19 ต.ค. เวลา 06:31 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 121 "สตราโต ดา มาร์" (Stato da Màr) เครือข่ายก้างขวางคอชิ้นโตกลางทะเลของสาธารณรัฐเวนิส

🟥บทต่อไปเราจะเข้าสู่มหาสงครามทางทะเล 16 ปี ระหว่างเวนิสและออตโตมันกันครับแต่ก่อนจะไปดำดิ่งสงครามที่กินทั้งภาคพื้นดินและทะเลที่ผลาญทรัพยากรทั้ง 2 ฝ่ายไปอย่างมหาศาล
🟥ผมอยากจะชวนผู้ติดตามทำความเข้าใจ"เครือข่ายรัฐทางทะเล" ของสาธารณรัฐเวนิสกันก่อนครับเพราะนี้คือก้างขวางคอชิ้นโตกลาง ทะเลอีเจียน ที่สุลต่านออตโตมันทุกพระองค์ต้องเหลียวมองด้วยความหวาดระแวงอยู่เสมอ
🟥การจะเข้าใจว่าเหตุใดเวนิสจึงกลายเป็น "ก้างขวางคอ" ชิ้นใหญ่ที่สุดของออตโตมันในมหาสงคราม 16 ปี เราจำเป็นต้องย้อนดูการสร้างเครือข่ายอาณานิคมทางทะเลที่เวนิสเรียกว่า "สตราโต ดา มาร์" (Stato da Màr - รัฐทางทะเล)
ซึ่งมีพัฒนาการอย่างเป็นระบบสถาปนาให้เวนิสกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเล ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 11-13
🟪1.การสถาปนาอำนาจของเวนิสในทะเลอีเจียน 1082-1204
เช่นเดียวกับจักรวรรดิออตโตมันเครือข่ายทางทะเลของเวนิสไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนแต่เป็นการสะสมอำนาจผ่านความอ่อนแอของจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม
🟪1.1 คริสต์ศตวรรษที่ 11-12: จากพันธมิตรสู่ผู้กุมสัมปทาน
🔹ในยุคนี้จักรวรรดิไบแซนไทน์กำลังเผชิญภัยคุกคามจากชาวนอร์มันทางตะวันตกจักรพรรดิอเล็กซิออสที่ 1 โคมเนนอส (Alexios I Komnenos) จึงขอความช่วยเหลือจากกองเรือเวนิส แลกกับการออกกฤษฎีกาทองคำ (Chrysobull) ในปี ค.ศ. 1082 ซึ่งให้สิทธิพ่อค้าชาวเวนิสทำการค้าในเมืองท่าสำคัญของไบแซนไทน์ได้โดย "ปลอดภาษี" นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พ่อค้าเวนิสเริ่มแทรกซึมเข้าครอบงำระบบเศรษฐกิจในทะเลอีเจียน
🟪1.2 ค.ศ. 1204: สงครามครูเสดครั้งที่ 4 สู่การแบ่งเค้กดินแดนไบแซนไทน์
🔹เหตุการณ์นี้คือจุดพลิกผันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของยุคกลางเวนิสได้เบี่ยงเบนเป้าหมายกองทัพครูเสดให้เข้าโจมตีและปล้นสะดมกรุงคอนสแตนติโนเปิลแทนการไปกู้คืนกรุงเยรูซาเลมเมื่อไบแซนไทน์ในเวลานั้น ล่มสลายแตกเป็นเสี่ยงๆ เวนิสได้เรียกร้องส่วนแบ่งดินแดน "3 ใน 8" ของจักรวรรดิทั้งหมด โดยเลือกยึดเฉพาะเกาะและเมืองท่าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้า
🟪1.3 หลัง ค.ศ. 1204: การมอบระบบศักดินาและรัฐบริวาร
🔹สาธารณรัฐเวนิสอนุญาตให้ตระกูลขุนนางทรงอิทธิพลของตนนำกำลังไปยึดเกาะต่างๆ ในทะเลอีเจียนแล้วตั้งตนเป็นผู้ปกครองภายใต้ร่มธงเวนิส
🔹ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ มาร์โค ซานูโด (Marco Sanudo) ที่นำกองเรือไปยึดหมู่เกาะคิคลาดีส (Cyclades) และตั้ง "อาณาจักรดยุกแห่งอาร์คิเพลาโก" (Duchy of the Archipelago) ขึ้นเป็นรัฐกันชนที่มีประสิทธิภาพกลางทะเลอีเจียน
🟨2.ขยายโครงสร้างและยึดกุมจุดยุทธศาสตร์ในทะเลอีเจียน 1205-1453
🟨กลยุทธ์การขยายอาณานิคมของเวนิสแตกต่างจากจักรวรรดิภาคพื้นทวีปอย่าง ออตโตมันหรือมองโกลที่เราคุ้นเคย เวนิสไม่ได้ต้องการยึดแผ่นดินกว้างใหญ่ที่ต้องใช้กำลังทหารราบจำนวนมากในการควบคุม
🟨แต่เน้นยึด "จุดอับ (Choke Points)" ทางทะเลเพื่อใช้เป็นสถานีเสบียงและป้อมปราการคุ้มกันเส้นทางการค้าเครื่องเทศจากตะวันออกกลาง
🔸ครีต (Crete / Candia) ค.ศ. 1205 ฐานทัพเรือที่ใหญ่และทรงอำนาจที่สุด ศูนย์กลางส่งกำลังบำรุงและควบคุมเส้นทางเดินเรือมุ่งสู่อียิปต์และลิแวนต์ (Levant)
🔸ยูบีอา/เนโกรพอนเต้ (Euboea / Negroponte) ค.ศ. 1205 เกาะขนาดใหญ่ที่อยู่ติดชายฝั่งกรีซ ควบคุมทะเลอีเจียนตอนกลาง เป็นปราการด่านสำคัญที่ต้านทัพบกจากแผ่นดินใหญ่
🔸เมโทนี และ โคโรนี (Methoni & Koroni) ค.ศ. 1209 เมืองท่าทางใต้ของคาบสมุทรเพโลพอนนีส ได้รับฉายาว่า "ดวงตาทั้งสองของสาธารณรัฐ" ควบคุมทางเข้าออกทะเลอีเจียนทั้งหมด
🔸หมู่เกาะไอโอเนียน (Ionian Islands) ทยอยยึดในศตวรรษที่ 14-15 เครือข่ายเกาะฝั่งตะวันตกของกรีซ ใช้เป็นฐานทัพเรือคุ้มกันทะเลเอเดรียติก ไม่ให้กองเรือศัตรูเข้าถึงกรุงเวนิสได้
🟩 3.โครงสร้างอาณาเขตของสาธารณรัฐเวนิส
จนกระทั่งในยุครุ่งเรืองเวนิสแบ่งเขตอำนาจของตนออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งแตกต่างจากจักรวรรดิทางบกทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
🔹โอกาโด (Dogado): ศูนย์กลางอำนาจบริหาร คือตัวเกาะเวนิสและทะเลสาบโดยรอบ
🔹สตราโต ดา แตร์รา (Stato da Terra): "รัฐทางบก" คือดินแดนที่เวนิสยึดครองในคาบสมุทรอิตาลีตอนเหนือ เพื่อเป็นแหล่งอาหารและกันชนทางบก
🔹สตราโต ดา มาร์ (Stato da Màr): "รัฐทางทะเล" เครือข่ายพาณิชยนาวีและป้อมปราการที่เรากำลังกล่าวถึง ซึ่งทอดยาวตั้งแต่ชายฝั่งดัลเมเชีย (โครเอเชียปัจจุบัน) ลงมาถึงหมู่เกาะไอโอเนียน ทะเลอีเจียน ครีต และไซปรัส
🟦4. แล้วอะไรที่ทำให้ Stato da Màr มีความโดดเด่น
🟦4.1 เครือข่ายโลจิสติกส์และป้อมปราการ
🔸ปราการแต่ละแห่งอยู่ห่างกันในระยะที่กองเรือสามารถเดินทางถึงกันได้ภายในไม่กี่วันทำให้สามารถส่งกำลังบำรุงหรือเสริมทัพได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการปิดล้อมทางบกไม่เป็นผล
🔸สุลต่านออตโตมันพบว่าการใช้กองทัพบกล้อมเมืองท่าของเวนิสมักล้มเหลว หากไม่สามารถตัดเส้นทางเสบียงทางทะเลได้ สิ่งนี้บังคับให้ออตโตมันช่วงที่กองทัพเรือยังตั้งไข่ ต้องพัฒนาวิศวกรรมปืนใหญ่ขนาดหนักเพื่อพังกำแพงให้เร็วที่สุดก่อนกำลังเสริมเวนิสจะมาถึง
🟦4.2 นโยบายไม่กลืนกินคนในพื้นที่
🔹การปกครองแบบอาณานิคมการค้าเวนิสไม่สนใจการกลืนชาติหรือเปลี่ยนศาสนาคนท้องถิ่น แต่เน้นสร้างป้อมปราการ (Castra) ที่แข็งแกร่งบริเวณท่าเรือ และผูกขาดการค้า อาศัยพลังทางเศรษฐกิจควบคุมความสงบพื้นที่ในอาณัติสุลต่านออตโตมันใช้วิธีรุกคืบยึดพื้นที่เกษตรกรรมและหมู่บ้านโดยรอบบนแผ่นดินใหญ่ (เช่น ในกรีซ) ทำให้ป้อมปราการของเวนิสโดดเดี่ยว ขาดแคลนอาหาร และบีบให้ต้องพึ่งพาเสบียงจากทางเรือเท่านั้น
🟦4.3 กองเรือรบแกลลีย์ (War Galleys) ที่ดีที่สุดในภูมิภาค
🔹เวนิสมีอู่ต่อเรือ (Arsenale) ที่ผลิตเรือรบพลังฝีพายได้อย่างรวดเร็ว และมีลูกเรือที่มีประสบการณ์สูงจากการเดินเรือสินค้าเป็นประจำ เพื่อทำลาย Stato da Màr บีบให้สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลสร้างอู่ต่อเรือที่กัลลิโปลี และพัฒนาตำแหน่ง คาปูดาน ปาชา (Kapudan Pasha - ผู้บัญชาการทัพเรือ) ขึ้นมาเป็นเสาหลักใหม่เพื่อพัฒนากองทัพเรือให้เท่าทันคู่แข่ง
🟫5. แล้วอะไรทำให้สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ตัดสินใจเขี่ยก้างขวางคอชิ้นโตพวกนี้ออกไป
คร่าวนี้เราจะมาโยงกับยุทธศาสตร์ของสุลต่านกันครับ
🟫ที่เมห์เหม็ดที่ 2 ตัดสินใจทำลายเครือข่ายอาณานิคมทางทะเลหรือ Stato da Màr ของเวนิสนั้นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรัชสมัยของพระองค์ แรงจูงใจนี้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่คือจากการประเมินทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และอุดมการณ์การสร้างจักรวรรดิระยะยาว
🟫1. ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของเมืองหลวงแห่งใหม่
🔸 เมื่อพระองค์พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ. 1453 และสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ เครือข่ายเกาะของเวนิสในทะเลอีเจียนและช่องแคบดาร์ดะแนลส์กลายเป็น "มีดที่จ่อคอหอย" ออตโตมัน กองเรือเวนิสสามารถปิดล้อมเส้นทางเดินเรือและตัดขาดการส่งเสบียงอาหาร (โดยเฉพาะข้าวสาลีจากทะเลดำและอียิปต์) สู่เมืองหลวงได้ทุกเมื่อ
🟫2. แสดงความชอบธรรมในฐานะ "ซีซาร์แห่งโรม"
🔸หลังจากล้มล้างจักรวรรดิไบแซนไทน์ เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงอ้างสิทธิ์ในดินแดนทั้งหมดที่เคยเป็นของไบแซนไทน์โดยชอบธรรม ในมุมมองของออตโตมัน ดินแดนที่เวนิสฉวยโอกาสยึดไปช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 4 (ค.ศ. 1204) เช่น ครีต ยูบีอา และมอร์เรีย ถือเป็นดินแดนของจักรวรรดิที่ถูก "ผู้บุกรุก" ยึดครองการทวงคืนดินแดนเหล่านี้จึงเป็นภารกิจเชิงอุดมการณ์
🟫3. การผูกขาดทรัพยากรและเส้นทางการค้า
🔸เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้จักรวรรดิเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงต้องการรวมศูนย์ความมั่งคั่งจากการค้าตะวันออก-ตะวันตก เครือข่ายการค้าของเวนิสที่แทรกซึมอยู่ทำหน้าที่เสมือนปรสิตที่สูบรายได้และภาษีออกไปจากภูมิภาคการทำลาย Stato da Màr คือการเปลี่ยนผ่านอำนาจการจัดเก็บภาษีเข้าสู่พระคลังของสุลต่านโดยตรง
🟫4. การตัดเส้นทางลอจิสติกส์ของศัตรูและการต่อต้าน
🔸เวนิสมักใช้ฐานทัพเหล่านี้เป็นจุดส่งกำลังบำรุงให้กับกองกำลังต่อต้านออตโตมัน เช่น การสนับสนุนสกันเดอร์เบก (Skanderbeg) ในแอลเบเนีย และเจ้าชายวลาดที่ 3 (Vlad the Impaler) ในวัลลาเคีย การปล่อยป้อมปราการเหล่านี้ไว้เท่ากับเปิดประตูหลังให้ชาวเวนิสเข้ามาแทรกแซงกิจการในคาบสมุทรบอลข่านได้ตลอดเวลา
🔸และหากเราพิจารณาไทม์ไลน์หลังปีพิชิตคอนสแตนติโนเปิล 1453 และ ความพ่ายแพ้ที่เบลเกรด 1456 เราจะพบว่าเมห์เหม็ดที่ 2 ปรับเปลี่ยนนโยบายแบบ "360 องศา"
อยากให้ย้อนไปอ่านตอนที่ 106-114 เห็นได้ชัดว่าเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงดำเนินกลยุทธ์แบบ "ตัดกำลังรอบนอก" ก่อนที่จะปะทะแตกหักกับเวนิสโดยตรง
🚩ค.ศ. 1453 - 1459: ทรงจัดการกับรัฐอิสระในเซอร์เบียและแอนาโตเลียเพื่อเสริมความมั่นคงทางบก
🚩ค.ศ. 1458 - 1460: ทรงนำทัพกวาดล้างคาบสมุทรเพโลพอนนีส (Morea) ซึ่งเป็นการบีบพื้นที่เข้าใกล้เขตอิทธิพลของเวนิสอย่างมากทำให้เวนิสเริ่มสูญเสียรัฐกันชน
🚩ค.ศ. 1461: ทรงพิชิตจักรวรรดิอาณาจักรเทรบิซอนด์ (Trebizond) ในทะเลดำ ทำให้เวนิสสูญเสียศูนย์การค้าสำคัญในตะวันออก
🚩ใช่ครับที่ปูมาตั้งแต่ตอนที่ 106 มันไม่ใช่แผนผนวกรัฐเล็กรัฐน้อยทั่วๆไป แต่คือขั้นตอนการกวาดบ้านก่อนเปิดสงครามทำลายเครือข่ายอาณานิคมทางทะเลหรือ Stato da Màr ของสุลต่านเหม์เหม็ดเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาวแก่จักรวรรดิออตโตมัน
🟫จนกระทั้ง ค.ศ. 1462 - 1463: เมื่อออตโตมันบีบวงล้อมแคบลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่หายใจเหตุการณ์ทาสหนีภัยเข้าเมืองอาร์กอส (Argos) จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความตึงเครียดปะทุเป็นสงครามเต็มรูปแบบ….
🚩บทสรุป การปะทะกันของ สองปรัชญา
🟥การปะทะกันระหว่างจักรวรรดิออตโตมันและเครือข่าย Stato da Màr ของเวนิส คือการปะทะกันของปรัชญาการสร้างจักรวรรดิที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
🟥ออตโตมันคือ "จักรวรรดิแห่งศูนย์กลาง" ที่พึ่งพากองกำลังส่วนกลางอย่างเจนิสซารี และทหารม้าซิปาฮี เพื่อควบคุมดินแดนกว้างใหญ่
🟥ในขณะที่เวนิสคือ "จักรวรรดิแห่งเครือข่าย" ที่อาศัยความได้เปรียบทางวิศวกรรมทางทะเลและทุนนิยมการค้า
🟥วิสัยทัศน์ของเมห์เหม็ดที่ 2 นั้นล้ำหน้าไปอีกขั้น พระองค์ทรงตระหนักว่า "ผู้ใดครองทะเลผู้นั้นครองโลก" การตัดสินใจพัฒนากองทัพเรือควบคู่ไปกับกองกำลังเจนิสซารีทางบก เพื่อทลายเครือข่ายของเวนิสเป็นข้อพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่นในระบบโครงสร้างการทหารของออตโตมัน ที่สามารถปรับตัวจากรากฐานนักรบเร่ร่อนบนหลังม้า
🟥สู่การเป็นมหาอำนาจทางทะเลที่สามารถกำหนดระเบียบโลกใหม่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักค้ำประกันความเป็นมหาอำนาจได้นับ 200 ปีต่อจากนี้...
ตอนที่ 122 คำประกาศกร้าวของผู้พิชิต: "สู่การจุดชนวนสงคราม และครูเสดที่แท้งก่อนคลอด" (ค.ศ. 1463 – 1464)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา