•
2 ต.ค. เวลา 15:49 • ประวัติศาสตร์

⚔️ Magna Carta — มหากฎบัตรที่จำกัดอำนาจกษัตริย์

ลองย้อนเวลากลับไปในอังกฤษเมื่อกว่า 800 ปีก่อน…
ในยุคที่กษัตริย์มีอำนาจสูงสุดเหนือแผ่นดิน และประชาชนส่วนใหญ่แทบไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับผู้ปกครอง
แต่ในปี ค.ศ. 1215 เหตุการณ์หนึ่งกำลังจะเปลี่ยนแนวคิดเรื่องอำนาจของกษัตริย์ไปตลอดกาล
เหตุการณ์นั้นคือการกำเนิดของ
“Magna Carta” หรือ “มหากฎบัตร”
เอกสารที่ในเวลาต่อมาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรม สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และแนวคิดเรื่องการจำกัดอำนาจรัฐ
แต่ก่อนที่ Magna Carta จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิเสรีภาพ มันเริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่าง…
กษัตริย์กับเหล่าขุนนาง
---
👑 พระเจ้าจอห์นกับวิกฤตของอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1199 พระเจ้าจอห์น หรือ King John ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ
พระองค์เป็นพระอนุชาของพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 หรือ Richard the Lionheart
แต่รัชสมัยของพระเจ้าจอห์นเต็มไปด้วยปัญหา
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดคือสงครามกับฝรั่งเศส
พระองค์พยายามรักษาดินแดนของราชวงศ์อังกฤษในฝรั่งเศส แต่กองทัพอังกฤษประสบความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญในยุทธการที่บูวีนส์ในปี ค.ศ. 1214
ผลที่ตามมาคือ อังกฤษสูญเสียดินแดนจำนวนมากในฝรั่งเศส
และพระเจ้าจอห์นจำเป็นต้องหาเงินจำนวนมหาศาลเพื่อทำสงครามต่อไป
เงินจำนวนนี้มาจากไหน?
คำตอบคือ…
ภาษี
พระองค์เรียกเก็บเงินจากขุนนางในอัตราที่สูงขึ้น และใช้มาตรการทางการเงินที่สร้างความไม่พอใจอย่างมาก
นอกจากนี้ พระองค์ยังถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในการยึดทรัพย์สินและที่ดินของขุนนางโดยไม่เป็นธรรม
ความไม่พอใจจึงเริ่มสะสมขึ้นเรื่อย ๆ
---
⛪ ความขัดแย้งกับพระสันตะปาปา
พระเจ้าจอห์นยังมีความขัดแย้งกับคริสตจักรคาทอลิกอีกด้วย
เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการแต่งตั้งอัครสังฆราชแห่งแคนเทอร์เบอรี พระองค์ไม่ยอมรับการแต่งตั้ง Stephen Langton
เรื่องนี้นำไปสู่ความขัดแย้งกับสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3
ในที่สุด พระเจ้าจอห์นถูกขับออกจากศาสนจักร
สถานการณ์ยิ่งทำให้พระองค์สูญเสียความน่าเชื่อถือและสร้างแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้น
---
⚔️ ขุนนางลุกฮือ
ในที่สุด ขุนนางกลุ่มหนึ่งก็หมดความอดทน
พวกเขารวมตัวกันต่อต้านพระเจ้าจอห์น และในปี ค.ศ. 1215 สามารถเข้ายึดกรุงลอนดอนได้
พระเจ้าจอห์นจึงต้องยอมเจรจา
สถานที่นัดพบคือทุ่งหญ้าชื่อว่า Runnymede ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเทมส์
และในวันที่
15 มิถุนายน ค.ศ. 1215
พระเจ้าจอห์นทรงประทับตรารับรองข้อตกลงที่ต่อมาถูกเรียกว่า
Magna Carta — The Great Charter
หรือ “มหากฎบัตร”
แต่สิ่งสำคัญคือ…
พระเจ้าจอห์นไม่ได้ “เซ็นชื่อ” ลงบนเอกสารแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
เอกสารในยุคนั้นใช้ตราประทับของกษัตริย์เป็นเครื่องยืนยัน
---
📜 Magna Carta มีเนื้อหาอะไร?
Magna Carta ฉบับปี 1215 มีข้อบทจำนวนมาก
และถ้ามองจากมุมมองของคนในยุคปัจจุบัน เราอาจคิดว่ามันเป็นเอกสารที่ประกาศสิทธิมนุษยชน
แต่ความจริงแล้ว…
Magna Carta ในปี 1215 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับรองสิทธิของคนทุกคน
จุดประสงค์หลักคือการจำกัดอำนาจของพระเจ้าจอห์น และคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของขุนนางกับกลุ่มคนบางประเภท
อย่างไรก็ตาม หลักการบางอย่างในเอกสารได้กลายเป็นแนวคิดสำคัญในเวลาต่อมา
หนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดว่า…
แม้แต่กษัตริย์ก็ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย
หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า
Rule of Law — หลักนิติธรรม
---
⚖️ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”
หนึ่งในข้อความที่มีชื่อเสียงที่สุดอยู่ในข้อบทที่ 39 ของ Magna Carta ฉบับปี 1215
โดยมีใจความว่า บุคคลเสรีจะไม่ถูกจับกุม คุมขัง ริบทรัพย์สิน หรือเนรเทศโดยปราศจากกระบวนการตามกฎหมายและคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย
แนวคิดนี้สำคัญมาก
เพราะมันตั้งคำถามว่า…
ถ้ากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด
กษัตริย์สามารถจับใครก็ได้หรือไม่?
สามารถยึดทรัพย์สินของใครก็ได้หรือไม่?
สามารถลงโทษใครก็ได้ตามพระราชอำเภอใจหรือไม่?
Magna Carta เริ่มวางหลักคิดว่า
ไม่
แม้แต่ผู้ปกครองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
---
💰 แล้วเรื่องภาษีล่ะ?
อีกหลักการหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องการเก็บภาษี
Magna Carta กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินบางประเภทของกษัตริย์ และเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องการได้รับความยินยอมจากผู้มีส่วนได้เสีย
แนวคิดนี้พัฒนาต่อมาเป็นหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ว่า
รัฐบาลไม่ควรเรียกเก็บภาษีโดยปราศจากกระบวนการทางการเมืองและความยินยอมที่เหมาะสม
ในเวลาต่อมา แนวคิดเรื่องการควบคุมการเก็บภาษีได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของรัฐสภาอังกฤษ
และหลายร้อยปีต่อมา แนวคิดเรื่อง
“No Taxation Without Representation”
ก็กลายเป็นหนึ่งในคำขวัญสำคัญของการปฏิวัติอเมริกา
---
⚠️ แต่ Magna Carta ไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม
หลายคนอาจคิดว่า…
พระเจ้าจอห์นยอมรับ Magna Carta แล้ว
ทุกอย่างก็น่าจะสงบลง
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
เพราะพระเจ้าจอห์นไม่ได้ตั้งใจที่จะปฏิบัติตาม Magna Carta อย่างเต็มที่
พระองค์ส่งเรื่องไปยังสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 และอ้างว่าการยอมรับเอกสารเกิดขึ้นภายใต้การบังคับ
พระสันตะปาปาจึงประกาศให้ Magna Carta ฉบับนั้นเป็นโมฆะ
ความขัดแย้งจึงกลับมารุนแรงอีกครั้ง
และนำไปสู่…
First Barons' War
หรือ “สงครามขุนนางครั้งที่หนึ่ง”
---
⚔️ สงครามขุนนางครั้งที่หนึ่ง
กลุ่มขุนนางต่อต้านพระเจ้าจอห์นอย่างเปิดเผย
พวกเขายังเชิญเจ้าชายหลุยส์แห่งฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 เข้ามาช่วยในการต่อสู้
อังกฤษจึงเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง
แต่ในช่วงสงคราม พระเจ้าจอห์นก็สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1216
พระโอรสของพระองค์คือเจ้าชายเฮนรี ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา ได้ขึ้นครองราชย์เป็น
พระเจ้าเฮนรีที่ 3
ในเวลานั้น William Marshal หรือวิลเลียม มาร์แชล ได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
และเขาตัดสินใจใช้วิธีที่สำคัญมาก
นั่นคือ…
นำ Magna Carta กลับมาแก้ไขและประกาศใช้ใหม่
ข้อบทบางส่วนที่เป็นปัญหาถูกตัดออกหรือปรับเปลี่ยน
การประกาศ Magna Carta ฉบับใหม่ช่วยให้ฝ่ายกษัตริย์สามารถดึงขุนนางจำนวนหนึ่งกลับมาอยู่ข้างตนเอง
ในที่สุด ฝ่ายราชวงศ์ก็สามารถเอาชนะฝ่ายกบฏและขับไล่เจ้าชายหลุยส์ออกจากอังกฤษได้
---
📜 จากเอกสารของขุนนาง สู่กฎหมายของอังกฤษ
หลังจากนั้น Magna Carta ไม่ได้หยุดอยู่ที่ฉบับปี 1215
มันได้รับการแก้ไขและยืนยันซ้ำหลายครั้ง
ในปี ค.ศ. 1217 มีการแยกเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ออกเป็นเอกสารอีกฉบับที่เรียกว่า
Charter of the Forest
ส่วนเอกสารหลักจึงถูกเรียกว่า
Magna Carta
หรือ “มหากฎบัตร”
ต่อมาในปี ค.ศ. 1225 พระเจ้าเฮนรีที่ 3 ได้ออก Magna Carta ฉบับใหม่
และในปี ค.ศ. 1297 สมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 Magna Carta ฉบับหนึ่งได้รับการตราเข้าสู่ประมวลกฎหมายของอังกฤษอย่างเป็นทางการ
จากจุดนี้เอง Magna Carta จึงเริ่มมีสถานะที่มั่นคงมากขึ้นในประวัติศาสตร์กฎหมายอังกฤษ
---
🏛️ Magna Carta กลับมาโด่งดังอีกครั้ง
หลังจากผ่านไปหลายร้อยปี Magna Carta ไม่ได้เป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
แต่ในศตวรรษที่ 17 นักกฎหมายชาวอังกฤษชื่อ
Sir Edward Coke
ได้นำ Magna Carta กลับมาใช้อ้างอิงในการต่อสู้กับแนวคิดเรื่องอำนาจกษัตริย์ที่ไม่มีขอบเขต
เขาเสนอแนวคิดสำคัญว่า…
กษัตริย์เองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
แนวคิดเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางรัฐธรรมนูญของอังกฤษ
และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญอย่าง Glorious Revolution ในปี ค.ศ. 1688
รวมถึง English Bill of Rights ในปี ค.ศ. 1689
---
🇺🇸 จากอังกฤษสู่สหรัฐอเมริกา
อิทธิพลของ Magna Carta ไม่ได้หยุดอยู่ที่อังกฤษ
หลายศตวรรษต่อมา ชาวอาณานิคมอังกฤษในอเมริกาได้นำแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายและข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลมาใช้อ้างอิงในการต่อต้านอังกฤษ
แนวคิดเรื่องสิทธิในการได้รับกระบวนการยุติธรรม และแนวคิดว่าผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวถึงในอเมริกา
แนวคิดเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ทั้งในช่วงการประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1776 และการร่างรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1787
ต่อมา หลักการเรื่อง Due Process of Law ก็กลายเป็นส่วนสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญอเมริกัน
---
🌍 จาก Magna Carta สู่สิทธิมนุษยชนสมัยใหม่
อิทธิพลของ Magna Carta ยังถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนในระดับโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกกำลังพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ในปี ค.ศ. 1948 สหประชาชาติรับรอง
Universal Declaration of Human Rights
หรือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองบุคคลตามกฎหมาย มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายศตวรรษ และ Magna Carta ก็ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในเอกสารสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาความคิดเหล่านี้
Eleanor Roosevelt ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดทำปฏิญญาสากลฯ เคยกล่าวถึง Magna Carta ในฐานะต้นแบบทางประวัติศาสตร์ของการคุ้มครองสิทธิในระดับสากล
---
📜 แล้ว Magna Carta ฉบับปี 1215 อยู่ที่ไหน?
เรื่องที่น่าสนใจคือ…
เอกสาร Magna Carta ไม่ได้มีเพียงฉบับเดียว
ในปี ค.ศ. 1215 มีการทำสำเนาและส่งไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วอังกฤษ
แต่ปัจจุบันมีต้นฉบับจากปี 1215 ที่ยังหลงเหลืออยู่เพียง 4 ฉบับ
สองฉบับเก็บรักษาอยู่ที่ British Library
หนึ่งฉบับอยู่ที่ Salisbury Cathedral
และอีกหนึ่งฉบับอยู่ที่ Lincoln Cathedral
เอกสารเหล่านี้เขียนด้วยภาษาละตินบนแผ่นหนังลูกวัว หรือที่เรียกว่า vellum
และเนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีระบบการลงชื่อแบบสมัยใหม่ พระเจ้าจอห์นจึงไม่ได้เซ็นชื่อบนเอกสาร
แต่ใช้ ตราประทับของกษัตริย์ เป็นเครื่องยืนยันแทน
---
⚖️ Magna Carta ยังมีผลทางกฎหมายอยู่หรือไม่?
คำตอบคือ…
บางส่วน
Magna Carta ฉบับปี 1215 มีข้อบทจำนวนมาก แต่ข้อบทส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาเฉพาะของสังคมอังกฤษในยุคกลาง และไม่ได้มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีข้อบทบางส่วนที่ยังคงมีสถานะทางกฎหมายในอังกฤษ
โดยเฉพาะหลักการเกี่ยวกับเสรีภาพของศาสนจักร สิทธิและเอกสิทธิ์บางประการของเมือง และหลักการสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม
ข้อบทที่ 39 และ 40 มักถูกจดจำเป็นพิเศษ
เพราะสะท้อนแนวคิดว่า…
บุคคลไม่ควรถูกจับกุมหรือถูกริบทรัพย์สินโดยปราศจากกระบวนการตามกฎหมาย
และความยุติธรรมไม่ควรถูกขายหรือถูกปฏิเสธ
---
🏰 จากการต่อรองของขุนนาง สู่หลักนิติธรรมของโลก
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Magna Carta ก็คือ…
มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างประชาธิปไตยแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน
มันไม่ได้ประกาศสิทธิของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม
และไม่ได้ทำให้อังกฤษกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยในทันที
จุดเริ่มต้นของมันเป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกษัตริย์กับกลุ่มขุนนาง
แต่ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี แนวคิดบางอย่างใน Magna Carta ถูกตีความ นำกลับมาใช้ และพัฒนาต่อ
จนเกิดเป็นหลักการสำคัญ เช่น
Rule of Law
Due Process
การจำกัดอำนาจรัฐ
และ สิทธิของบุคคลตามกฎหมาย
---
🎬 บทส่งท้าย
จากกษัตริย์ที่ต้องการเงินเพื่อทำสงคราม…
จากขุนนางที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของพระองค์…
จากการเจรจาบนทุ่งหญ้าที่ Runnymede ในปี ค.ศ. 1215…
เอกสารฉบับหนึ่งก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
ในเวลานั้น ไม่มีใครอาจรู้ว่าเอกสารนี้จะมีอิทธิพลยาวนานถึงกว่า 800 ปี
Magna Carta เริ่มต้นจากการเป็นข้อตกลงระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองว่า…
ไม่มีใครควรอยู่เหนือกฎหมาย
แม้แต่กษัตริย์
และแม้ว่า Magna Carta จะไม่ได้สร้างสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่ขึ้นมาโดยตรง แต่แนวคิดที่ได้รับการพัฒนาต่อจากมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพในหลายประเทศทั่วโลก
จากเอกสารบนแผ่นหนังลูกวัวในอังกฤษยุคกลาง…
สู่แนวคิดเรื่องหลักนิติธรรมในโลกสมัยใหม่
นี่คือเรื่องราวของ
Magna Carta — มหากฎบัตร ค.ศ. 1215

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา