18 ต.ค. เวลา 05:39 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 120 บัลลังก์ที่สูญสิ้นและสู่ตำนานอมตะ: สุดเส้นทางขนานของสองพี่น้องที่ไม่มีวันบรรจบ

🟥หลังเมห์เหม็ดที่ 2 ตัดสินใจถอนทัพกลับพระองค์ไม่ได้ยอมแพ้แต่เปลี่ยนมาใช้ยุทธวิธี "สงครามตัวแทน" โดยทิ้ง ราดู น้องชายแท้ๆ ของวลาดไว้พร้อมกับกองกำลังส่วนหนึ่งและเงินทองมหาศาล
🟥ราดูไม่ได้ใช้กำลังทหารบุกทำลายวลาด แต่ใช้ "การทูตและสินบน" เข้าซื้อใจบรรดาขุนนางวัลลาเคีย (Boyars) ที่เหนื่อยล้ากับสงครามและหวาดกลัวความโหดร้ายของวลาด
🟥เมื่อขุนนางพากันแปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์ต่อราดู วลาดที่ขาดทั้งกำลังคนและเสบียงจึงสูญเสียฐานอำนาจในประเทศอย่างรวดเร็วจนต้องตัดสินใจหลบหนีข้ามเทือกเขาคาร์เพเทียนไปยังฮังการีเพื่อขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรคริสเตียนอย่างกษัตริย์มัทธิอัส คอร์วินุส
🟥ชะตากรรมของ "ราดูผู้เลอโฉม" เป็นเหมือนเหรียญอีกด้านของวลาดแม้เขาจะเป็นผู้ชนะในศึกสายเลือดเมื่อปีค.ศ. 1462 และได้ครอบครองบัลลังก์วัลลาเคียสมใจแต่ชีวิตหลังจากนั้นของเขากลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและจบลงอย่างเงียบงันแบบไม่มีใครจดจำ
นี้คือเส้นทางช่วงท้ายของชายผู้เป็นหมากตัวโปรดของสุลต่านเมห์เหม็ด
🟪1.1 หุ่นเชิดบนบัลลังก์
🔹หลังจากบีบให้วลาดต้องลี้ภัยไปฮังการีได้สำเร็จ ราดูได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น (Voivode - ผู้ปกครอง) แห่งวัลลาเคียอย่างเป็นทางการ
🔹ราดูนำวัลลาเคียกลับไปเป็นรัฐบรรณาการที่แสนเชื่องของออตโตมัน เขายอมจ่ายส่วยประจำปีอย่างสม่ำเสมอและรื้อฟื้นการส่งเด็กหนุ่มชาววัลลาเคียเข้าสู่ระบบ "เดฟชีร์เม" เพื่อนำไปฝึกเป็นทหารเยนิเชรีตามความต้องการของเมห์เหม็ดที่ 2
🔹ในช่วงทศวรรษแรกการปกครองของราดูค่อนข้างราบรื่นเพราะเขาได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากมหาอำนาจออตโตมันและขุนนางในประเทศก็พอใจที่บ้านเมืองสงบสุขไม่ต้องหวาดผวากับการถูกเสียบประจานเหมือนยุคของวลาด
แต่ขึ้นชื่อว่าความสงบอันยาวนานนั้น สังคมมนุษย์ไม่เคยปรารถนา…
🔹ความสงบสุขจบลงเมื่อเกิดการพลิกขั้วอำนาจในภูมิภาคภัยคุกคามของราดูไม่ได้มาจากพี่ชายไม่ได้มาจากฮังการีหรือออตโตมันแต่มาจากญาติที่โผกระโดดเข้ามาในกระดานอำนาจ สตีเฟนมหาราช (Stephen the Great)
กษัตริย์แห่งอาณาจักรมอลดาเวีย (ประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสตีเฟนมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของราดูและวลาด) สตีเฟนตั้งตนเป็นศัตรูกับออตโตมันและไม่พอใจอย่างมากที่ราดูยอมทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ของสุลต่านและคอยเอาอกเอาใจพวกมุสลิม
🔹สตีเฟนจึงเริ่มทำสงครามตัวแทน โดยการสนับสนุนขุนนางคู่แข่งที่ชื่อ บาสซารับ ลาอิโอตา (Basarab Laiotă) ให้มาก่อกบฏแย่งชิงบัลลังก์จากราดู
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1473 เป็นต้นมา บัลลังก์ของราดูกลายเป็นสมรภูมิผลัดกันรุกผลัดกันรับระหว่างออตโตมันและมอลดาเวีย
🔹ในปี 1473 สตีเฟนนำทัพบุกวัลลาเคียราดูพ่ายแพ้จนต้องหนีตายกลับไปขอความช่วยเหลือที่ออตโตมันปล่อยให้ภรรยาและลูกสาว (มาเรีย โวอิคิตา) ถูกจับเป็นเชลยด้วยกำลังพลจากออตโตมัน ราดูกลับมายึดบัลลังก์คืนได้แต่ก็ถูกบาสซารับ ลาอิโอตา และกองทัพมอลดาเวียตีแตกอีกรอบเหตุการณ์แย่งชิงบัลลังก์สลับไปมานี้เกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง ภายในระยะเวลาแค่ 2-3 ปี
Note: เรื่องราวการชิงไหวชิงพริบระหว่าง เมห์เหม็ดที่ 2 กับ สตีเฟนมหาราชแห่งมอลดาเวีย ผมจะเจาะให้ละเอียดอีกทีรอติดตามได้เลยครับคู่นี้เล่นงานกันดุเดือดมากๆ แต่ก่อนอื่นเราจะไปที่จุดจบของราดูกันครับ
🟪1.2 จุดจบที่เงียบงัน
🔸เท่ามกลางสงครามชิงบัลลังก์ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำในช่วงต้นปี ค.ศ. 1475 (บางบันทึกระบุว่า 1477) ราดูผู้เลอโฉมก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในวัยเพียงประมาณ 36-37 ปี
🔸เสิ่งที่น่าเศร้าสำหรับราดูคือไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดว่าเขาตายเพราะอะไรนักประวัติศาสตร์จึงสันนิฐานกันไปต่างต่างนานา
บ้างก็สันนิษฐานว่าเขาตายด้วยอาการป่วย หรือโรคระบาด
🔸แต่ข่าวลือที่มีน้ำหนักและถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคนั้นคือ ราดูเสียชีวิตจาก "โรคซิฟิลิส" (Syphilis) ซึ่งอาจเป็นผลพวงจากวิถีชีวิตในราชสำนัก หรือการรับเชื้อในช่วงบั้นปลายชีวิต
ความตายของราดูเปิดทางให้วลาดที่ 3 (ซึ่งได้รับการปล่อยตัวจากฮังการี) สามารถนำทัพกลับมายึดบัลลังก์วัลลาเคียคืนได้เป็นครั้งที่ 3 ในปี 1476
🟨2. ชะตากรรมของวลาด หมากในมือของกษัตริย์อีกา
🔹หลังแพ้เกมการเมืองน้องชายวลาด หนีเข้าฮังการีไปขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรคริสเตียนอย่างกษัตริย์มัทธิอัส คอร์วินุส แต่แทนที่กษัตริย์มัทธิอัสจะต้อนรับวลาดในฐานะวีรบุรุษผู้ต้านออตโตมัน พระองค์กลับสั่งจับกุมวลาดทันที
🔹กษัตร์ยอีกาพระองค์นี้ผู้ซึ่งมีอายุเพียง 19 ปี เดินหมากทางการเมืองที่เลือดเย็นมาก
🔹สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 2 และสาธารณรัฐเวนิส ได้มอบเงินทุนมหาศาล (ประมาณ 40,000 เหรียญทองดูคัท) ให้มัทธิอัสนำไปช่วยวลาดทำสงครามครูเสดต้านทานออตโตมัน มัทธิอัส นำเงินก้อนนี้ไปจ้างทหารรับจ้างเพื่อสร้างกองกำลังส่วนตัวที่แข็งแกร่งซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ว่า "กองทัพดำแห่งฮังการี" (Fekete Sereg) กองทัพนี้เป็นกองทหารรับจ้างประจำการที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่!! มันถูกใช้เพื่อรบกับชาวคริสต์ด้วยกันเองไม่ใช่รบกับมุสลิมออตโตมัน
🔹เมื่อวลาดพ่ายแพ้ต่อน้องชาย (ราดู) และหนีมาขอความช่วยเหลือ มัทธิอัสตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพราะหากเขาไม่ช่วยวลาดโป๊ปจะต้องทวงถามถึงเงินทุนที่ให้มามัทธิอัสจึงขุดวิธีการสุดจีเนียส
"ก็ให้วลาดเป็นแพะรับบาปไปสิ"
🔹พระองค์ให้ราชสำนักปลอมแปลงจดหมายขึ้นมา 3 ฉบับ ทำทีว่าเป็นจดหมายที่วลาดแอบเขียนไปเจรจาลับกับสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 โดยมีเนื้อหาใจความว่า
"วลาดขอสวามิภักดิ์ต่อออตโตมัน และยินดีจะช่วยสุลต่านยกทัพมาตีทรานซิลเวเนียและฮังการี แลกกับการได้บัลลังก์วัลลาเคียคืน"
🔹มัทธิอัสส่งจดหมายปลอมนี้ไปให้โป๊ปเพื่อเป็นข้ออ้างว่าวลาดคือคนทรยศขายชาติคริสเตียนฮังการีจึงมีความชอบธรรมที่จะจับกุมตัวเขาและริบเงินทุนไว้ใช้เองเพื่อป้องกันประเทศ
🔹แม้จะถูกใสความ แต่วลาดไม่ได้ถูกขังในคุกใต้ดินมืดมิด เขาถูกควบคุมตัวแบบกักบริเวณให้เกียรติที่ป้อมปราการวิเชกราด ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ฮังการีแม้จะอยู่ดีกินดีแต่นี่คือการพรากอิสรภาพและตัดเขาออกจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
🚩วลาดต้องใช้ชีวิตจองจำอยู่ที่นี่นานถึง 12 ปี ทนดู ราดู น้องชายที่แปรพักตร์ปกครองแผ่นดินของตนเองภายใต้ร่มเงาของศัตรู
🟥3. การคืนสู่บัลลังก์ครั้งสุดท้ายและจุดจบ (ค.ศ. 1476)
🔸การเสียชีวิตของราดูน้องชายในปี 1475 กลายเป็นว่าสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง มัทธิอัสต้องการรัฐกันชนที่แข็งแกร่งอีกครั้ง บวกกับ1474-1476 จักรวรรดิออตโตมันกลับมาแผ่อิทธิพลอย่างหนักสตีเฟนมหาราชแห่งมอลดาเวียจึงรับศึกอยู่เพียงลำพัง
🔸สตีเฟนมหาราชจึงกดดันกษัตริย์มัทธิอัสให้ปล่อยตัววลาดเพราะวลาดคือผู้เดียวที่รู้จักยุทธวิธีของออตโตมันดีที่สุด และมีบารมีพอที่จะคุมแคว้นวัลลาเคียให้กลับมาเป็น "รัฐกันชน" ป้องกันไม่ให้ออตโตมันบุกเข้ายุโรปกลางได้ง่ายๆ
🔸มัทธิอัส จึงยอมปล่อยตัววลาดและมอบกองทัพให้เขาไปทวงบัลลังก์วัลลาเคียคืนวลาดนำทัพผสมที่ประกอบด้วยทหารฮังการี (นำโดย Stephen V Báthory) ทหารมอลดาเวีย และทหารรับจ้าง บุกเข้าวัลลาเคีย
🔸พวกเขาสามารถขับไล่ บาสซารับ ไลโอตา ผู้ปกครองวัลลาเคียแปรพักตร์จากการสนับสนุนของมอลดาเวียไปซบออตโตมัน (ซึ่งขึ้นมามีอำนาจแทนราดูน้องชายวลาดที่เสียชีวิตไปในปี 1475) ให้หนีเตลิดไปได้
🔸วลาดได้รับการสถาปนาให้เป็นผู้ปกครองวัลลาเคียเป็นครั้งที่ 3 แต่บัลลังก์ของวลาดพังทลายลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือนสาเหตุหลักมาจากการที่กองทัพพันธมิตรฮังการีและมอลดาเวียได้ถอนกำลังกลับประเทศเมื่อเห็นว่าวัลลาเคียสงบลงแล้ว ทำให้วลาดเหลือทหารรักษาพระองค์เพียงไม่กี่พันคน
🔸เมื่อบาสซารับ ไลโอตา รวบรวมกำลังทหารออตโตมันได้เขาก็ตีโต้กลับทันที วลาดถูกซุ่มโจมตีในสมรภูมิใกล้กรุงบูคาเรสต์ (นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าอาจเป็นบริเวณป่า Snagov หรือ Comana) ส่วนสาเหตุการตายที่แท้จริงยังเป็นปริศนา โดยมี 3 ข้อสันนิษฐานหลัก:
🟥1.ถูกทหารออตโตมันสังหารในระหว่างการรบพุ่งอย่างดุเดือด
🟥2.ถูกทรยศหักหลัง: ขุนนางวัลลาเคีย (Boyars) ที่เกลียดชังและหวาดกลัววลาดจากการกวาดล้างในอดีต ฉวยโอกาสแปรพักตร์และลอบสังหารเขากลางสนามรบ
🟥3.ความผิดพลาด: ตำนานหนึ่งเล่าว่าวลาดอาจแต่งกายด้วยชุดเกราะหรือเครื่องแบบทหารออตโตมันเพื่อพรางตัว หรือเกิดความสับสนในความมืด ทำให้ทหารของเขาเองเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรูและรุมสังหาร
🔹จุดจบที่ไร้หลุมศพ: เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าปีศาจร้ายแห่งวัลลาเคียได้ตายลงแล้ว ศีรษะของวลาดถูกตัด แช่ในน้ำผึ้งเพื่อกันเน่า และส่งตรงไปยังกรุงคอสตันตินิเย เพื่อให้สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ได้ยล
🔹สำหรับสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 วลาดคือศัตรูทางจิตวิทยาที่สร้างบาดแผลให้กองทัพออตโตมันอย่างซึมลึก (จากเหตุการณ์ "ป่าแห่งการเสียบประจาน")เมื่อวลาดสิ้นชีพ ทหารออตโตมันได้ทำการตัดศีรษะของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เน่าเปื่อยระหว่างการเดินทางไกล ศีรษะของวลาดจึงถูกนำไป แช่ในน้ำผึ้ง (ซึ่งเป็นสารกันบูดตามธรรมชาติที่นิยมใช้ในยุคกลาง) และส่งตรงกลับไปยังกรุงคอนสแตนติเย
🔹เมห์เหม็ดสั่งให้เสียบศีรษะของวลาดประจานไว้บนกำแพงเมือง การกระทำนี้ไม่ใช่แค่การฉลองชัยชนะแต่เป็นการส่งสารทางการเมืองและจิตวิทยาให้ประชาชนชาวออตโตมันและทหารเห็นกับตาว่า "ปีศาจร้ายแห่งวัลลาเคีย" ที่เคยสร้างความหวาดผวาให้จักรวรรดิ ได้ตายลงอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ
🟥4. จากทรราชสู่ตำนานอมตะ "แดร็กคูล่า"
🔸แม้ตัวจะตาย แต่ชื่อของวลาดกลับมีชีวิตยืนยาวมาอีกหลายศตวรรษใน 2 มิติที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
🔸วีรบุรุษของชาติ: ในมุมมองของชาวโรมาเนีย วลาดคือรัฐบุรุษผู้รักชาติ เขาคือกษัตริย์ที่เด็ดขาด ยึดมั่นในความยุติธรรม กวาดล้างคอร์รัปชัน และเป็นปราการด่านหน้าที่ปกป้องยุโรปจากการรุกรานของจักรวรรดิออตโตมัน
🔸ปีศาจร้ายในวรรณกรรม : ในช่วงที่วลาดถูกขังอยู่ที่ฮังการี ศัตรูทางการเมืองชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์แผ่นพับเล่าเรื่องราวความโหดร้ายและซาดิสต์ของเขา เผยแพร่ไปทั่วยุโรป (ซึ่งเป็นหนึ่งในการใช้โฆษณาชวนเชื่อผ่านแท่นพิมพ์ยุคแรกๆ ของโลก)
🔸จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1897 นักเขียนชาวไอริช บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ได้นำชื่อ "แดร็กคูล่า" (ซึ่งแปลว่า บุตรแห่งมังกร) และประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายของเขามาดัดแปลงเป็นตัวละคร "เคานต์แดร็กคูล่า" ผีดิบดูดเลือดที่โด่งดังที่สุดในโลก
🚩บทสรุป -> จุดจบของ 2 ชะตากรรม หนึ่งดับวูบ อีกหนึ่งโชติช่วงชัชวาล
🟩 ชะตากรรมของสองพี่น้องคู่นี้ช่างย้อนแย้งจนวาระสุดท้ายครับ ราดู ผู้มีใบหน้างดงาม เป็นที่รักของสุลต่านและราชสำนักออตโตมัน ได้บัลลังก์มาครอบครองกลับตายอย่างเงียบเชียบและถูกประวัติศาสตร์ลืมเลือน
🟩 ในขณะที่ วลาด ผู้โหดเหี้ยมเกินมนุษย์มนา กล้าแตกหักกับมหาอำนาจ เชี่ยวชาญสงครามจิตวิทยาจนศัตรูหวาดหวั่น ก่อนจบชีวิตอย่างน่าสยดสยอง กลับได้รับการจดจำและกลายเป็นตำนานอมตะที่คนทั่วโลกรู้จักจนถึงทุกวันนี้ เผลอๆอาจมากกว่าสุลต่านผู้พิชิตคู่แข่งตลอดกาลของเขาเสียด้วยซ้า...
ตอนที่ 121 "สตราโต ดา มาร์" (Stato da Màr) เครือข่ายก้างขวางคอชิ้นโตกลางทะเลของสาธารณรัฐเวนิส

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา