วันนี้ เวลา 02:09 • การเมือง

รวยแลกเลือด! ความจริงของ 5 เผด็จการที่สร้างชาติสำเร็จ

ลองจินตนาการถึงคำว่า “”เผด็จการ”” กันดูนะครับ ภาพแรกที่แวบเข้ามาในหัวของพวกเราคืออะไร
หลายคนคงนึกถึงประเทศที่ล้าหลัง ยากจน คอร์รัปชันบานตะไท หรือไม่ก็มีผู้นำที่เอาแต่กดขี่ประชาชน
แต่รู้มั๊ยว่าในหน้าประวัติศาสตร์โลก มันมีเรื่องตลกร้ายที่สวนทางกับความเชื่อพวกนี้ซ่อนอยู่
เพราะดันมีผู้นำเผด็จการอยู่ 5 คนที่สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซจนโลกต้องตะลึง
พวกเขาบริหารประเทศได้เก่งกาจชนิดที่ว่าประเทศประชาธิปไตยหลายแห่งต้องมองตาปริบๆ…
คนแรกคือชายที่พลิกโฉมประเทศด้วยความเร็วแสงแบบที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน
ย้อนกลับไปช่วงปี 1960 ประเทศเกาหลีใต้มีสภาพแทบไม่ต่างจากสลัมขนาดใหญ่
ตัวเลข GDP ต่อหัวตอนนั้นสูสีกับประเทศกาน่า ในทวีปแอฟริกาด้วยซ้ำ
คือมีรายได้แค่ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีเท่านั้นเอง
แต่หลังจากที่ผู้ชายคนนี้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
จนวันนี้เกาหลีใต้กลายเป็นมหาอำนาจที่มีรายได้ต่อหัวสูงปรี๊ด
เขาคนนี้คือ Park Chung-hee อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้
หลังจากก่อรัฐประหารในปี 1961 สิ่งแรกที่เขาทำคือสั่งกวาดล้างครั้งใหญ่
เขาจับกุมนักธุรกิจรวยๆ ทั่วประเทศมาเดินแห่กลางถนนพร้อมแขวนป้ายประจานว่าตัวเองขี้โกง
1
ซึ่งเอาจริงๆ นักธุรกิจพวกนี้ก็สูบเลือดสูบเนื้อจากเงินช่วยเหลือต่างประเทศมานานแล้ว
Park Chung-hee เลยยื่นคำขาดแบบมาเฟียว่า จะยอมลงทุนตามที่รัฐสั่งหรือจะยอมหมดตัว
แน่นอนว่าทุกคนต้องยอมก้มหัวและทำตามแต่โดยดี
เขาจัดการยึดธนาคารเอกชนมาเป็นของรัฐทั้งหมดเพื่อคุมเส้นทางการเงิน
1
แล้วอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไปให้บริษัทที่เขาจิ้มเลือกมากับมือ
ชื่อบริษัทพวกนี้ทุกคนคุ้นหูแน่นอน อย่างเช่น Samsung, Hyundai หรือ LG
รัฐบาลจะตั้งเป้าหมายส่งออกให้บริษัทพวกนี้แบบกะเกณฑ์ไว้เป๊ะๆ
ถ้าใครทำยอดทะลุเป้า ก็รับเงินทุนและสิทธิพิเศษไปเลยเต็มๆ
แต่ถ้าทำพลาดเมื่อไหร่ ท่อน้ำเลี้ยงจะถูกตัดทิ้งทันที
ผลลัพธ์ที่ได้คือปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจที่โคตรบ้าคลั่ง
บริษัท Hyundai ที่ไม่เคยต่อเรือมาก่อน กลับสร้างอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ
ส่วน Samsung ที่เคยขายน้ำตาลทราย ก็พลิกโฉมมาผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์
เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตเฉลี่ย 8% ยาวนานถึงสามทศวรรษ
แต่.. ความสำเร็จสุดปังนี้มันมีราคาที่ต้องจ่ายหนักมาก
ในมุมมืดของความเจริญ เด็กสาววัยรุ่นต้องเข้าไปทนทุกข์ในโรงงานนรก
ทำงานวันละ 14 ชั่วโมงในที่แคบๆ แถมยังถูกบังคับฉีดยาบ้าเพื่อให้ตื่นตัวทำงานต่อ
1
สิทธิมนุษยชนถูกเหยียบย่ำจนมิดจมดินเพื่อแลกกับตัวเลขเศรษฐกิจที่สวยหรู…
มาต่อกันคนที่สอง ผู้นำที่บริหารประเทศเก่งยิ่งกว่ายอด CEO บริษัทระดับโลก
ชายคนนี้คือ Lee Kuan Yew อดีตผู้นำแห่งประเทศสิงคโปร์
ความพีกคือตอนแรกเขาไม่ได้อยากตั้งประเทศใหม่เลยซักนิดเดียว
ในปี 1965 สิงคโปร์โดนเตะออกจากสหพันธรัฐมาเลเซียเพราะไม่มีใครอยากแบกภาระ
วันที่ประกาศเอกราช Lee Kuan Yew ถึงกับร้องไห้โฮออกทีวีเลยทีเดียว
ประเทศตอนนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่มีทรัพยากร กองทัพ หรือแม้น้ำดื่ม แถมประชากรครึ่งประเทศก็ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
แต่วันที่เขาลงจากอำนาจในปี 1990 GDP ของประเทศกลับพุ่งทะยานหลักหมื่นดอลลาร์
เคล็ดลับคือเขาบริหารประเทศประหนึ่งตัวเองเป็น CEO บริษัทข้ามชาติ
เขาบังคับให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการทำงานเพื่อดึงดูดทุนต่างชาติ
1
ยุคแรกสิงคโปร์รับจ้างผลิตแค่ไม้ขีดไฟกับยาจุดกันยุงกระป๋อง
แต่ผ่านไปไม่นาน พวกเขากลายเป็นฮับผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก
เขาใช้ไม้แข็งบังคับให้บริษัทต่างชาติสอนงานขั้นสูงให้คนท้องถิ่นด้วย
และที่เด็ดสุดคือการปราบคอร์รัปชันแบบไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
เขาตั้งเงินเดือนข้าราชการให้สูงติดอันดับโลกเพื่อตัดปัญหาการรับส่วย
เคยมีรัฐมนตรีคนสนิทถูกจับได้ว่าแอบรับสินบน สุดท้ายรัฐมนตรีคนนั้นต้องตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีความผิด
เพราะรู้ดีว่ากฎหมายของ Lee Kuan Yew นั้นโหดเหี้ยมแค่ไหน
แน่นอนว่าประเทศนี้แทบไม่มีประชาธิปไตยให้เห็น
พรรคฝ่ายค้านโดนฟ้องจนล้มละลาย โดนบีบให้ไปขายหนังสือริมถนนหาเงินจ่ายค่าปรับ
เขาเคยบอกชัดเจนว่าการทำให้คนกลัวนั้นได้ผลดีกว่าการทำให้คนรัก…
คนที่สามมาพร้อมสเกลระดับโลก กับผลงานการลบคนจนออกไปจากแผ่นดิน
ไม่มีใครทำลายสถิติของ เติ้ง เสี่ยวผิง แห่งประเทศจีนได้อีกแล้ว
ย้อนไปปี 1978 คนจีนกว่า 88% อยู่ในสภาพยากจนข้นแค้น
ประเทศพังทลายจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคของเหมาเจ๋อตุง
ตัวเขาเองก็เคยโดนกวาดล้างจนต้องไปใช้แรงงานต้อยต่ำในโรงงาน
ลูกชายของเขาก็ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บพิการไปตลอดชีวิต
แต่พอถึงคราวสบโอกาส เขากลับมาผงาดอีกครั้งแบบเหนือชั้นสุดๆ
เขาไม่ได้ด่าทอผู้นำคนก่อน แต่ใช้วิธีรื้อนโยบายเก่าทิ้งอย่างแนบเนียน
ชูแนวคิดเรื่อง “”หาความจริงจากข้อเท็จจริง”” เลิกทำตามตำราแบบหลับหูหลับตา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ หมู่บ้านเสี่ยวยู
ชาวนาแอบทำสัญญาลับเพื่อแบ่งที่ดินรวมมาเป็นของแต่ละครอบครัว
ใครปลูกข้าวได้เกินโควตาก็สามารถเก็บส่วนต่างไว้กินเองได้
การทำแบบนี้ยุคนั้นมีโทษถึงตาย แต่ผลผลิตกลับพุ่งกระฉูดถึงหกเท่า
พอ เติ้ง เสี่ยวผิง รู้เรื่อง แทนที่จะสั่งประหาร เขากลับเอาโมเดลนี้ไปใช้ทั่วประเทศ
ผลลัพธ์คือคนกว่า 800 ล้านคนหลุดพ้นจากความอดอยากแบบปาฏิหาริย์ อัตราความยากจนลดจาก 88% เหลือแค่ 2% ในปัจจุบัน
แต่นั่นแหละ เหรียญมันมีสองด้านเสมอ
ภาพรถถังบุกกลางเมืองในเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน คือพยานชั้นดี
ข้อตกลงที่เขามอบให้ประชาชนคือความร่ำรวยที่แลกมาด้วยการถูกปิดปาก
รวยขึ้นได้ แต่ห้ามเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองเด็ดขาด…
มาถึงคนที่สี่ เผด็จการตัวตึงที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เพราะดันเป็นที่รักของชาวโลก
เขาคือ Josip Broz Tito ผู้นำแห่งประเทศยูโกสลาเวีย
ปกติเผด็จการมักจะโดนชาวโลกแบน แต่คนนี้กลับได้รับเชิญไปงานเลี้ยงเพียบ
ยกเว้นก็แต่ผู้นำโซเวียตที่ส่งมือสังหารมาเก็บเขาถึง 22 ครั้งแต่ก็พลาดหมด
Tito โคตรห้าว เขาไม่ยอมก้มหัวให้มหาอำนาจฝั่งไหนเลยในยุคสงครามเย็น
เขาไปจับมือกับประเทศกำลังพัฒนาตั้งกลุ่มขบวนการที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ไอเดียนี้ปังมากจนมีสมาชิกเข้าร่วมทะลุร้อยประเทศ ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ขวัญใจในสายตาของโลกตะวันตก
คนในประเทศสามารถบินไปเที่ยวฝั่งยุโรปตะวันตกได้อย่างอิสระ
สินค้าแบรนด์เนมและเพลงฮิตตะวันตกไหลเข้าประเทศเป็นว่าเล่น
ส่วนตัวเขาเองก็ใช้ชีวิตหรูหราอู้ฟู่ มีเกาะส่วนตัว มีรถไฟสุดหรู แม้แต่ผู้นำตะวันออกกลางยังต้องมาขอคัดลอกแบบบังเกอร์หลบภัย
วันที่เขาจากโลกนี้ไป งานศพของเขากลายเป็นงานรวมญาติผู้นำโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
มีตัวแทนจาก 128 ประเทศบินมาร่วมไว้อาลัยกันมืดฟ้ามัวดิน
แต่น่าเศร้าที่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่เขาเคยกดทับไว้ ดันระเบิดออกหลังเขาตาย
ประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ และเกิดสงครามที่นองเลือดที่สุดในยุโรป…
เดินทางมาถึงคนสุดท้าย ผู้นำที่ต้องมารับไม้ต่อในนรกบนดิน
เขาคือ Paul Kagame แห่งประเทศรวันดา
ในปี 1994 ประเทศนี้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
คนนับล้านถูกสังหารด้วยมีดพร้าในเวลาแค่ร้อยวันเท่านั้น
เพื่อนบ้านไล่ฟันกันเองเพียงเพราะมีบัตรประชาชนระบุว่าอยู่คนละเผ่า
เขาคือนำกองกำลังกบฏเข้ายึดอำนาจและหยุดการนองเลือดทั้งหมดนี้
สภาพประเทศตอนนั้นพังพินาศย่อยยับ อายุขัยเฉลี่ยคนเหลือแค่ 28 ปี
สิ่งแรกที่เขาทำคือฉีกระบบบัตรประชาชนทิ้ง ลบการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ออกให้หมด
เขาเอาโมเดลประเทศสิงคโปร์มาเป็นต้นแบบในการสร้างชาติใหม่
จัดการคอร์รัปชันแบบขุดรากถอนโคนจนประเทศใสสะอาดอันดับต้นๆ ของทวีป
ระบบราชการทำงานไวปานจรวด จดทะเบียนเปิดบริษัทเสร็จได้ในไม่กี่ชั่วโมง
เศรษฐกิจโตทะลุเป้าติดต่อกันยาวนาน อายุขัยคนพุ่งไปถึง 70 ปี
เมืองหลวงของประเทศกลายเป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในภูมิภาคไปเลย
แต่ก็อย่างว่าแหละ เขาชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเกือบ 100% ทุกครั้ง
นักวิจารณ์รัฐบาลก็มักจะหายตัวไปอย่างลึกลับไม่มีใครตามเจอ
แต่องค์กรระดับโลกหลายแห่งก็ต้องยอมรับในผลงานการฟื้นฟูประเทศของเขา
จากดินแดนแห่งความตายกลายมาเป็นประเทศที่เติบโตแบบก้าวกระโดด
และเขาคือคนเดียวในห้าคนนี้ที่ยังมีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน…
เรื่องราวของผู้นำทั้งห้าคนนี้ผมว่ามันก็ทิ้งคำถามคาใจตัวโตๆ ไว้ให้หลายคนคิดนะครับ
การดึงคนหลายร้อยล้านให้พ้นจากหลุมพรางความยากจน
หรือการสร้างชาติที่พังทลายให้กลับมาผงาดอีกครั้งแบบยิ่งใหญ่
สิ่งเหล่านี้มักต้องการความเด็ดขาดขั้นสุดที่ระบบปกติอาจให้ไม่ได้
แต่ผลลัพธ์อันหอมหวานมันก็ถูกแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง
ทั้งเสรีภาพที่หายวับไป หรือแม้แต่เลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์มากมาย
ท้ายที่สุดแล้ว มันคือการชั่งน้ำหนักที่โคตรยากและไม่มีคำตอบตายตัว
ถ้าเป็นเรา จะยอมแลกเสรีภาพในการตั้งคำถามเพื่อความอยู่รอดทางการเงินกันมั๊ย
References : [bbc, britannica, history, foreignpolicy, weforum]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา