ้าเปลี่ยนชื่อจาก UX/UI Designer เป็น Product Designer แต่ยังวัดคุณค่าจากจำนวนหน้าจอที่ส่งมอบ ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนป้ายชื่อบนงานเดิม
ฝั่ง “คนเขียนซอฟต์แวร์” ก็เช่นกัน
AI เขียนโปรแกรม สร้างระบบย่อย เขียนการตรวจสอบ และช่วยหาข้อผิดพลาดได้เร็วขึ้น การเขียนโค้ดจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงาน และอาจไม่ใช่ส่วนที่สร้างความแตกต่างที่สุดอีกต่อไป
สิ่งที่สำคัญขึ้นคือการเข้าใจระบบ เลือกวิธีที่เหมาะสม มองเห็นเรื่องความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย และรู้ว่าอะไรไม่ควรสร้าง
AI เก่งกับการ “เติมให้ครบ”
แต่คนต้องช่วยองค์กรหรือทีมตอบว่า
“อะไรไม่ควรถูกใส่มาตั้งแต่แรก?”
ถ้าเปลี่ยนชื่อจาก Programmer เป็น Engineer แต่ยังวัดผลงานจากจำนวนบรรทัดโค้ดหรือจำนวนงานที่ปิดได้ ก็ยังเป็นงานเดิม เพราะ Engineer ไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างระบบ แต่ต้องรับผิดชอบว่าระบบนั้นควรมีอยู่หรือไม่ ทำงานได้ดีแค่ไหน และจะสร้างภาระอะไรให้คนอื่นในอนาคต
“งานตรวจสอบคุณภาพ” ก็เปลี่ยนไปในทำนองเดียวกัน
ถ้างานคือเปิดหน้าจอแล้วไล่ตรวจทีละข้อ ระบบอัตโนมัติทำแทนได้มากขึ้นเรื่อยๆ คนทำงานด้านนี้จึงต้องขยับจากการตรวจงานตอนท้าย ไปช่วยทีมคิดเรื่องคุณภาพตั้งแต่ต้น
ต้องเข้าใจความเสี่ยง มองหาจุดที่อาจพัง ออกแบบวิธีป้องกัน และช่วยให้ทีมปล่อยงานได้อย่างมั่นใจ
ถ้าเปลี่ยนชื่อจาก Tester เป็น Quality Engineer แต่ยังเรียกมาช่วยตรวจเมื่องานเสร็จแล้ว ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนความรับผิดชอบจริง
ส่วน “คนที่ดูแลวิธีทำงานของทีม” ไม่ว่าจะเป็น Scrum Master หรือ Agile Coach ก็เจอการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
การมีประชุมครบ วางแผน ทบทวนงาน และคุยกันหลังจบงาน ไม่ได้แปลว่าทีมทำงานดีขึ้น หากทีมยังตัดสินใจช้า งานยังติดขัด และลูกค้ายังไม่ได้อะไรดีขึ้น
เมื่อ AI ช่วยให้ทีมค้นข้อมูล สร้างตัวอย่าง และทดลองได้เร็วขึ้น คนดูแลทีมจึงต้องขยับจากการดูแลขั้นตอน ไปช่วยแก้สิ่งที่ขวางไม่ให้ทีมไปถึงผลลัพธ์
ถ้าเปลี่ยนชื่อจาก Scrum Master เป็น Agile Coach แต่ยังวัดความสำเร็จจากจำนวนพิธีการหรือการประชุมที่จัดครบ ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนบทบาท
Agile ที่ดีไม่ได้หมายถึงการมีประชุมครบ แต่หมายถึงทีมตัดสินใจได้เร็วขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น และส่งมอบสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้น
“Project Manager หรือ PMO” ก็เช่นกัน
เมื่อ AI ช่วยจดประชุม เขียนรายงาน ทำแผนเบื้องต้น ติดตามงาน และสรุปความเสี่ยงได้ หากคุณค่าของคนทำหน้าที่นี้อยู่แค่การรวบรวมข้อมูลแล้วทำสไลด์ พื้นที่ตรงนั้นกำลังเล็กลง
สิ่งที่สำคัญขึ้นคือการตัดสินใจว่าโครงการควรทำต่อหรือไม่ เงินควรลงตรงไหน อะไรสำคัญกว่าอะไร ใครต้องตัดสินใจ และงานนี้ยังสำคัญต่อองค์กรหรือไม่
ถ้าเปลี่ยนชื่อจาก Project Manager เป็น Program Manager แต่ยังทำหน้าที่ส่งรายงาน ติดตามงาน และไล่ปิดรายการค้าง ก็ยังเป็นการจัดการกิจกรรม ไม่ใช่การรับผิดชอบผลลัพธ์
เมื่อมองทุกบทบาทรวมกัน เราจึงเริ่มเห็นว่า
“AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนงาน แต่มันกำลังบังคับให้เราออกแบบความรับผิดชอบของแต่ละบทบาทใหม่”
งานบางส่วนหายไป บางส่วนถูกลง และบางส่วนเร็วขึ้น สิ่งที่เหลือจึงต้องขยับขึ้นอีกระดับ
จากทำตามโจทย์ → เข้าใจปัญหา
จากทำงานให้เสร็จ → สร้างคุณค่า
จากดูเฉพาะส่วนตัวเอง → เข้าใจภาพรวม
จากรับผิดชอบงาน → รับผิดชอบผลลัพธ์
เพราะการทำงานให้ครบ ไม่ได้แปลว่างานสำเร็จ
“มีผลงานส่ง ไม่ได้แปลว่ามีคุณค่า”
“มีขั้นตอน ไม่ได้แปลว่ามีความคืบหน้า”
“มีรายงาน ไม่ได้แปลว่ามีการตัดสินใจ”
“มีตำแหน่งใหม่ ไม่ได้แปลว่ามีความรับผิดชอบใหม่”
ยุคนี้การเปลี่ยนแค่ชื่อตำแหน่งอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น
เปลี่ยน PO เป็น PM
เปลี่ยน UX/UI เป็น Product Designer
เปลี่ยน Programmer เป็น Engineer
เปลี่ยน Scrum Master เป็น Agile Coach
ถ้างาน อำนาจตัดสินใจ วิธีวัดผล และความรับผิดชอบยังเหมือนเดิม
มันก็แค่เปลี่ยนตัวหนังสือบนผังองค์กร 😅
การเปลี่ยนบทบาทจริงต้องเห็นได้จากการตัดสินใจที่คนคนนั้นมีอำนาจทำ และผลลัพธ์ที่เขาต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ชื่อบนบัตรพนักงาน
สิ่งที่ยากคือทำให้คนขยับตามบทบาทใหม่ไปด้วย
ต้องใช้ AI ให้เป็น เข้าใจธุรกิจมากขึ้น คุยกับลูกค้าได้ เข้าใจข้อมูล กล้าตัดสินใจ มองเห็นผลกระทบข้ามทีม และเลิกคิดว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่งานผม”
องค์กรเองก็ต้องเปลี่ยนด้วย
ถ้าบอกให้คนรับผิดชอบมากขึ้น แต่ไม่ให้อำนาจตัดสินใจ บอกให้คิดข้ามทีม แต่ยังวัดผลเฉพาะงานของตัวเอง หรืออยากให้ทดลอง แต่ลงโทษเมื่อทดลองพลาด บทบาทใหม่ก็จะกลายเป็นแค่ชื่อใหม่ของงานเก่า
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คนไม่ยอมเปลี่ยน แต่อยู่ที่องค์กรเปลี่ยนชื่อความรับผิดชอบ โดยไม่เปลี่ยนระบบที่รองรับความรับผิดชอบนั้น
บทบาทใหม่จึงต้องเปลี่ยนอย่างน้อย 3 เรื่องพร้อมกัน
1. ต้องเปลี่ยนอำนาจตัดสินใจ จากการรอรับคำสั่งหรือส่งต่อปัญหา ไปสู่การมีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบ และมีอำนาจหยุด ตั้งคำถาม หรือเปลี่ยนทิศทางเมื่อข้อมูลบอกว่าสิ่งเดิมไม่ควรทำต่อ
2. ต้องเปลี่ยนวิธีวัดผล จากการนับกิจกรรม เช่น จำนวนเอกสาร หน้าจอ บรรทัดโค้ด การประชุม หรือรายการที่ปิดได้ ไปวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ความเสี่ยงที่ลดลง ความเร็วในการเรียนรู้ คุณภาพของระบบ และผลกระทบต่อธุรกิจ
3. ต้องเปลี่ยนความรับผิดชอบ จากการรับผิดชอบเฉพาะชิ้นงานหรือขั้นตอนของตัวเอง ไปสู่การรับผิดชอบปัญหาและผลลัพธ์ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงผลกระทบที่เกิดกับทีมอื่น ลูกค้า และอนาคตขององค์กร
ถ้าให้อำนาจตัดสินใจ แต่ไม่เปลี่ยนวิธีวัดผล คนก็ยังเลือกทำสิ่งที่ทำให้ตัวเลขดูดี
ถ้าเปลี่ยนวิธีวัดผล แต่ไม่ให้อำนาจตัดสินใจ คนก็ถูกคาดหวังให้รับผิดชอบในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
และถ้าให้อำนาจกับเปลี่ยนตัวชี้วัด แต่ไม่กำหนดความรับผิดชอบให้ชัด การตัดสินใจก็จะถูกส่งต่อไปมาเมื่อเกิดปัญหา
ดังนั้นบทบาทใหม่จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อทั้งสามเรื่องสอดคล้องกัน
มีอำนาจตัดสินใจในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ?
ถูกวัดผลจากคุณค่าที่สร้าง ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำ?
และต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ตั้งแต่ต้นจนจบ?
บทบาทที่มีอนาคตจึงไม่ใช่บทบาทที่ทำงานเดิมได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่คือบทบาทที่ตัดสินใจได้ดีขึ้น รับผิดชอบได้กว้างขึ้น และพาองค์กรเข้าใกล้ผลลัพธ์ที่สำคัญจริงมากขึ้น
สิ่งที่ต้องออกแบบใหม่จึงไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน
แต่คืองาน ทีม อำนาจตัดสินใจ วิธีวัดผล และเส้นทางการเติบโตของคน…ทั้งหมดพร้อมกัน
ถ้าองค์กรตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ต่อให้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งอีกกี่ครั้ง ก็ยังได้เพียงงานเดิมในชื่อใหม่
แต่ถ้าตอบได้ บทบาทใหม่จะไม่ใช่แค่การทำงานให้เร็วขึ้นด้วย AI
มันจะเป็นการทำให้องค์กรตัดสินใจได้ดีขึ้น รับผิดชอบได้จริงขึ้น และสร้างคุณค่าได้มากขึ้นกว่าเดิม
#วันละเรื่องสองเรื่อง
เทคโนโลยี
ผู้นำ
hr
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย