28 ก.ย. เวลา 14:10 • ปรัชญา

ชีวิตมีข้อเสนอมาเสมอ แล้วเราเลือกอะไร

วันก่อน ผมมีโอกาสพูดคุยกับน้องสาวที่กลับมาหลังเรียนจบที่อเมริกา เราสองคนมักแลกเปลี่ยนเรื่องราวและแง่คิดจากสิ่งที่พบเจอกัน แม้จะไม่ได้คุยกันแบบนี้บ่อยนัก แต่หลายครั้ง บทสนทนาธรรมดาก็ทิ้งคำถามที่ทำให้ผมคิดต่อไปอีกนาน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
น้องพูดถึงหลักคิดสองอย่าง อย่างแรกคือ คนเราต่างมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น อย่างที่สองคือ คนเราย่อมเปลี่ยนแปลง
ผมฟังแล้วจำได้ว่า นี่เป็นสิ่งที่คุณแม่พูดอยู่บ่อย ๆ แต่ในมุมที่ผมสัมผัส คุณแม่มักนำสองเรื่องนี้มาใช้แยกกัน โดยเฉพาะเรื่องคนเปลี่ยนแปลง ซึ่งมักถูกพูดถึงในทางที่ต้องระวัง เช่น วันนี้เขาดีกับเรา วันหน้าเขาอาจไม่ได้ดีกับเราเหมือนเดิม และจากตัวอย่างที่น้องสาวยกมา ผมก็รู้สึกได้ว่า วิธีมองเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจากคุณแม่มาแน่ ๆ
ผมไม่ได้คิดว่าคำเตือนนั้นผิด คนเราเปลี่ยนไปได้จริง และเราไม่ควรฝากความมั่นใจทั้งหมดไว้กับความประทับใจในวันนี้ แต่ผมรู้สึกว่า ถ้าเรามองการเปลี่ยนแปลงผ่านความระแวงเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นอนาคตของคนอื่นแค่ว่า เขาจะทำให้เราผิดหวังเมื่อไร
ทั้งที่หลักคิดข้อแรกยังอยู่ตรงนั้น "เขาเองก็คงหวังให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเหมือนกัน"
ผมจึงคิดว่า ถ้านำสองเรื่องนี้มาวางไว้ด้วยกัน เราอาจมองมนุษย์ได้กว้างขึ้น คนที่วันนี้เรารู้สึกว่า “ไม่ค่อยโอเค” ก็อาจมีความหวัง มีความอยากเริ่มต้นใหม่ และมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจทุกคนทันที แต่ก็คงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่า สิ่งที่เขาเป็นอยู่วันนี้คือทั้งหมดที่เขาจะเป็นได้ตลอดชีวิต
1
ระหว่างคุยกัน น้องตั้งข้อสังเกตว่า บางคนกว่าจะใช้ชีวิตเป็น กว่าจะรู้ว่าอะไรควรทำ หรือใช้ชีวิตให้มันดีได้ อายุก็มากแล้ว บางโอกาสก็ผ่านไปแล้ว น้องใช้คำว่า “คิดได้ช้า”
ตรงนี้เองที่ผมเห็นต่างอยู่บ้าง
ผมสงสัยว่า หลายคนเพิ่งคิดได้จริง ๆ หรือเขารู้มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ “ตัดสินใจ” ทำตามสิ่งที่รู้
เรารู้ว่าดื่มเหล้ามากไม่ดี แต่ก็ยังดื่ม รู้ว่าการพนันอาจทำลายชีวิต แต่ก็ยังเล่น รู้ว่าถ้าอยากไปถึงเป้าหมายก็ต้องขยัน แต่พอถึงเวลาจริง เราก็ยังผัดวันประกันพรุ่ง รู้ว่าวินัยสำคัญ แต่เราก็มีเหตุผลให้ตัวเองเสียวินัยได้อยู่เรื่อย ๆ
ผมพูดเรื่องนี้แล้วก็มองเห็นตัวเองอยู่ในนั้นด้วย เราไม่ได้ขาดความรู้ในทุกเรื่องที่เราทำพลาด บางเรื่องเราอธิบายให้คนอื่นฟังได้ดีเสียด้วยซ้ำ แต่กลับใช้กับชีวิตตัวเองไม่ได้
ช่องว่างระหว่างชีวิตที่เราเข้าใจกับชีวิตที่เราใช้จริง จึงเป็นเรื่องที่ผมสนใจมากกว่าคำว่า “คิดได้หรือยัง”
แน่นอน บางคนยังไม่รู้จริง ๆ และบางคนรู้แล้วก็ยังต้องต่อสู้กับความเคยชิน ความกลัว หรือข้อจำกัดที่ไม่ได้แก้ได้ด้วยการฮึดครั้งเดียว ผมจึงไม่อยากสรุปง่าย ๆ ว่า ใครยังเปลี่ยนไม่ได้ก็แปลว่าเขาไม่พยายาม แต่ในส่วนที่เรายังเลือกได้ คำถามสำคัญคือ เรายอมให้สิ่งที่รู้ว่าดีนั้นมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของเรามากแค่ไหน
เพราะการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น กับการยอมเปลี่ยนบางอย่างเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เป็นคนละขั้นตอนกัน
ในฐานะคริสเตียน ผมพบว่าคำถามนี้ย้อนกลับมาหาผมตลอด เรารับรู้ว่าพระเจ้าทรงดี เราฟังคำสอน อ่านพระคัมภีร์ และอาจอธิบายหลักความเชื่อได้มากมาย แต่เมื่อถึงเวลาต้องเลือกจริง ๆ เราจะยอมให้ความเชื่อนั้นนำชีวิตหรือไม่
ยากอบ 1:22 เตือนให้เราเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ การฟังเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราหลอกตัวเองได้ สำหรับผม ข้อนี้เตือนแรงมาก เพราะเราสามารถคุ้นเคยกับความจริง จนเผลอคิดว่าตัวเองกำลังดำเนินชีวิตตามความจริงนั้นแล้ว ทั้งที่บางเรื่องยังอยู่แค่ในความเข้าใจของเราเท่านั้นเอง
ชีวิตคริสเตียนจึงเป็นชีวิตแห่งการ “ตัดสินใจ” อยู่เสมอ วันนี้จะพูดความจริงหรือรักษาภาพลักษณ์ จะให้อภัยหรือเลี้ยงความขุ่นเคืองเอาไว้ จะซื่อสัตย์แม้เสียผลประโยชน์ หรือหาเหตุผลให้สิ่งที่ตัวเองอยากทำดูยอมรับได้
จากประสบการณ์ของผมตั้งแต่มาเชื่อพระเจ้าจนถึงวันนี้ ผมพบว่า การจะเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างที่พูดมานั้น "กำลังทั้งหมดมาจากพระเจ้า" ผมอาจรู้ว่าอะไรดี รู้ว่าควรทำอะไร แต่ระหว่างการรู้กับการใช้ชีวิตตามสิ่งที่รู้นั้น ผมต้องพึ่งพระองค์ ฟีลิปปี 2:13 ที่บอกว่าพระเจ้าทรงทำงานภายในเรา ทั้งให้มีความประสงค์และมีความสามารถที่จะทำตามชอบพระทัยพระองค์ จึงเป็นข้อพระคัมภีร์ที่ผมเข้าใจผ่านประสบการณ์ชีวิตของตัวเองด้วย
เพราะฉะนั้น เวลาผมพูดว่าชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตแห่งการตัดสินใจ สำหรับผม มันคือการตัดสินใจไว้วางใจ ยอมจำนน และเดินตามพระเจ้า โดยพึ่งกำลังที่มาจากพระองค์ แม้แต่ใจที่อยากเปลี่ยนและกำลังที่จะก้าวต่อไป ก็มีพระองค์ทรงทำงานอยู่ภายใน เมื่อมองเห็นชีวิตตัวเองเปลี่ยนไป ผมจึงรู้ว่าผมต้องขอบคุณใคร เพราะกำลังทั้งหมดที่ทำให้ผมเปลี่ยนได้มาจากพระเจ้า
เมื่อมองอีกด้านหนึ่งของการตัดสินใจ ผมนึกถึง “ค่าเสียโอกาส” ในวิชาเศรษฐศาสตร์ เมื่อเราเลือกทางหนึ่ง เราก็สละคุณค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่งไปด้วย การเลือกมีต้นทุน แม้บางครั้งจะไม่มีเงินสักบาทออกจากกระเป๋าเราเลยก็ตาม
เราเลือกความสบายตอนนี้ ก็อาจเสียโอกาสสร้างบางอย่างในระยะยาว เราเลือกเอาชนะในการโต้เถียง ก็อาจเสียโอกาสเข้าใจกัน และบางครั้งเราเลือกความซื่อสัตย์ ก็อาจต้องยอมเสียผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า
เพราะฉะนั้น การตัดสินใจที่ดีจึงไม่ได้หมายถึงการได้ทุกอย่าง แต่รวมถึงการรู้ว่า "อะไรมีค่าพอให้เรายอมเสียบางอย่างเพื่อรักษามันไว้"
พอคุยกันมาถึงตรงนี้ ผมกับน้องก็เห็นไปในทางเดียวกันมากขึ้นว่า ความคิดและความสามารถมีความสำคัญ แต่สิ่งเหล่านั้นต้องผ่านการตัดสินใจ จึงจะกลายเป็นทิศทางของชีวิต
เราคงเคยพบคนที่คิดเก่ง มีความสามารถ มองเห็นโอกาสมากมาย แต่กลับยังอยู่ที่เดิม บางครั้งเขาอาจมองเห็นทุกทางชัดเจนมาก จนยังไม่ยอมเลือกสักทาง เพราะทุกทางมีบางอย่างที่ต้องเสียไป
ขณะเดียวกัน โอกาสบางอย่างก็ไม่ได้รอให้เราพร้อมครบทุกด้าน
ผมไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวทั้งหมดเกิดจากการเลือกของคนคนเดียว ต้นทุนชีวิตของเราไม่เท่ากัน และมีหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การยอมรับข้อจำกัดเหล่านั้น ก็ควรมาคู่กับการรับผิดชอบต่อส่วนที่เรายังตัดสินใจได้ รวมถึงยอมรับผลของมัน เรียนรู้ และแก้ไขเมื่อพบว่าเลือกผิด
ชีวิตมี "offer" มาให้เราอยู่เสมอ บางครั้งเป็นงาน เป็นความสัมพันธ์ เป็นโอกาสเรียนรู้ บางครั้งเป็นเพียงโอกาสเล็ก ๆ ที่จะขอโทษ หยุดพฤติกรรมเดิม หรือเริ่มทำสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าควรทำ
เราไม่จำเป็นต้องตอบรับทุกข้อเสนอ บางอย่างควรปฏิเสธ บางอย่างควรรออย่างมีเหตุผล แต่เราควรรู้ตัวว่า กำลังรอเพื่อให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น หรือกำลังเลื่อนออกไปเพราะไม่อยากรับผิดชอบต่อการเลือก
บทสนทนาวันนั้นจึงทำให้ผมกลับมาถามตัวเองว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่ผมยังบอกว่าต้องคิดดูก่อน ทั้งที่จริง ๆ ผมรู้คำตอบมานานแล้ว
เราต่างหวังให้ชีวิตดีขึ้น และเราต่างมีโอกาสเปลี่ยนแปลง แต่ระหว่างความหวังกับการเปลี่ยนแปลงนั้น มีการตัดสินใจที่เราต้องลงมือทำอยู่ด้วย สำหรับผม การตัดสินใจนั้นคือการไว้วางใจและเดินตามพระเจ้า ผู้ทรงเป็นกำลังให้ผมเปลี่ยนแปลง
เพราะแม้เราจะยังไม่ยอมเลือก เวลาก็ยังเดินต่อ และการไม่ตัดสินใจ ก็มีผลต่อชีวิตของเราเช่นกัน
โฆษณา