27 ก.ย. เวลา 03:23 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 119 ราตรีสีเลือดและป่าแห่งซากศพ: แผนเปลี่ยนค่ายทหารจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นลานสังหาร

🟥1. ราตรีสีเลือด (The Night Attack at Târgoviște) ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการรบแบบกองโจร (Guerrilla Warfare) และการลอบสังหารที่อุกอาจที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1462 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบ้าบิ่นและความเป็นอัจฉริยะทางยุทธวิธีของวลาดที่ 3 อย่างแท้จริง
🟥เราค่อยๆมาแกะรายละเอียดการเดินหมากในคืนนั้น ที่เปลี่ยนค่ายทหารของหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกให้กลายเป็นลานสังหาร
🟪1.1 การลาดตระเวนด้วยตัวเอง
🔹วลาดรู้ดีว่าการบุกสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในค่ายทหารออตโตมันที่มีกำลังพลเกือบแสนคนคือการฆ่าตัวตาย สิ่งที่เขาต้องการคือ "ข้อมูลข่าวสาร" ที่แม่นยำ
🔹ด้วยความที่เติบโตมาเป็นตัวประกันในราชสำนักออตโตมัน วลาดสามารถพูดภาษาเติร์กได้อย่างไร้ที่ติ และรู้ธรรมเนียมรวมถึงรหัสผ่านภายในของกองทัพออตโตมันเป็นอย่างดี ด้วยความช่วยเหลือของหนอนบ่อนไส้เขาแทบเข้าออกค่ายได้เป็นปกติ
🔹มีบันทึกว่าในตอนกลางวันก่อนเกิดเหตุ วลาดได้ ปลอมตัวเป็นทหารชาวเติร์ก และลอบเข้าไปเดินสำรวจภายในค่ายทัพหลวงของออตโตมันด้วยตนเอง เพื่อจดจำแผนผังการตั้งค่าย และที่สำคัญที่สุดคือ... เพื่อหาว่า "เต็นท์ประทับของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2" ตั้งอยู่ตรงไหน
🟪1.2 การจู่โจมสายฟ้าแลบ
🔸เมื่อตะวันตกดินและทัพออตโตมันส่วนใหญ่กำลังพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าในการเดินทัพ วลาดก็เริ่มเปิดฉากปฏิบัติการ
🔸เขานำกองทหารม้าทะลวงฟันที่ไว้ใจได้ที่สุดประมาณ 7,000 - 10,000 นาย (บางแหล่งระบุว่า 24,000 นาย) แบ่งกำลังออกเป็นหลายสาย บุกเข้าไปในค่ายออตโตมันในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ตก
🔸กองทัพวัลลาเคียบุกเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงสว่างไสว เป่าแตรเขาสัตว์ และตีกลองเสียงดังสนั่น เป้าหมายคือการสร้างความโกลาหลให้มากที่สุด ทหารออตโตมันที่กำลังหลับใหลถูกสังหารคาเต็นท์โดยไม่ทันได้จับอาวุธ
🟪1.3 เป้าหมายพลาดเป้า
🔹ความโกลาหลคือสถานการณ์ที่จงใจสร้างขึ้น เป้าหมายสูงสุดของปฏิบัติการนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ "การค้นหาแล้วตัดหัวงู" วลาดต้องการลอบปลงพระชนม์เมห์เหม็ดที่ 2 เพื่อให้กองทัพออตโตมันไร้ผู้บัญชาการและแตกทัพกลับไป
🔹วลาดและหน่วยรบพิเศษในชุดทหารออตโตมันพุ่งตรงทะลวงแนวกั้นเข้าไปยังจุดที่เขาหมายตาไว้ว่าเป็นศูนย์กลางการบังคับบัญชา
🔹พวกเขาบุกเข้าฟันแทงและทำลายเต็นท์ที่หรูหราที่สุดอย่างบ้าคลั่ง แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เพราะเต็นท์ที่วลาดบุกเข้าไปนั้น กลับกลายเป็นเต็นท์ของ มหาเสนาบดี (มัฮมูด ปาชา) และอิสฮาก ปาชา ไม่ใช่เต็นท์ของสุลต่าน!
🔹ตามแผนเดิมที่วางไว้ วลาดได้แบ่งกองกำลังออกเป็นสองสาย โดยมอบหมายให้แม่ทัพคนสำคัญชื่อ กาเลส (Galeș) นำทหารอีกกองบุกเข้าโจมตีค่ายออตโตมันจากอีกทิศทางหนึ่งพร้อมๆ กัน เพื่อบีบให้ข้าศึกรับศึกสองด้านและสร้างความสับสนขั้นสุด
🔹แต่ปรากฏว่ากาเลสไม่ได้เข้าโจมตีตามนัดหมาย (นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความหวาดกลัว หรือการหลงทางในความมืด) ทำให้วลาดต้องแบกรับการบุกทะลวงอยู่เพียงลำพัง และแรงกระแทกของการโจมตีลดลงไปครึ่งหนึ่ง
🔹ในขณะที่ทหารเกณฑ์ทั่วไปและทหารรับจ้างตกใจตื่นและฆ่าฟันกันเองในความมืด กองกำลังรักษาพระองค์ชั้นยอดอย่าง เจนนิสซารี (Janissaries) พิสูจน์ให้เห็นถึงการฝึกฝนระดับสูง พวกเขาไม่แตกแถว แต่สามารถตั้งสติและรวมกลุ่มกันสร้าง "แนวโล่และหอก" ป้องกันล้อมรอบเต็นท์ของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารม้าของวลาดไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้
🟪1.4. รุ่งสางแห่งการเข่นฆ่ากันเอง
🔸แม้การลอบสังหารจะไม่บรรลุผล แต่วลาดประเมินสถานการณ์ได้อย่างเฉียบขาด เมื่อรู้ตัวว่าพลาดเป้าและทหารเจนนิสซารีเริ่มตั้งกระบวนทัพติดเขาจึงสั่งให้กองทัพวัลลาเคียล่าถอยอาศัยความมืดหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากกองทัพวัลลาเคียถอนตัวไปคือการบรรลุขั้นสุดยอดของสงครามจิตวิทยา ทหารออตโตมันที่เพิ่งตื่นขึ้นมาท่ามกลางควันไฟ ความมืด และเสียงกรีดร้องไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
🔸กองทัพออตโตมันตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกขีดสุด พวกเขาชักดาบและ เข่นฆ่ากันเอง เพราะคิดว่าทหารฝ่ายเดียวกันคือศัตรูที่แฝงตัวเข้ามา การสู้รบกันเองดำเนินไปจนถึงรุ่งเช้า
🔸ผลลัพธ์คือ ทัพออตโตมันสูญเสียกำลังพลไปราวๆ 15,000 นายในคืนเดียว (ส่วนใหญ่เกิดจากการฆ่ากันเอง) ในขณะที่กองทัพวัลลาเคียสูญเสียทหารไปเพียงราวๆ 5,000 นาย
🔸ผลกระทบจากราตรีสีเลือด: เหตุการณ์นี้ทำลายขวัญและกำลังใจของกองทัพออตโตมันจนป่นปี้ ทหารมุสลิมเริ่มเชื่อว่าวลาดที่ 3 ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแต่เป็นปีศาจ แต่ของขวัญปิดท้ายที่วลาดเตรียมไ้วรับกองทัพออตโตมันที่ทาร์โกวิสเต จะทำลายขวัญกำลังของชาวออตโตมันจนหมดสิ้น
🟨2. ป่าแห่งซากศพ
🟨2.1 ฉากหน้ากำแพงเมือง เปิดม่านแห่งความสยดสยอง
🔹หลังจากกองทัพหลวงของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 บอบช้ำอย่างหนักจากเหตุการณ์ "ราตรีสีเลือด" พระองค์ก็ทรงสั่งให้กองทัพเดินหน้าต่อไปยังเมืองทาร์โกวิสเต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของวัลลาเคีย เพื่อหวังจะเผด็จศึกและลากคอวลาดออกมา
🔹แต่เมื่อทัพออตโตมันเดินทัพมาถึงบริเวณชานเมือง พวกเขาไม่ได้พบกับการตั้งรับของกองทัพวัลลาเคีย ประตูเมืองถูกเปิดทิ้งไว้ และสิ่งที่รอต้อนรับพวกเขาอยู่คือ "ป่า" ที่ไม่ได้ประกอบด้วยต้นไม้ แต่ประกอบด้วย เสาไม้แหลมที่เสียบร่างมนุษย์ เรียงรายแน่นขนัดกินพื้นที่ยาวเกือบ 3 กิโลเมตร และกว้างกว่า 1 กิโลเมตร
🟨2.2 ตัวเลขและเหยื่อสังเวย
🔸บันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวไบแซนไทน์ (Laonikos Chalkokondyles) ซึ่งบรรยายเหตุการณ์นี้ไว้ ระบุว่ามีร่างมนุษย์ถูกเสียบประจานอยู่ถึง 20,000 ร่าง
🔸เชลยศึก: ส่วนใหญ่คือทหารออตโตมันที่ถูกจับเป็นเชลยจากการรบครั้งก่อนๆ
🔸ผู้แปรพักตร์และเชลยพลเรือน: รวมถึงชาวมุสลิม ชาวบัลแกเรีย และแม้แต่ชาววัลลาเคียเองที่วลาดสงสัยว่าแอบฝักใฝ่หรือส่งเสบียงให้กับศัตรู ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง ทารก หรือคนชรา
🔸ตรงกลางป่าแห่งนี้ มีไม้กระดานและเสาที่สูงและใหญ่ที่สุดตั้งตระหง่านอยู่ ร่างที่ถูกเสียบอยู่บนยอดนั้นคือ ฮัมซา เบย์ (Hamza Bey) แม่ทัพและทูตออตโตมันที่ถูกวลาดจับตัวมาได้เมื่อปี 1461 การเสียบให้สูงที่สุดคือการเยาะเย้ยตำแหน่งและเกียรติยศของเขา
🟨2.3 ศิลปะแห่งความทรมาน
🔹การเสียบของวลาดไม่ได้ทำลวกๆ แต่ถูกคำนวณมาอย่างดีเพื่อสร้างความทรมานสูงสุด
🔹ไม้แหลมจะถูกทาน้ำมันและค่อยๆ เสียบเข้าทางทวารหนัก (หรือช่องคลอด) แล้วดันทะลุออกทางปากหรือหลัง โดยพยายาม ไม่ให้โดนอวัยวะสำคัญ (เช่น หัวใจ หรือปอด) เพื่อให้เหยื่อไม่ตายในทันที แต่จะค่อยๆ ขาดใจตายอย่างช้าๆ ด้วยความเจ็บปวดนานหลายวัน
🔹เมื่อกองทัพออตโตมันมาถึง (กลางเดือนมิถุนายน 1462) ศพจำนวนมากเริ่มเน่าเปื่อย ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยฝูงนกกาและแร้งที่ลงมาจิกกินซากศพ กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่วบริเวณจนทหารออตโตมันหลายคนถึงกับอาเจียนและเสียขวัญอย่างหนัก
🟨2.4 ปฏิกิริยาและคำสารภาพของสุลต่านผู้พิชิต
🔸เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์ที่ผ่านสงครามและเห็นคนตายมานับไม่ถ้วน (รวมถึงการพิชิตคอนสแตนติโนเปิล) แต่เมื่อพระองค์ทรงขี่ม้าผ่าน "ป่าแห่งซากศพ" ท่ามกลางความเงียบงันและกลิ่นแห่งความตาย บันทึกระบุว่าพระองค์ทรงตื่นตะลึงและตรัสออกมาว่า:
"ข้าไม่อาจยึดครองแผ่นดินจากชายที่ทำสิ่งมหัศจรรย์และน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ได้ ชายผู้ที่รู้วิธีใช้อำนาจและปกครองแผ่นดินด้วยวิธีเช่นนี้ ย่อมสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้อีก"
🚩บทสรุป -> อยู่ไม่ไหว บ้านนี้เมืองนี้มันน่ากลัว
🟥ภาพของป่าซากศพผนวกกับโรคระบาด ขาดแคลนเสบียง และความตื่นตระหนกจากราตรีสีเลือดขวัญกำลังใจของทหารออตโตมันถูกทำลายโดยสิ้นเชิง เมห์เหม็ดที่ 2 ตัดสินใจว่า การเอาทัพหลวงมาละลายในดินแดนปีศาจแห่งนี้ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
🟥สุลต่านจึงสั่ง "ถอนทัพหลวงทั้งหมด" กลับสู่คอสตันตินิเย ถือเป็นชัยชนะทางจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวลาดที่ 3 ที่สามารถขับไล่กองทัพมหาอำนาจแห่งหนึ่งของโลกออกไปได้สำเร็จ
🟥เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงทิ้งน้องชายของวลาดคือ "ราดู" ไว้พร้อมกับกำลังทหารส่วนหนึ่งเพื่อให้พี่น้องร่วมสายเลือดทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์กันเองต่อไป ซึ่งถือเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องเพราะเมื่อผู้รุกรานถอนตัวออกไปก็เหลือเพียงความบอบซ้ำจากนโยบายผลาญภพ สร้างบาดแผลลึกในหมู่ขุนนางวัลลาเคียแบบแสนสาหัสพวกเขาจึงมองหาความชอบธรรมใหม่ ซึ่งราดูเข้ามาในจังหวะนั้นพอดี…
ตอนที่ 120 บัลลังก์ที่สูญสิ้นและสู่ตำนานอมตะ: สุดเส้นทางขนานของสองพี่น้องที่ไม่มีวันบรรจบ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา