3 ต.ค. เวลา 10:30 • ไลฟ์สไตล์

เพราะงานไม่ใช่ทั้งชีวิต: วิธีหาสมดุลก่อนจะหมดไฟ

เพราะงานไม่ใช่ทั้งชีวิต
งานไม่ใช่ทั้งชีวิต หมายถึงการยอมรับว่าคุณค่าของคนเราไม่ได้วัดจากผลงานหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว งานเป็นเพียงหนึ่งในหลายบทบาทที่เรามี เคียงข้างกับการเป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นคนที่มีงานอดิเรก และเป็นคนที่ต้องการพักผ่อน เมื่อใดที่บทบาทเดียวกลืนบทบาทอื่นจนหมด ความเหนื่อยล้าเรื้อรังจะตามมาเสมอ
ทำไมเราถึงรู้สึกผิดเวลาได้พัก
เพราะเราถูกสอนมาว่า "ขยัน" คือคุณธรรม และ "ว่าง" คือความขี้เกียจ ความคิดนี้ฝังลึกจนสมองตีความการพักเป็นความล้มเหลว
องค์การอนามัยโลกจัดให้ภาวะหมดไฟ (Burnout) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานซึ่งจัดการไม่สำเร็จ โดยมีอาการหลัก 3 ด้าน คือ อ่อนล้าทางพลังงาน รู้สึกห่างเหินหรือมองงานในแง่ลบ และประสิทธิภาพการทำงานลดลง
สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังให้งานกินพื้นที่ชีวิตมากเกินไป:
  • ●
    ตื่นมาแล้วเช็กอีเมลก่อนล้างหน้า
  • ●
    ตอบแชตงานตอนสี่ทุ่มโดยไม่รู้สึกว่าผิดปกติ
  • ●
    วันหยุดยาวแล้วไม่รู้จะทำอะไรนอกจากนอน
  • ●
    เวลามีคนถามว่า "ชอบทำอะไร" แล้วนึกไม่ออก
  • ●
    รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าในวันที่ผลงานไม่เข้าเป้า
ถ้าเข้าข่ายตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือสัญญาณเตือนที่ควรฟัง
5 วิธีคืนพื้นที่ชีวิตให้ตัวเอง
1. ตั้งเส้นแบ่งที่จับต้องได้
อย่าใช้คำว่า "จะพยายามไม่ทำงานตอนดึก" เพราะมันคลุมเครือเกินกว่าจะทำได้จริง ให้กำหนดเป็นเวลาชัดเจน เช่น ปิดแจ้งเตือนงานหลังสองทุ่มทุกวัน แล้วบอกทีมให้รู้ล่วงหน้า เส้นแบ่งที่คนอื่นรู้ด้วยจะอยู่ได้นานกว่าเส้นที่เราตั้งเงียบ ๆ คนเดียว
2. สร้างพิธีกรรมปิดงาน
สมองต้องการสัญญาณว่า "จบแล้ว" ลองใช้กิจกรรมสั้น ๆ 10 นาทีหลังเลิกงาน เช่น เดินรอบตึก เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือจดสามอย่างที่ทำเสร็จวันนี้ การทำซ้ำทุกวันจะช่วยให้ร่างกายแยกโหมดทำงานออกจากโหมดพักได้เร็วขึ้น
3. หาสิ่งที่ทำแล้วไม่ต้องเก่ง
งานอดิเรกที่ไม่มี KPI คือพื้นที่ปลอดภัยที่หายากที่สุดในชีวิตผู้ใหญ่ ปลูกต้นไม้ วาดรูปแย่ ๆ วิ่งช้า ๆ — ทำอะไรก็ได้ที่ไม่มีใครมาให้คะแนน สิ่งเหล่านี้เตือนเราว่าคุณค่าของเราไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์เสมอไป
4. ลงทุนกับความสัมพันธ์แบบตั้งใจ
งานวิจัย Harvard Study of Adult Development ที่ติดตามผู้คนยาวนานกว่า 80 ปี พบว่าปัจจัยที่ทำนายความสุขและสุขภาพในระยะยาวได้ดีที่สุดไม่ใช่รายได้หรือชื่อเสียง แต่คือคุณภาพของความสัมพันธ์ใกล้ตัว นัดเจอเพื่อนล่วงหน้าเหมือนที่นัดประชุม แล้วอย่าเลื่อน
5. แยกตัวตนออกจากตำแหน่ง
ลองตอบคำถาม "ฉันเป็นใคร" โดยห้ามพูดถึงอาชีพ ถ้าตอบยาก แปลว่าตัวตนของเรากำลังถูกฝากไว้กับสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การมีตัวตนหลายชั้นไม่ได้ทำให้ทุ่มเทกับงานน้อยลง แต่ทำให้วันที่งานสะดุด เรายังไม่พังไปทั้งคน
การทำงานหนักผิดตรงไหน
ไม่ผิดเลย ถ้าคุณเลือกเอง มีช่วงพักฟื้น และยังมีอย่างอื่นในชีวิตให้กลับไปหา สิ่งที่อันตรายคือการทำงานหนัก เพราะกลัวว่าถ้าหยุดแล้วจะไม่มีค่า — ความกลัวแบบนั้นไม่มีวันเติมเต็ม เพราะไม่ว่าทำได้เท่าไหร่ก็จะรู้สึกว่าไม่พออยู่ดี
งานจะจ้างเราไปจนถึงวันหนึ่ง แล้ววันนั้นก็จะมีคนมาทำแทน แต่ชีวิตที่เราไม่ได้ใช้ ความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้ดูแล และร่างกายที่เราไม่ได้พัก ไม่มีใครมาทำแทนให้ได้
เริ่มจากสิ่งเล็กที่สุดวันนี้ก็พอ — ปิดคอมให้ตรงเวลาสักวัน แล้วดูว่าโลกยังหมุนอยู่ไหม
คำถามที่พบบ่อย
Work-life balance คืออะไร คือการจัดสรรเวลาและพลังงานระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวให้ไม่มีด้านใดเบียดอีกด้านจนเสียสมดุลเรื้อรัง ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน 50:50 แต่ต้องยืดหยุ่นและกลับมาตั้งหลักได้
ภาวะหมดไฟต่างจากความเหนื่อยธรรมดาอย่างไร ความเหนื่อยธรรมดาหายได้ด้วยการนอนหรือวันหยุด แต่ภาวะหมดไฟจะยังรู้สึกว่างเปล่าและไม่อยากกลับไปทำงานแม้พักแล้ว มักมาพร้อมความรู้สึกห่างเหินจากงานและคนรอบข้าง
ตั้งเส้นแบ่งกับงานแล้วจะกระทบความก้าวหน้าไหม โดยทั่วไปไม่ คนที่พักเพียงพอมีสมาธิและตัดสินใจได้ดีกว่า สิ่งที่กระทบอาชีพจริง ๆ คือการหมดไฟจนต้องหยุดยาวหรือลาออกกะทันหัน
โฆษณา