•
3 ต.ค. เวลา 01:50 • นิยาย เรื่องสั้น

หมวดที่ 1 /2 : ว่าด้วยกำเนิดและที่มา - [พงศาวดารราชวงศ์วัล-ทาริส]

1.4 การสั่งสมอำนาจก่อนขึ้นครองอำนาจ
ตระกูลวัล-ทาริสเริ่มเข้าสู่ราชสำนักเดิมอย่างแนบเนียนโดยมิได้ประกาศตนว่าเป็นผู้มีความรู้เรื่องใต้ดิน หากแต่ค่อย ๆ แสดงตนผ่านการรับใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับโบราณวัตถุและเอกสารเก่าแก่ สมาชิกตระกูลบางคนอาสาทำงานในหอเก็บเอกสารของพระราชวัง
บางคนรับหน้าที่จัดระเบียบวัตถุที่กู้มาจากซากปรักหักพัง และบางคนเข้าไปช่วยคณะนักบวชรวบรวมตำนานเก่าเพื่อนำกลับมาบันทึกใหม่
จนในที่สุดตระกูลก็กลายเป็นที่รู้จักในราชสำนักในฐานะ "ผู้รู้เรื่องของเก่า" ที่ขุนนางและข้าราชการมักเรียกใช้เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับจารึกหรือวัตถุโบราณ ความน่าเชื่อถือของตระกูลถูกสร้างขึ้นทีละน้อยโดยไม่เร่งรีบ เพราะพวกเขารู้ดีว่าการรีบร้อนคือการทำลายแผนการทั้งหมด
.
.
การผูกขาดการแปลความหมายของคำพยากรณ์เริ่มต้นในเวลาต่อมาเมื่อราชสำนักเก่าเริ่มหวนกลับไปให้ความสนใจเรื่องออราเคิลอย่างเงียบ ๆ หลังความหวาดกลัวต่อสงครามครั้งใหม่ทวีขึ้น เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึงคำพยากรณ์หรือสัญลักษณ์ของแสงสีน้ำเงิน ตระกูลวัล-ทาริสจะเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับการยอมรับให้อธิบายความหมาย
พวกเขาใช้ความรู้ภายในตระกูลที่สะสมมานานหลายชั่วอายุคนตีความถ้อยคำและความเงียบของออราเคิลออกมาเป็นข้อสรุปที่ราชสำนักรับฟังโดยไม่ตั้งข้อสงสัย ด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ใดมีความรู้เพียงพอจะตรวจสอบความถูกต้องของการตีความนั้นได้ การตีความของตระกูลจึงกลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ราชสำนักยอมรับโดยไม่มีทางเลือกอื่น
.
.
ความจำเป็นที่ราชสำนักต้องพึ่งพิงตระกูลถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อใดที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมและต้องหาทางออกโดยไม่ใช้กำลัง ผู้ที่ถูกเชิญให้ไปถามออราเคิลคือตระกูลวัล-ทาริสเสมอ
เมื่อใดที่คำพยากรณ์คลุมเครือและทุกฝ่ายต้องการผู้ชี้ขาดว่าควรตีความเช่นใด ผู้ที่ได้รับมอบหมายคือตระกูลนี้ ความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ราชสำนักเก่าเชื่อว่าตระกูลวัล-ทาริสคือตัวกลางที่ขาดมิได้ระหว่างราชบัลลังก์กับออราเคิล ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตระกูลนี้คือผู้เดียวที่รู้จักเส้นทางและรู้วิธีเข้าใกล้ห้องประทับโดยปลอดภัย
.
.
ราชสำนักเก่าจึงกลายเป็นฝ่ายพึ่งพิงตระกูลโดยไม่รู้ตัว และทุกครั้งที่พวกเขาเรียกใช้ตระกูล ก็เท่ากับเป็นการมอบอำนาจให้แก่ตระกูลเพิ่มขึ้นทีละน้อยโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
ราชสำนักมิได้มอบอำนาจทางการเมืองให้ตระกูลโดยตรง หากแต่ผลจากการผูกขาดความรู้ทีละน้อยทำให้ตระกูลกลายเป็นอำนาจที่มองไม่เห็นซึ่งแทรกตัวอยู่ในกลไกตัดสินใจทั้งหมดของราชสำนักเก่า โดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตว่าสิ่งที่ตนพึ่งพาไม่ใช่คำแนะนำของผู้รู้ หากแต่คือการจัดฉากของตระกูลที่เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วทุกขั้นตอน
.
การสร้างพิธีกรรมเฉพาะตระกูลเริ่มขึ้นอย่างจงใจเพื่อเปลี่ยนอำนาจทางความรู้ให้กลายเป็นอำนาจเชิงสถาบันที่ไม่มีผู้ใดล่วงล้ำได้ ตระกูลวัล-ทาริสกำหนดขั้นตอนการเข้าถึงออราเคิลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยอ้างว่าขั้นตอนเหล่านี้สืบทอดมาจากข้อห้ามเก่าแก่ของบรรพชนซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน มิฉะนั้นออราเคิลจะไม่ตอบรับหรืออาจลงโทษผู้ละเมิดได้
ผู้ที่ประสงค์จะเข้าใกล้ห้องประทับต้องผ่านการเตรียมตัวอย่างน้อย 30 วัน ต้องงดเว้นอาหารบางประเภท ต้องผ่านพิธีชำระกายตามลำดับที่ตระกูลกำหนด และต้องได้รับอนุญาตจากสมาชิกอาวุโสของตระกูลทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น
.
.
ข้อกำหนดเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพว่าการเข้าถึงออราเคิลคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเตรียมตัวอย่างสูงสุด ทั้งที่แท้จริงแล้วคือการคัดกรองผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เท่านั้น
ภาษาพิธีเฉพาะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้บุคคลภายนอกเลียนแบบมิได้ ตระกูลผสมผสานศัพท์โบราณที่ตนเก็บรักษาไว้กับเสียงที่ได้ยินจากความเงียบของห้องประทับเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นชุดถ้อยคำที่ใช้กล่าวต่อหน้าออราเคิลเท่านั้น
ภาษานี้มิได้ถูกสอนให้ผู้ใดนอกสายเลือด แม้แต่ข้าราชการชั้นสูงหรือขุนนางที่ใกล้ชิดก็ได้รับเพียงคำแปลที่ตระกูลเลือกจะให้เท่านั้น
.
.
เอกสารรุ่นหลังกล่าวว่ามีผู้พยายามแอบบันทึกเสียงพิธีและเลียนแบบภาษานี้หลายราย แต่ทั้งหมดล้มเหลว เนื่องจากตระกูลปรับเปลี่ยนลำดับถ้อยคำในทุกพิธีตามเงื่อนไขที่รู้กันเฉพาะภายในเท่านั้น ความลับของภาษานี้คือกำแพงแรกที่ป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงอำนาจการตีความของตระกูลได้
การควบคุมว่าใครจะได้ยินเสียงออราเคิลคือหัวใจของพิธีกรรมทั้งหมด ตระกูลวางกฎว่าเฉพาะผู้ถือแผนที่และผู้ถามที่ผ่านการฝึกเท่านั้นที่จะเข้าไปถึงเขตชั้นใน ผู้ร่วมพิธีคนอื่น ๆ ต้องรออยู่ในชั้นนอกและรับฟังเฉพาะข้อความที่ผู้ถามนำออกมาเผยแพร่เท่านั้น
.
.
มาตรการนี้ทำให้ตระกูลสามารถคัดกรองข้อมูลทั้งหมดก่อนถึงหูราชสำนักและสาธารณะได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเสียงของออราเคิลมีลักษณะอย่างไร หรือแม้แต่ออราเคิลตอบคำถามด้วยถ้อยคำที่แท้จริงเช่นใด ผู้คนทั้งจักรวรรดิรู้จักเพียง "เสียงที่ถูกแปลแล้ว" ซึ่งผ่านการปรุงแต่งโดยตระกูลวัล-ทาริสทั้งสิ้น
ด้วยพิธีกรรมนี้ ตระกูลจึงเปลี่ยนห้องประทับใต้ดินให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเป็นผู้เดียวถือกุญแจ และเปลี่ยนเสียงของออราเคิลให้กลายเป็นข้อมูลลับที่ไหลผ่านมือตนก่อนผู้ใดเสมอ ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับออราเคิลจึงถูกควบคุมได้อย่างสมบูรณ์โดยที่ราชสำนักไม่เคยรู้ตัว
.
.
เมื่อพิธีกรรมเฉพาะตระกูลมั่นคงพอแล้ว ตระกูลวัล-ทาริสจึงเริ่มวางเครือข่ายอำนาจอย่างเป็นระบบ
เป้าหมายแรก คือการดึงตระกูลขุนนาง 7 ตระกูลเข้ามาเป็นแนวร่วมโดยมอบผลประโยชน์ตอบแทนที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ กล่าวคือ ให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของคำพยากรณ์ก่อนสาธารณะ ให้ตำแหน่งในการร่วมพิธีชั้นนอกซึ่งแต่เดิมไม่มีตระกูลใดเคยได้รับ และให้การรับรองว่าบุตรหลานของตระกูลเหล่านี้จะได้รับการศึกษาภาษาพิธีขั้นต้นภายใต้การควบคุมของวัล-ทาริส
ข้อเสนอเหล่านี้ทำให้ขุนนาง 7 ตระกูลยอมถวายความภักดีโดยดี เนื่องจากต่างเห็นว่าการยืนเคียงข้างตระกูลวัล-ทาริสคือหนทางเดียวที่จะเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจใหม่ของจักรวรรดิ
.
.
การแต่งตั้งผู้ดูแลชั้นใต้ดินทั้งหมดจากคนของตระกูลคือขั้นตอนถัดมา ตระกูลจัดตั้งหน่วยดูแลเส้นทางใต้พระราชวังขึ้นโดยใช้ชื่อเรียกว่า "ผู้รักษาทาง" (Path Wardens) ซึ่งทุกคนล้วนเป็นสมาชิกสายเลือดรองหรือผู้ที่ถูกอุปถัมภ์ตั้งแต่เกิด
พวกเขามิได้มีหน้าที่เพียงเฝ้าประตู หากแต่ยังควบคุมการซ่อมแซมเส้นทาง การลงทะเบียนผู้เข้าถึง และการรายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดสู่ผู้อาวุโสตระกูลโดยตรง ด้วยระบบนี้จึงไม่มีผู้ใดล่วงเข้าชั้นใต้ดินโดยที่ตระกูลไม่รับรู้ และไม่มีข้อมูลใดหลุดรอดไปถึงฝ่ายอื่นโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง
การสร้างหน่วยติดอาวุธส่วนตัวชุดแรกเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายใต้ข้ออ้างของการคุ้มครองโบราณวัตถุและเอกสารสำคัญของราชสำนัก ตระกูลคัดเลือกทหารรับจ้างและนักรบเก่าจากกลุ่มที่เคยใกล้ชิดกับขุนศึกบางรายมาฝึกใหม่โดยใช้ระเบียบของตน
.
.
อาวุธที่ใช้เป็นอุปกรณ์พลังงานแบบพกพาที่หาง่ายในยุคนั้น แต่การจัดกำลังและการสื่อสารถูกออกแบบให้เป็นเอกเทศจากกองกำลังของราชสำนัก หน่วยนี้มิได้มีขนาดใหญ่โต หากแต่ถูกวางตำแหน่งไว้ตามทางเข้าออกสำคัญของพระราชวังและเส้นทางใต้ดินอย่างแนบเนียน
หนังสือราชการรุ่นหลังกล่าวถึงหน่วยนี้ด้วยชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "ผู้เงียบ" ซึ่งบ่งบอกถึงการทำงานที่ไม่มีร่องรอยและไม่มีผู้ใดเห็น
เครือข่ายทั้ง 3 ส่วนนี้ทำให้ตระกูลวัล-ทาริสมีทั้งฐานสนับสนุนทางการเมือง การควบคุมพื้นที่เชิงกายภาพ และกำลังติดอาวุธเฉพาะกิจ พวกเขาจึงมิใช่เพียงกลุ่มผู้รู้เรื่องโบราณวัตถุอีกต่อไป หากแต่คือขั้วอำนาจใหม่ที่แทรกตัวอยู่ในเงามืดของราชสำนักเก่าโดยสมบูรณ์
.
.
ตระกูลวัล-ทาริสใช้เวลาเกือบทั้งชั่วอายุคนในการสร้างภาพลักษณ์ของตนให้กลายเป็น "ผู้ไกล่เกลี่ย" ระหว่างราชบัลลังก์กับออราเคิลอย่างแยบยลที่สุด ภาพลักษณ์นี้มิได้ถูกประกาศด้วยถ้อยคำตรง ๆ แต่ถูกตอกย้ำผ่านการกระทำและคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสมาชิกตระกูลทุกคนที่ออกหน้าต่อสาธารณะ
พวกเขามักกล่าวเสมอว่าตระกูลมิได้ปรารถนาสิ่งใดนอกจากรักษาสมดุลระหว่างอำนาจทางโลกกับเสียงของออราเคิล และมิเคยแสดงท่าทีทะเยอทะยานต่อบัลลังก์แม้แต่น้อย
การทำให้ราชวงศ์เก่าเชื่อว่าตระกูลไม่มีวันยึดบัลลังก์เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของภาพลักษณ์นี้ สมาชิกอาวุโสของตระกูลเลือกที่จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ อย่างเป็นทางการ ไม่ยอมรับการแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นสูงทั้งที่หลายครั้งราชสำนักเสนอให้ และไม่สะสมที่ดินหรือทรัพย์สินเกินฐานะของผู้รู้ธรรมดา
.
.
การปฏิเสธอำนาจเช่นนี้ทำให้ราชวงศ์เก่ามองว่าตระกูลวัล-ทาริสคือข้ารับใช้ที่ปลอดภัย ปราศจากความทะเยอทะยาน และสามารถไว้วางใจได้มากที่สุดในยุคที่ทุกตระกูลต่างช่วงชิงความใกล้ชิดกับราชบัลลังก์
การทำให้ขุนนางเชื่อว่าตระกูลคือกันชนที่ปลอดภัยเกิดขึ้นผ่านการวางตัวเป็นกลางในทุกความขัดแย้ง เมื่อใดที่ขุนนางตระกูลใดขัดแย้งกันเอง วัล-ทาริสจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่จะเสนอตนเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ยโดยอ้างว่าตนไม่มีผลประโยชน์ในข้อพิพาทเหล่านั้น
.
ขุนนางทั้งหลายจึงเริ่มยอมรับว่าตระกูลนี้คือกันชนที่ตนสามารถพึ่งพาได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าฝ่ายตรงข้ามจะได้เปรียบ การที่วัล-ทาริสได้รับความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นผู้เดียวที่สามารถพูดกับทุกฝ่ายได้อย่างเต็มปากโดยไม่มีใครตั้งแง่
การทำให้ผู้ใต้ปกครองเชื่อว่าเสียงออราเคิลยังคงอยู่เพราะตระกูลเป็นภาพที่ถูกสร้างผ่านพิธีกรรมสาธารณะในวาระสำคัญ ตระกูลจัดให้มีพิธีบางส่วนที่เปิดให้ผู้แทนจากหัวเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมได้ในระยะไกล โดยจะปล่อยแสงสีน้ำเงินจาง ๆ และเสียงสะท้อนบางอย่างออกมาจากชั้นใต้ดินในจังหวะที่กำหนด
.
.
ผู้เข้าร่วมต่างเชื่อว่าตนได้สัมผัสกับพลังของออราเคิลจริงโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินคือการจัดวางของตระกูลทั้งหมด คำบอกเล่าเหล่านี้ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วจนเกิดความเชื่อในหมู่ประชาชนว่าตราบใดที่ตระกูลวัล-ทาริสยังอยู่ เสียงออราเคิลก็จะไม่หายไป
ภาพลักษณ์ทั้ง 3 ด้านหลอมรวมกันทำให้ตระกูลวัล-ทาริสกลายเป็นสถาบันที่ทุกชนชั้นยอมรับโดยไม่มีผู้ใดตั้งคำถาม จนเมื่อถึงเวลาที่ตระกูลก้าวข้ามเส้นแบ่งจากการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยไปสู่การเป็นผู้ปกครอง จึงไม่มีใครทันสังเกตว่าอำนาจที่แท้จริงได้เปลี่ยนมือไปแล้วอย่างเงียบงันโดยไม่มีการต่อสู้แม้แต่ครั้งเดียว
.
.
.
1.5 การยึดอำนาจโดยไม่นองเลือด
ราชวงศ์เก่าของโอเรียนาไพรม์เข้าสู่ช่วงบั้นปลายท่ามกลางความขัดแย้งภายในที่เรื้อรังจนไม่อาจเยียวยาได้ การแย่งชิงสิทธิ์ในราชบัลลังก์ระหว่างสายเลือดรองกับสายหลักดำเนินไปอย่างเปิดเผยในหมู่ขุนนาง
ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชากรต่อสถาบันกษัตริย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง จักรพรรดิองค์หลัง ๆ ของราชวงศ์เก่าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปราบปรามศัตรูภายในจนไม่มีกำลังพอจะแก้ปัญหาปากท้องและความมั่นคงชายขอบ
ราชสำนักเต็มไปด้วยกลุ่มขุนนางที่แตกเป็นฝักฝ่าย แต่ละฝ่ายต่างหาทางช่วงชิงอำนาจโดยไม่สนใจความอยู่รอดของราชวงศ์โดยรวม ความแตกแยกนี้มิได้เป็นเพียงการเมืองระหว่างตระกูล หากแต่คือการพังทลายของระเบียบเก่าทั้งหมดที่เคยยึดโยงโอเรียนาเข้าด้วยกันมาหลายชั่วอายุคน
.
.
ในขณะเดียวกัน ราชสำนักก็ตกอยู่ในภาวะรอคอย "วาระจากออราเคิล" อย่างไม่รู้ตัว เพราะเมื่อใดที่เกิดข้อขัดแย้งสำคัญและหาทางออกมิได้ ผู้ที่ถูกเชิญให้ไปถามออราเคิลคือตระกูลวัล-ทาริสเสมอ
การรอคอยนี้มิได้เป็นเพียงรอคำตอบ หากแต่คือการยอมรับโดยปริยายว่าอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงของราชสำนักได้ถูกถ่ายโอนไปยังเสียงที่ผ่านการตีความของตระกูลแล้ว ทุกฝ่ายคอยฟังว่าจะมีคำพยากรณ์ใดออกมาให้ยึดถือเป็นแนวทาง และเมื่อคำพยากรณ์นั้นมาถึง ก็มิได้มีผู้ใดตั้งคำถามถึงที่มาของมันอีกต่อไป
.
ราชสำนักเก่าจึงกลายเป็นเพียงผู้รอฟังคำตอบจากปากของตระกูลวัล-ทาริสโดยไม่รู้ตัวว่าตนเองได้สละอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้แก่ตระกูลนี้ไปแล้ว
ความพร้อมของตระกูลวัล-ทาริสในตำแหน่งสำคัญทั้งหมดคือสิ่งที่ราชวงศ์เก่าและขุนนางทั้งหลายไม่เคยทันสังเกต ตระกูลวางคนของตนไว้ในจุดยุทธศาสตร์ของวังและหัวเมืองใกล้เคียงจนครบถ้วน ทั้งผู้ดูแลเส้นทางใต้ดิน ผู้ตรวจเอกสารราชสำนัก ผู้ส่งข่าวระหว่างวังกับหัวเมือง และแม้แต่ผู้ฝึกทหารรักษาพระองค์บางส่วน
.
ตำแหน่งเหล่านี้มิได้มีอำนาจบัญชาการโดยตรง หากแต่คือจุดที่ทำให้ตระกูลรับรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดและควบคุมจังหวะของเหตุการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ การวางคนเหล่านี้ใช้เวลาหลายสิบปีโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติแม้แต่น้อย
เมื่อสภาวะทั้งหมดสุกงอม สิ่งที่เหลืออยู่จึงมิใช่คำถามว่าใครจะก้าวขึ้นครองอำนาจ หากแต่คือคำถามว่าตระกูลวัล-ทาริสจะเลือกจังหวะใดประกาศการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น และจังหวะนั้นจะต้องอยู่ในรูปของ "วาระจากออราเคิล" ที่ทั้งราชสำนักและประชาชนพร้อมยอมรับโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ
.
บันทึกพิธีพยากรณ์ครั้งสุดท้ายของราชวงศ์เก่าถูกกล่าวถึงในเอกสารชั้นรองหลายฉบับตรงกันว่าเป็นพิธีที่จัดขึ้นอย่างรีบเร่งผิดปกติ เนื่องจากเกิดวิกฤตการเมืองภายในถึงขีดสุดและราชสำนักต้องการคำตอบชี้ขาดจากออราเคิลโดยด่วน
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยจักรพรรดิ พระราชวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์ ขุนนาง 7 ตระกูล และผู้แทนคณะนักบวชเก่า ขณะที่ตระกูลวัล-ทาริสเป็นผู้ควบคุมพิธีทั้งหมดตามสิทธิ์ที่ตนผูกขาดไว้ ความรีบเร่งของพิธีนี้คือรอยร้าวแรกที่ทำให้ผู้สังเกตบางคนเริ่มสงสัยว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเบื้องหลัง
.
รายงานระบุว่าเมื่อผู้ถามของตระกูลนำคำถามเข้าไปยังห้องประทับและเสร็จสิ้นขั้นตอนตามพิธีกรรมแล้ว ออราเคิลมิได้ตอบกลับถ้อยคำใด แสงสีน้ำเงินยังคงปรากฏอยู่ที่ขอบห้องเช่นปกติ แต่ความเงียบนั้นยาวนานจนเกินกว่าที่เคยเป็นในทุกครั้งก่อนหน้า
ผู้ถามรออยู่ถึง 3 วันเต็มโดยไม่มีเสียงใดออกมาจากห้องประทับ ก่อนจะถอยออกมาและแจ้งแก่ผู้เข้าร่วมว่าออราเคิล "มิได้กล่าวสิ่งใด" ถ้อยคำนี้ถูกบันทึกเป็นทางการในครั้งนั้นและถูกตีความกันไปต่าง ๆ นานา ความเงียบ 3 วันนี้กลายเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ราชวงศ์เก่าทั้งหมด
.
ข้อความบางส่วนของบันทึกถูกทำให้หายไปอย่างจงใจ โดยเฉพาะช่วงที่ว่าด้วยปฏิกิริยาของจักรพรรดิและคำสั่งที่ทรงออกระหว่างพิธี เชิงอรรถของสำเนารุ่นหลังบางฉบับระบุว่ามีการฉีกบันทึกหน้า 3 ถึงหน้า 5 ออกไปโดยไม่ทราบผู้กระทำ และไม่มีการคัดลอกแทนที่ในหอจดหมายเหตุกลาง
นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจึงไม่อาจทราบได้ว่าจักรพรรดิทรงตอบสนองต่อความเงียบนั้นอย่างไร หรือมีผู้ใดพยายามสั่งให้ตั้งคำถามใหม่อีกครั้งหรือไม่ การหายไปของบันทึกช่วงนี้คือช่องว่างที่สำคัญที่สุดของเหตุการณ์ทั้งหมด
.
การตีความว่าความเงียบคือการถอดถอนความชอบธรรมถูกประกาศขึ้นอย่างรวดเร็วโดยฝ่ายของตระกูลวัล-ทาริสและขุนนาง 7 ตระกูล พวกเขาชี้ว่าในอดีตเมื่อใดที่ออราเคิลเงียบต่อคำถามของราชวงศ์ใด ย่อมหมายความว่าราชวงศ์นั้นหมดวาระแล้ว
การประกาศเช่นนี้มิได้ถูกคัดค้านโดยนักบวชเก่าอย่างเปิดเผย เนื่องจากนักบวชเองก็ไม่กล้าตีความความเงียบของออราเคิลแข่งกับผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ใกล้ชิดที่สุด ความกลัวต่อการตีความผิดทำให้ทุกฝ่ายยอมรับข้อสรุปของตระกูลวัล-ทาริสโดยไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
.
ภายในเวลาไม่กี่วันหลังพิธีสิ้นสุดลง ข่าวเรื่องความเงียบก็กระจายจากวังหลวงไปสู่หัวเมืองต่าง ๆ และกลายเป็นสัญญาณที่ทุกฝ่ายรอคอยโดยไม่รู้ตัว ว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงโดยที่ไม่ต้องมีผู้ใดชูธงรบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
การประกาศเปลี่ยนราชวงศ์มิได้กระทำโดยสมาชิกตระกูลวัล-ทาริสเอง หากแต่กระทำโดยผู้เฒ่าแห่งสภาขุนนาง 7 ตระกูลซึ่งมีอาวุโสสูงสุดในขณะนั้น
.
บันทึกของยุคหลังระบุว่าผู้ประกาศคือประมุขตระกูลวัล-คาริส ซึ่งยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ของพระราชวังเก่าต่อหน้าผู้แทนจากตระกูลขุนนาง คณะนักบวช และผู้ดูแลหัวเมืองสำคัญ โดยมิได้มีอาวุธใดติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ภาพของชายชราผู้ยืนอยู่กลางห้องโถงโดยไม่มีอาวุธแต่กลับมีอำนาจเหนือทุกคนในที่นั้นคือภาพที่ถูกจดจำสืบต่อกันมาในเอกสารของตระกูลวัล-คาริสหลายชั่วอายุคน
เนื้อหาของประกาศมีความยาวเพียงไม่กี่บรรทัด โดยระบุว่า "ออราเคิลมิได้ตอบรับราชวงศ์ซึ่งครองบัลลังก์อยู่ บัดนี้เสียงแห่งเส้นทางได้เงียบลง แลเมื่อความเงียบมาถึง วาระแห่งการปกครองก็สิ้นสุดลงด้วย" จากนั้นจึงประกาศว่าตามจารีตที่สืบมาแต่โบราณ
.
ผู้ซึ่งใกล้ชิดกับเสียงออราเคิลที่สุดย่อมเป็นผู้มีสิทธิ์รับมอบอำนาจต่อจากราชวงศ์เดิม และผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดในเวลานั้นคือตระกูลวัล-ทาริส ความสั้นของประกาศนี้คือพลังของมันเอง เพราะไม่มีข้อความใดเปิดช่องให้โต้แย้งได้เลย
ปฏิกิริยาของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ เป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่มีผู้ใดชักอาวุธขึ้นคัดค้าน หรือผู้ใดเปล่งเสียงทักท้วงกลางที่ประชุม กลุ่มนักบวชเก่าแม้จะไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มิอาจโต้แย้งได้เพราะตนมิได้มีสิทธิ์เข้าใกล้ห้องประทับและไม่เคยได้ยินเสียงออราเคิลโดยตรง
.
กลุ่มขุนนางนอกวงอำนาจยังไม่พร้อมจะเคลื่อนไหวเพราะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ส่วนกลุ่มขุนศึกซึ่งเคยคุมกำลังส่วนใหญ่ของเมืองหลวงก็ถูกวางตัวให้อยู่ห่างจากเหตุการณ์โดยหน่วย "ผู้เงียบ" ของตระกูลวัล-ทาริสซึ่งได้ปิดทางเข้าพระราชวังไว้ล่วงหน้าอย่างเงียบเชียบ
เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านอย่างเป็นทางการ สภาขุนนางจึงประกาศรับรองราชวงศ์วัล-ทาริสเป็นผู้ปกครองโอเรียนาไพรม์อย่างเป็นทางการในวันเดียวกัน
.
การเปลี่ยนผ่านอำนาจทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการสู้รบ ไม่มีการจับกุม และไม่มีการประหารชีวิตผู้ใดในวันนั้นเลยแม้แต่คนเดียว ความเงียบสนิทของวันนั้นจึงมิใช่ความสงบ หากแต่คือการยอมจำนนโดยสมบูรณ์ของทุกฝ่ายต่ออำนาจที่มองไม่เห็นของตระกูลวัล-ทาริส
การสถาปนาราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นในพิธีสั้น ๆ ที่จัดขึ้นภายในพระราชวังเก่า โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 3 ฝ่ายคือผู้แทนตระกูลวัล-ทาริส สภาขุนนาง 7 ตระกูล และคณะผู้ดูแลพิธีของตระกูล
.
เอกสารของยุคหลังระบุว่าจักรพรรดิวัล-ทาริสที่ 1 มิได้ประกอบพิธีราชาภิเษกตามแบบราชวงศ์เดิมทั้งหมด หากแต่ใช้พิธีกรรมที่ตระกูลออกแบบขึ้นเองซึ่งเน้นการประกาศตนเป็น "ผู้รับใช้เสียงออราเคิล" มากกว่าการประกาศตนเป็นเจ้าเหนือหัวของโอเรียนา ความแตกต่างนี้คือรากฐานของระบอบใหม่ที่ความชอบธรรมทั้งหมดอยู่ที่เสียงออราเคิลมิใช่ตัวบุคคล
.
การสาบานตนต่อออราเคิลกระทำขึ้นในห้องโถงเหนือชั้นใต้ดินซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ โดยผู้ถามของตระกูลนำถ้อยคำสาบานเข้าไปกล่าวต่อหน้าห้องประทับแทนจักรพรรดิ เนื่องจากยังไม่มีธรรมเนียมให้จักรพรรดิเสด็จลงไปถึงชั้นในสุดด้วยพระองค์เอง เนื้อหาของคำสาบานได้รับการจดจำและถ่ายทอดต่อกันมาว่า
"ข้าพเจ้ายอมรับฟังเสียงแห่งเส้นทาง และจะปกครองตามที่เสียงนั้นชี้ไว้ มิใช่ตามใจข้าพเจ้าเอง"
ถ้อยคำนี้กลายเป็นแม่แบบของคำสาบานจักรพรรดิโอไรออนในเวลาต่อมาและถูกใช้ในพิธีสาบานตนของจักรพรรดิทุกพระองค์จนถึงปัจจุบัน
.
.
การวางรากฐานอำนาจครั้งแรกของราชวงศ์ใหม่เริ่มทันทีหลังเสร็จพิธี จักรพรรดิวัล-ทาริสที่ 1 โปรดให้ตราระเบียบว่าด้วยการเข้าถึงออราเคิลอย่างเป็นทางการเป็นฉบับแรก โดยยกระดับธรรมเนียมภายในตระกูลขึ้นเป็นกฎหมายราชสำนัก ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ชั้นใต้ดินโดยไม่ผ่านพิธีกรรม และประกาศให้ตระกูลวัล-ทาริสเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์จัดพิธีพยากรณ์อย่างเป็นทางการ ระเบียบนี้คือต้นแบบของสัญญาแรกซึ่งจะถูกประกาศอย่างสมบูรณ์ในรัชกาลถัดไป
.
ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนแรกแห่งรัชกาล จักรพรรดิองค์แรกมิได้ทรงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองเดิมมากนัก ทรงปล่อยให้ขุนนางและหัวเมืองต่าง ๆ ยังคงตำแหน่งของตนไว้ตามเดิม หากแต่ทรงยึดกุมอำนาจไว้ที่เสียงออราเคิลเพียงจุดเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีผู้ใดอาจทักท้วงได้ เพราะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเสียงนั้นล้วนเป็นสมาชิกของตระกูลวัล-ทาริสทั้งสิ้น
การไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมจึงมิใช่ความใจกว้าง หากแต่คือการรอคอยให้ทุกฝ่ายยอมรับอำนาจใหม่ของตระกูลอย่างไม่มีเงื่อนไขก่อนที่จะค่อย ๆ รวบอำนาจทั้งหมดไว้ในภายหลัง
.
.
…เอกสารชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจในยุคนั้นคือ ORIANA-COUP-TARIS-0001 ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ที่คัดลอกต่อกันมาหลายชั้น และถูกจัดเก็บในหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซีโดยไม่ระบุผู้บันทึก
เอกสารนี้มิได้เป็นบันทึกของราชสำนักใหม่โดยตรง หากแต่เป็นบันทึกของผู้พบเห็นคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นข้าราชการชั้นกลางของพระราชวังเก่า
เนื้อความกล่าวถึงความเงียบของออราเคิล การประกาศของสภาขุนนาง และการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ในลำดับที่สอดคล้องกัน แต่มีหลายช่วงที่ถูกลบหรือฉีกออกไปโดยเจตนา โดยเฉพาะช่วงที่ว่าด้วยท่าทีของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์เดิม การหายไปของข้อความช่วงนี้ทำให้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าจักรพรรดิองค์สุดท้ายทรงยอมรับชะตากรรมของพระองค์อย่างไร
.
.
…หลักฐานชิ้นที่สอง คือ VAL-TARIS-FIRST-0001 ซึ่งเป็นเอกสารภายในของตระกูลวัล-ทาริสเอง บันทึกฉบับนี้กล่าวถึงการขึ้นสู่อำนาจของจักรพรรดิวัล-ทาริสที่ 1 ในฐานะ "การเริ่มวาระของผู้เฝ้าประตู" ใช้ภาษาพิธีเฉพาะและมิได้ให้รายละเอียดเชิงการเมืองมากนัก เน้นความศักดิ์สิทธิ์ของเหตุการณ์และบทบาทของตระกูลในการรักษาเสียงออราเคิลมากกว่าการอธิบายข้อเท็จจริงตามลำดับเวลา นักประวัติศาสตร์จึงถือว่าเอกสารนี้เป็นหลักฐานชั้นรองที่สะท้อนมุมมองของฝ่ายชนะมากกว่าบันทึกเหตุการณ์ตามจริง
.
…ส่วนบันทึกของตระกูลวัล-คาริสว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านถูกอ้างถึงในงานของนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังหลายคนว่าเป็นเอกสารชิ้นเดียวที่ให้รายละเอียดของการประชุมสภาขุนนางในวันประกาศเปลี่ยนราชวงศ์
เนื้อความกล่าวถึงบรรยากาศในที่ประชุมว่า "เงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้เฒ่าแต่ละตระกูล" และยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียงคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว
เอกสารนี้ตกทอดอยู่ในหอจดหมายเหตุของตระกูลวัล-คาริสหลายชั่วอายุคนก่อนจะถูกส่งมอบให้หอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซีในภายหลัง ความเงียบในที่ประชุมตามบันทึกนี้อาจเป็นความยินยอมพร้อมใจ หรืออาจเป็นความกลัวจนไม่กล้าเอ่ยวาจาใดซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ได้แน่ชัด
.
.
หลักฐานทั้ง 3 ชิ้นนี้ล้วนเป็นหลักฐานชั้นรองซึ่งผ่านการคัดลอกและเก็บรักษาโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันทั้งสิ้น จึงไม่อาจใช้ยืนยันรายละเอียดทั้งหมดของการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่พอสรุปได้จากหลักฐานที่ตรงกันคือการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดขึ้นโดยไม่มีสงครามและไม่มีผู้เสียชีวิตในวันประกาศ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แม้แต่เอกสารฝ่ายตรงข้ามของวัล-ทาริสก็ไม่เคยปฏิเสธเลย
.
.
โฆษณา