•
4 ต.ค. เวลา 03:02 • นิยาย เรื่องสั้น

หมวดที่ 7 : ว่าด้วยความเสื่อมและการล่มสลาย : พงศาวดารราชวงศ์วัล-ทาริส

7.1 สัญญาณความเสื่อมระยะแรก
สัญญาณความเสื่อมแรกสุดของราชวงศ์วัล-ทาริสปรากฏให้เห็นผ่านความเปลี่ยนแปลงของเสียงออราเคิลซึ่งเริ่มสังเกตได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 6 และชัดเจนมากในรัชกาลที่ 7 คำพยากรณ์ซึ่งเคยมีใจความสมบูรณ์และให้ทิศทางชัดเจนเริ่มสั้นลงอย่างผิดสังเกต
บางครั้งออราเคิลตอบเพียงคำเดียว บางครั้งตอบเป็นวลีที่ไม่สมบูรณ์ และบางครั้งก็เงียบไปโดยไม่มีการตอบใด ๆ เลยทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยตอบทุกคำถามอย่างครบถ้วน ความเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หากแต่คือการค่อย ๆ ลดลงทีละน้อยจนผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคนไม่ทันสังเกตว่ามันเริ่มต้นเมื่อใดกันแน่
.
ช่วงเวลาระหว่างคำถามกับคำตอบยาวนานขึ้นเป็นลำดับ จากเดิมที่ออราเคิลมักตอบแทบจะทันทีหลังจากผู้ถามกล่าวคำถามจบ กลายเป็นต้องรอหลายชั่วโมงและหลายวันในเวลาต่อมา ผู้เข้าร่วมพิธีต้องอดอาหารและจำกัดการนอนนานขึ้นกว่าที่เคยซึ่งทำให้บรรยากาศของพิธีเต็มไปด้วยความกดดันและความอ่อนล้า
บันทึกของผู้พิทักษ์กล่าวถึงความเงียบที่ยืดยาวจนผู้เข้าร่วมบางคนหมดสติระหว่างพิธีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ผู้เข้าร่วมหมดสตินี้ถูกปกปิดไม่ให้แพร่สะพัดออกไปภายนอกแต่ก็กลายเป็นข่าวลือที่ซุบซิบกันในราชสำนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ถ้อยคำที่คลุมเครือมากขึ้นในรัชกาลที่ 7 คือปัญหาที่บั่นทอนระบบทั้งหมด คำพยากรณ์ที่เคยตีความได้อย่างตรงไปตรงมากลับกลายเป็นถ้อยคำที่เปิดช่องให้ตีความได้หลายทางจนฝ่ายต่าง ๆ ในราชสำนักใช้เป็นเครื่องมือโจมตีกันเองได้
ความคลุมเครือนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในเสียงออราเคิลเริ่มสั่นคลอนจากภายในก่อนที่จะลุกลามไปยังกลุ่มอื่นในเวลาต่อมา ความคลุมเครือของคำพยากรณ์คือการเปิดประตูสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีวันยุติเพราะทุกฝ่ายต่างอ้างว่าการตีความของตนคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว
ความเปลี่ยนแปลงในราชสำนักเริ่มจากความเงียบของขุนนางบางตระกูล ตระกูลที่เคยแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสภาเริ่มปิดปากเงียบและไม่ยอมออกความเห็นใด ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับออราเคิล
.
.
บางตระกูลหยุดส่งผู้แทนเข้าร่วมพิธีพยากรณ์โดยอ้างเหตุผลเรื่องสุขภาพหรือภารกิจส่วนตัว ความเงียบนี้ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความไม่ไว้วางใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ชนชั้นสูง ความเงียบของขุนนางเหล่านี้มิได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความเห็น หากแต่คือการเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นเพราะเกรงว่าจะถูกตีความว่าเป็นศัตรูของราชวงศ์
การแตกขั้วภายในสภา 7 ตระกูลเกิดขึ้นตามมา ตระกูลเก่าแก่ที่อยู่มานานเริ่มไม่พอใจที่ตระกูลใหม่ได้รับสิทธิ์มากขึ้น ขณะที่ตระกูลใหม่ก็ไม่พอใจที่ตระกูลเก่าผูกขาดความใกล้ชิดกับราชวงศ์และคณะผู้พิทักษ์ สภาซึ่งเคยเป็นเอกภาพในการสนับสนุนราชวงศ์เริ่มแตกออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีวาระต่างกันและพร้อมจะหักหลังกันเองเมื่อถึงจังหวะ การแตกขั้วนี้คือจุดเริ่มต้นของการเมืองภายในสภาที่เต็มไปด้วยการช่วงชิงและใส่ร้ายกันเอง
.
ข้าราชการระดับสูงบางคนเริ่มสงสัยในความโปร่งใสของพิธีพยากรณ์ แม้ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงความสงสัยอย่างเปิดเผยในที่ประชุม แต่บันทึกส่วนตัวของข้าราชการหลายฉบับกล่าวถึงคำถามที่ว่าเหตุใดออราเคิลจึงตอบสั้นลงและคลุมเครือขึ้นทั้งที่พิธีกรรมยังคงปฏิบัติเหมือนเดิมทุกประการ
ความสงสัยนี้ซ่อนอยู่ในใจของผู้คนจำนวนมากและรอเพียงจังหวะที่จะถูกเปล่งออกมา ความสงสัยที่ถูกกดทับไว้นี้คือพลังที่พร้อมจะระเบิดออกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
ข่าวลือเรื่องออราเคิลเริ่มแพร่หลายในหมู่ประชากรทั้ง ๆ ที่ราชสำนักพยายามควบคุมข่าวสารอย่างเข้มงวด ข่าวลือเหล่านี้กล่าวถึงความเงียบของออราเคิลว่าคือลางร้ายของจักรวรรดิ กล่าวถึงความขัดแย้งในราชสำนักที่รั่วไหลออกมา และกล่าวถึงคำทำนายที่คลุมเครือซึ่งถูกตีความกันไปต่าง ๆ นานา
ข่าวลือกระจายจากตลาดและย่านการค้าเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็วโดยที่ราชสำนักไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด การแพร่กระจายของข่าวลือนี้คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการควบคุมข้อมูลข่าวสารของราชสำนักเริ่มล้มเหลวแล้ว
.
.
ความเชื่อมั่นต่อราชวงศ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระบบดาวชายขอบซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางมากที่สุด ประชากรของดาวเหล่านี้เริ่มตั้งคำถามว่าจักรวรรดิที่กำลังสั่นคลอนจะยังคุ้มครองตนได้จริงหรือไม่
และบางดาวเริ่มเลื่อนการส่งบรรณาการออกไปโดยอ้างว่าผลผลิตตกต่ำทั้งที่ความจริงคือการหยั่งเชิงว่าราชสำนักจะตอบสนองอย่างไร การเลื่อนการส่งบรรณาการนี้คือการทดสอบว่าจักรวรรดิยังมีกำลังพอจะลงโทษผู้ที่ไม่เชื่อฟังได้หรือไม่
การหนีภาษีและการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบางดาวบริวารชั้นนอกมีประชากรหลบหนีเข้าไปอยู่ในเขตกันชนมากจนราชสำนักต้องส่งกำลังไปกวาดต้อนกลับมา แต่ก็ทำได้เพียงบางส่วนเพราะเขตกันชนอยู่นอกอำนาจของจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ
การหลบหนีเข้าเขตกันชนนี้คือการประกาศอย่างเงียบ ๆ ว่าประชากรบางส่วนไม่ยอมรับอำนาจของจักรวรรดิอีกต่อไปแล้วและพร้อมจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อหลุดพ้นจากการปกครองของมัน
.
.
เอกสาร ORIANA-DECLINE-0001 คือบันทึกเหตุการณ์ความเสื่อมของจักรวรรดิในช่วงปลายราชวงศ์วัล-ทาริส เอกสารนี้ถูกรวบรวมขึ้นในภายหลังโดยนักประวัติศาสตร์ของสภาปราชญ์และให้ข้อมูลสัญญาณความเสื่อมทั้งในราชสำนักและในหมู่ประชากรอย่างเป็นระบบ
บันทึกการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมออราเคิลคือเอกสารของผู้พิทักษ์ซึ่งบันทึกความเปลี่ยนแปลงของเสียงออราเคิลไว้อย่างละเอียดตลอดหลายรัชกาล เอกสารนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความเสื่อมของออราเคิลเริ่มต้นก่อนการล่มสลายของราชวงศ์นานหลายสิบปี
รายงานความสงบของดาวบริวารที่เริ่มสั่นคลอนคือเอกสารของหน่วยข่าวกรองที่รายงานความเคลื่อนไหวของดาวบริวารชั้นนอกซึ่งเริ่มแสดงท่าทีไม่แน่ใจต่ออำนาจของจักรวรรดิ
รายงานเหล่านี้ถูกปิดบังไว้ไม่ให้ถึงพระกรรณของจักรพรรดิเป็นเวลานาน การปิดบังรายงานนี้คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของหน่วยข่าวกรองซึ่งทำให้ราชวงศ์ไม่ทันเตรียมรับมือกับความเสื่อมที่กำลังคืบคลานเข้ามา
.
.
.
7.2 ความขัดแย้งเรื่องการตีความคำพยากรณ์
ความขัดแย้งเรื่องการตีความคำพยากรณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคำพยากรณ์ของออราเคิลเริ่มมีความคลุมเครือจนตีความได้หลายทาง คำพยากรณ์ชุดแรก ๆ ที่เคยชัดเจนตรงไปตรงมาเริ่มถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำที่กำกวมซึ่งแต่ละฝ่ายในราชสำนักสามารถตีความเข้าข้างตนเองได้
ข้อความเช่น "เงาจะทอดยาวจากศูนย์กลาง" หรือ "หนทางที่สั้นที่สุดมิใช่หนทางที่ปลอดภัยที่สุด" กลายเป็นประเด็นถกเถียงไม่รู้จบโดยไม่มีผู้ใดชี้ขาดได้อย่างแท้จริง ถ้อยคำเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในที่ประชุมสภาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีข้อยุติซึ่งทำให้การตัดสินใจสำคัญของจักรวรรดิหยุดชะงักลงทั้งหมด
.
ฝ่ายจักรพรรดิกับฝ่ายผู้พิทักษ์เห็นต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายจักรพรรดิมักตีความคำพยากรณ์ไปในทางที่สนับสนุนพระราชอำนาจและการตัดสินพระทัยของพระองค์ ขณะที่ฝ่ายผู้พิทักษ์มักตีความไปในทางที่รักษาอำนาจของตนในการควบคุมพิธีกรรมและการเข้าถึงออราเคิล
ความเห็นต่างนี้ทำให้การตีความคำพยากรณ์กลายเป็นเวทีของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นทุกครั้ง การตีความที่แต่เดิมเคยเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์จึงกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจของทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีผู้ใดยอมถอยให้กันแม้แต่ก้าวเดียว
สภาขุนนางถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะสภามีสิทธิ์ร่วมตีความคำพยากรณ์ตามข้อกำหนดของสัญญาแรก เมื่อฝ่ายจักรพรรดิและฝ่ายผู้พิทักษ์เห็นต่างกัน ต่างก็พยายามดึงเสียงสนับสนุนจากสภาให้เข้าข้างตน
.
.
สภาจึงแตกออกเป็นกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งยิ่งบานปลายออกไปโดยไม่มีทางประนีประนอม การแตกของสภาในเรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นของความแตกแยกถาวรที่ไม่สามารถเยียวยาได้อีกต่อไป
กรณีพิพาทเรื่องคำพยากรณ์ว่าด้วยการขยายดินแดนเกิดขึ้นเมื่อออราเคิลกล่าวถึง "แสงที่แผ่ไปทางขอบฟ้า" ซึ่งฝ่ายจักรพรรดิตีความว่าเป็นการสนับสนุนให้ขยายอำนาจออกไปยังระบบดาวรอบนอกเพิ่มเติม แต่ฝ่ายผู้พิทักษ์ตีความว่าแสงนั้นหมายถึงภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากชายขอบ
การตีความที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้การตัดสินใจเรื่องสงครามและการขยายดินแดนหยุดชะงักไปหลายปี ความหยุดชะงักนี้ทำให้จักรวรรดิไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ภายนอกได้ทันท่วงทีซึ่งนำไปสู่ความเสียหายหลายประการที่ไม่อาจกู้คืนได้
.
.
กรณีพิพาทเรื่องคำพยากรณ์ว่าด้วยผู้สืบบัลลังก์รุนแรงที่สุดในบรรดาทั้งหมด เมื่อออราเคิลกล่าวถึง "ผู้ถือกุญแจซึ่งเกิดในเงา" ฝ่ายจักรพรรดิตีความว่าหมายถึงโอรสองค์หนึ่งซึ่งประสูติในตำหนักลับ ส่วนฝ่ายผู้พิทักษ์ตีความว่าหมายถึงผู้พิทักษ์ชั้นในที่เกิดในห้องมืดใต้ดิน
ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับการตีความของกันและกันและเกือบนำไปสู่การปะทะกันอย่างเปิดเผยในราชสำนัก ความรุนแรงของกรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่าการตีความคำพยากรณ์ไม่ใช่เรื่องของความจริงอีกต่อไป หากแต่คือเรื่องของผลประโยชน์และอำนาจของแต่ละฝ่ายล้วน ๆ
.
.
กรณีคำพยากรณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายจักรพรรดิกล่าวหาผู้พิทักษ์ว่าเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของออราเคิลก่อนนำมารายงาน
ข้อกล่าวหานี้ไม่เคยพิสูจน์ได้เพราะการบันทึกคำพยากรณ์ทั้งหมดอยู่ในมือของผู้พิทักษ์เพียงฝ่ายเดียว แต่ก็ทำให้ความไว้วางใจระหว่างสองฝ่ายพังทลายลงอย่างถาวร การที่ไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ได้คือรอยร้าวที่ลึกที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับคณะผู้พิทักษ์เพราะมันทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อถือกันได้อีกเลย
ผลของความขัดแย้งเรื่องการตีความคำพยากรณ์ทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบตีความทั้งหมดสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่อผู้มีอำนาจสูงสุดทั้ง 3 ฝ่ายตีความคำพยากรณ์ขัดแย้งกันเอง
ประชาชนและข้าราชการก็เริ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้วคำพยากรณ์คือเสียงของออราเคิลจริงหรือเป็นเพียงถ้อยคำที่ถูกแต่งขึ้นโดยผู้มีอำนาจ ความสงสัยนี้คือจุดเริ่มต้นของการพังทลายของความเชื่อทั้งหมดที่ราชวงศ์สร้างสมมาหลายร้อยปี
.
.
การตั้งคำถามว่าเสียงออราเคิลถูกผูกขาดโดยใครเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากขุนนางนอกวงอำนาจและแม้แต่ข้าราชการชั้นกลางบางคน
คำถามนี้เมื่อถูกเปล่งออกมาครั้งแรกในที่ประชุมสภาก็กลายเป็นชนวนที่ทำให้ระบบทั้งหมดเริ่มสั่นคลอนจากภายใน เพราะไม่มีผู้ใดตอบได้อย่างน่าพอใจว่าเหตุใดเสียงของออราเคิลจึงต้องผ่านการตีความของผู้พิทักษ์เท่านั้น คำถามที่ไม่มีคำตอบนี้คือสิ่งที่กัดกร่อนความชอบธรรมของระบบทั้งหมดจากภายในอย่างช้า ๆ
จุดเริ่มต้นของความพยายามแยกอำนาจพิธีกรรมออกจากราชวงศ์เกิดขึ้นจากความขัดแย้งนี้เอง กลุ่มขุนนางบางตระกูลเสนอให้จัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบอิสระขึ้นมาตรวจสอบการตีความคำพยากรณ์ เพื่อป้องกันการบิดเบือนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธโดยทั้งฝ่ายจักรพรรดิและฝ่ายผู้พิทักษ์ แต่แนวคิดนี้ไม่เคยหายไปและถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้งในยุคหลัง การปฏิเสธข้อเสนอนี้คือการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่ต้องการให้มีผู้ใดมาตรวจสอบอำนาจของตนเลยแม้แต่น้อย
.
.
เอกสาร GCA-ORACLE-DISPUTE-0001 คือบันทึกการประชุมลับของราชสำนักที่กล่าวถึงข้อพิพาทเรื่องการตีความคำพยากรณ์หลายกรณี เอกสารนี้ถูกเก็บรักษาในหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซีโดยไม่ระบุผู้บันทึกและมีร่องรอยการฉีกทำลายบางส่วน IMP-PROPHECY-INTERPRET-0004 คือเอกสารที่รวบรวมคำพยากรณ์และคำตีความของทั้งสองฝ่ายในกรณีพิพาทสำคัญ
เอกสารนี้ให้ภาพของความขัดแย้งในระดับถ้อยคำอย่างละเอียดและถูกใช้เป็นหลักฐานในการถกเถียงของนักประวัติศาสตร์รุ่นหลัง บันทึกการประชุมลับของสภา 7 ตระกูลเป็นเอกสารชุดที่กล่าวถึงการหารือเรื่องการตั้งคณะผู้ตรวจสอบอิสระขึ้นมาตรวจสอบการตีความคำพยากรณ์ เอกสารนี้พบในหอจดหมายเหตุตระกูลวัล-คาริสและถูกเก็บรักษาเป็นความลับของตระกูลมาหลายชั่วอายุคน
.
.
.
7.3 ความพยายามเข้าถึงออราเคิลโดยตรงของจักรพรรดิองค์สุดท้าย
ความพยายามของจักรพรรดิวัล-ทาริสที่ 9 ในการเข้าถึงออราเคิลโดยตรงมีเบื้องหลังมาจากความไม่ไว้วางใจคณะผู้พิทักษ์ซึ่งสะสมมานานหลายสิบปี พระองค์ทรงเชื่อว่าผู้พิทักษ์คือผู้ที่บิดเบือนเสียงออราเคิลมาโดยตลอดและทำให้ราชวงศ์สูญเสียอำนาจที่แท้จริงไปทีละน้อย
ความเชื่อนี้ตอกย้ำด้วยความคลุมเครือของคำพยากรณ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงปลายรัชกาลซึ่งพระองค์ทรงมองว่าเป็นฝีมือของผู้พิทักษ์มากกว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของออราเคิลเอง ความเชื่อนี้มิได้เกิดจากความหวาดระแวงไร้เหตุผล หากแต่มาจากประสบการณ์ตรงที่พระองค์ทรงเห็นด้วยพระองค์เองว่าคณะผู้พิทักษ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือห้องประทับและสามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องปรึกษาราชวงศ์เลยในหลายกรณี
.
.
ความสงสัยว่าคำพยากรณ์ถูกบิดเบือนทำให้พระองค์ทรงพยายามหาหลักฐานมาพิสูจน์หลายครั้ง พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ข้าราชการที่ไว้วางพระทัยแอบตรวจสอบบันทึกคำพยากรณ์ในหอจดหมายเหตุต้องห้าม และทรงพยายามเรียกตัวผู้ถามของราชวงศ์มาสอบถามโดยตรงหลายครั้ง แต่ทั้งหมดถูกขัดขวางโดยผู้พิทักษ์ซึ่งอ้างว่าการกระทำเช่นนั้นละเมิดข้อกำหนดของสัญญาแรก
การขัดขวางของคณะผู้พิทักษ์คือการยืนยันว่าพวกเขาคือผู้เดียวที่ควบคุมความจริงทั้งหมดของจักรวรรดิและไม่มีผู้ใดแม้แต่จักรพรรดิเองที่จะเข้าถึงความจริงนั้นได้โดยปราศจากความยินยอมของพวกเขา
.
.
ความพยายามกู้พระราชอำนาจคืนคือเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ พระองค์ทรงเห็นว่าอำนาจของราชวงศ์ถูกแบ่งให้คณะผู้พิทักษ์และสภาขุนนางมากเกินไปจนจักรพรรดิแทบไม่เหลืออำนาจที่แท้จริง
การเข้าถึงออราเคิลโดยตรงคือหนทางเดียวที่พระองค์ทรงเชื่อว่าจะทำให้ราชวงศ์กลับมาเป็นศูนย์กลางของระบบทั้งหมดได้อีกครั้ง ความเชื่อนี้คือแรงผลักดันให้พระองค์กล้าที่จะละเมิดข้อกำหนดทั้งหมดที่บรรพบุรุษของพระองค์วางไว้
การละเมิดพิธีกรรมของจักรพรรดิที่ 9 เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระองค์ทรงตัดสินพระทัยเสด็จเข้าสู่ชั้นใต้ดินโดยไม่ผ่านพิธีกรรมทั้งหมดที่สัญญาแรกกำหนดไว้ พระองค์มิได้ผ่านการชำระกาย 30 วันตามข้อกำหนด มิได้รอให้ผู้พิทักษ์เปิดทาง และมิได้มีผู้ถามของราชวงศ์ที่ได้รับอนุญาตติดตามไปด้วย
.
.
พระองค์ทรงใช้ทหารส่วนพระองค์นำทางลงไปตามเส้นทางลับที่ราชวงศ์รู้จักตั้งแต่ยุคแรก การใช้ทหารส่วนพระองค์นำทางนี้คือการประกาศว่าพระองค์ไม่ไว้วางใจผู้พิทักษ์อีกต่อไปแล้วและพร้อมจะใช้กำลังเข้าจัดการหากจำเป็น
การสั่งปลดผู้พิทักษ์บางนายที่เฝ้าชั้นใต้ดินเกิดขึ้นระหว่างทางลงไป ผู้พิทักษ์ที่พยายามทัดทานถูกปลดออกจากตำแหน่งทันทีโดยคำสั่งของจักรพรรดิ และทหารส่วนพระองค์เข้าควบคุมจุดเฝ้าหลายจุดแทน การกระทำเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ การปลดผู้พิทักษ์กลางทางเช่นนี้คือการทำลายระเบียบทั้งหมดที่ราชวงศ์สร้างขึ้นเองอย่างสิ้นเชิง
.
.
การเข้าถึงห้องประทับโดยปราศจากผู้ถามที่ได้รับอนุญาตคือการละเมิดที่ร้ายแรงที่สุด พระองค์เสด็จถึงขอบเขตชั้นในสุดเพียงลำพังโดยไม่มีผู้ถามหรือผู้พิทักษ์ชั้นในติดตามไปด้วย และทรงพยายามกล่าวคำถามต่อออราเคิลด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีจักรพรรดิองค์ใดเคยทำมาก่อน
การกล่าวคำถามด้วยพระองค์เองนี้คือการทำลายกำแพงสุดท้ายที่แยกระหว่างจักรพรรดิกับออราเคิลซึ่งราชวงศ์วัล-ทาริสทั้งหมดรักษามาตลอดหลายร้อยปี
.
คณะผู้พิทักษ์ประท้วงโดยเงียบไม่ใช้กำลังต่อต้านจักรพรรดิโดยตรง แต่ก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้พิทักษ์ที่ถูกปลดจากตำแหน่งไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางหรือขั้นตอนที่เหลือให้ทหารของจักรพรรดิรับรู้
และผู้พิทักษ์ชั้นในที่ยังอยู่ในตำแหน่งต่างปิดปากเงียบไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้น การประท้วงโดยเงียบนี้คือการต่อต้านที่ทรงพลังที่สุดที่ผู้พิทักษ์สามารถทำได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับจักรพรรดิโดยตรง
สภาขุนนางไม่กล้าคัดค้านโดยตรงเพราะการคัดค้านจักรพรรดิในขณะนั้นเท่ากับการประกาศตนเป็นศัตรูกับราชวงศ์ แต่สภาก็ไม่ยอมสนับสนุนการกระทำของจักรพรรดิอย่างเปิดเผยเช่นกัน
สมาชิกสภาส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเงียบและรอดูผลของการละเมิดครั้งนี้ก่อนตัดสินใจ การนิ่งเงียบของสภาคือการส่งสัญญาณว่าพวกเขากำลังรอจังหวะที่จะตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งจักรพรรดิและผู้พิทักษ์ต่างก็รู้ดี
.
.
หน่วยข่าวกรองรายงานความเคลื่อนไหวต่อฝ่ายต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง โดยส่งรายงานให้ทั้งฝ่ายจักรพรรดิ ฝ่ายผู้พิทักษ์ และสภาขุนนางในเวลาเดียวกันอย่างเป็นกลาง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ชัดว่าใครจะชนะ
การรายงานอย่างเป็นกลางของหน่วยข่าวกรองนี้คือการวางเดิมพันทั้งสองข้างเพื่อให้ตนปลอดภัยไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นใด
ผลของความพยายามของจักรพรรดิที่ 9 คือออราเคิลไม่ตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีถ้อยคำ ไม่มีแสงที่เปลี่ยนแปลง และไม่มีสัญญาณใดที่บ่งชี้ว่ามันรับรู้การมาของจักรพรรดิเลยแม้แต่น้อย
พระองค์ทรงยืนรออยู่ที่ขอบเขตชั้นในสุดเป็นเวลานานหลายชั่วโมงก่อนจะเสด็จกลับขึ้นมาด้วยพระอาการเงียบงัน ความเงียบของออราเคิลในครั้งนั้นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่ามันไม่ยอมรับการละเมิดของจักรพรรดิหรือไม่มันก็เลือกที่จะไม่ตอบสนองผู้ที่มาถึงโดยไม่ผ่านพิธีกรรมที่ถูกต้อง
.
.
ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับผู้พิทักษ์พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงหลังจากเหตุการณ์นี้ ผู้พิทักษ์ประกาศว่าการละเมิดสัญญาแรกของจักรพรรดิคือการทำลายความชอบธรรมของราชวงศ์ทั้งหมด และเริ่มเตรียมการเพื่อตอบโต้โดยไม่ปรึกษาสภาขุนนางหรือหน่วยงานใด ๆ
การประกาศของผู้พิทักษ์นี้คือการจุดชนวนของเหตุการณ์ทั้งหมดที่จะนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ในที่สุด
การเตรียมการโค่นล้มราชวงศ์เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ หลังเหตุการณ์นี้ไม่นาน คณะผู้พิทักษ์และสภาขุนนางบางตระกูลเริ่มหารือกันถึงการถอดถอนจักรพรรดิและการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ โดยใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสัญญาแรกเป็นเครื่องมือหลักในการปลุกระดมความชอบธรรมของฝ่ายตน
การเตรียมการนี้ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดภายนอกรู้เห็นจนกระทั่งถึงวันที่ทุกอย่างพร้อมที่จะประกาศออกมา
.
.
.
7.4 เหตุการณ์ออราเคิลเงียบ
เหตุการณ์ออราเคิลเงียบถูกบันทึกไว้ในเอกสารหลายชิ้นโดยระบุวันเวลาใกล้เคียงกันว่าคือช่วงปลายปีที่ 5,700 ก่อนศักราชกาแล็กซี ตรงกับปลายรัชกาลของจักรพรรดิวัล-ทาริสที่ 9
เอกสารทั้งหมดตรงกันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากจักรพรรดิทรงละเมิดพิธีกรรมและเสด็จเข้าถึงห้องประทับด้วยพระองค์เองได้ไม่นาน ความใกล้ชิดของสองเหตุการณ์นี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าการละเมิดพิธีกรรมคือชนวนโดยตรงของความเงียบแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองเหตุการณ์นี้คืออะไรกันแน่
.
ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ประกอบด้วยจักรพรรดิที่ 9 ผู้แทนสภาขุนนาง 7 ตระกูล ผู้พิทักษ์รุ่นที่ 3 จำนวนหนึ่ง และราชเลขานุการอาวุโสซึ่งทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ
ผู้ถามของราชวงศ์ที่ถูกคัดเลือกตามพิธีกรรมก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยแต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปถามออราเคิลโดยตรงเนื่องจากจักรพรรดิทรงยืนกรานจะถามด้วยพระองค์เอง การที่ผู้ถามที่ถูกต้องตามพิธีกรรมไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของตนคือรายละเอียดที่สำคัญที่สุดของเหตุการณ์ทั้งหมดเพราะมันคือการละเมิดระเบียบที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารทุกฉบับโดยไม่มีผู้ใดกล้าละเว้น
.
ลำดับความเงียบที่ยาวนานถูกบันทึกไว้ว่าเริ่มจากช่วงที่จักรพรรดิทรงกล่าวคำถามด้วยพระองค์เองที่ขอบเขตชั้นในสุด เมื่อไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ พระองค์ทรงรออยู่ที่จุดนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนจะเสด็จกลับขึ้นมา
จากนั้นพิธีพยากรณ์ยังคงดำเนินต่อโดยผู้พิทักษ์พยายามถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้งตามขั้นตอนปกติ แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ออกมาจากห้องประทับเลยตลอดเวลาที่เหลือของพิธี ความเงียบที่ต่อเนื่องแม้แต่เมื่อผู้พิทักษ์ถามตามพิธีกรรมที่ถูกต้องคือสิ่งที่ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของขั้นตอน หากแต่คือการไม่ตอบสนองของออราเคิลเอง
.
ระยะเวลาของความเงียบตามบันทึกคือ 3 วันเต็มซึ่งตรงกันในเอกสารทุกฉบับที่หลงเหลืออยู่ ตัวเลขนี้ถูกกล่าวถึงซ้ำหลายครั้งในบันทึกของผู้พิทักษ์และบันทึกของตระกูลขุนนางโดยไม่มีความคลาดเคลื่อน
ความเงียบยาวนานถึง 3 วันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ทั้งหมด ความตรงกันของตัวเลข 3 วันในเอกสารหลายฉบับที่แยกจากกันคือสิ่งที่ทำให้นักประวัติศาสตร์มั่นใจว่าเหตุการณ์นี้คือความจริงที่เกิดขึ้นจริงมิใช่การแต่งขึ้นในภายหลัง
ความเงียบที่ต่างจากความเงียบปกติคือแม้แต่แสงสีน้ำเงินก็ไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยตลอดเวลา 3 วัน ในช่วงที่ออราเคิลเงียบปกติ แสงสีน้ำเงินมักยังคงเคลื่อนไหวและแตกแขนงเป็นระลอกอยู่เสมอ
แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้แสงนิ่งสนิทราวกับถูกแช่แข็งไว้ นักฟิสิกส์รุ่นหลังตั้งข้อสังเกตว่าความนิ่งของแสงคือลักษณะเฉพาะที่ไม่เคยถูกบันทึกในเอกสารใด ๆ เกี่ยวกับออราเคิลมาก่อนเลย ความนิ่งของแสงนี้คือปริศนาที่นักฟิสิกส์ยังไม่สามารถอธิบายได้จนถึงปัจจุบัน
.
.
ไม่มีการตอบแม้แต่ถ้อยคำที่สั้นที่สุด ตลอดเวลา 3 วันเต็ม ออราเคิลไม่ส่งเสียงใด ๆ ไม่มีการตอบสนองต่อคำถามซ้ำ ไม่มีการตอบสนองต่อการเข้าใกล้ของผู้พิทักษ์ชั้นใน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่บ่งชี้ว่ามันยังทำงานอยู่เลยแม้แต่น้อย
ความเงียบสนิทเช่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกว่าพวกเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าความว่างเปล่ามากกว่าจะเป็นออราเคิลที่เคยมีพลังอำนาจมหาศาล
ฝ่ายผู้พิทักษ์ประกาศว่าความเงียบนี้คือการปฏิเสธราชวงศ์อย่างชัดเจน โดยอ้างว่าออราเคิลเคยเงียบต่อคำถามของราชวงศ์เก่ามาแล้วครั้งหนึ่งก่อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ การเงียบในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการไม่ตอบ แต่คือการประกาศว่าราชวงศ์วัล-ทาริสหมดวาระแล้ว
ถ้อยคำของผู้พิทักษ์ถูกเผยแพร่ไปทั่วราชสำนักอย่างรวดเร็วและกลายเป็นข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับในเวลาต่อมา การยอมรับข้อสรุปของผู้พิทักษ์อย่างรวดเร็วนี้คือสิ่งที่ทำให้ราชวงศ์วัล-ทาริสล่มสลายโดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ เลย
.
.
ฝ่ายจักรพรรดิพยายามอธิบายว่าเป็นช่วงพักของออราเคิล โดยอ้างว่าความเงียบยาวนานอาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราวและมิได้หมายถึงการปฏิเสธเสมอไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อถือคำอธิบายนี้เพราะความเงียบครั้งนี้ยาวนานและนิ่งสนิทเกินกว่าจะเป็นเพียงการหยุดพักธรรมดา
การที่ไม่มีผู้ใดเชื่อถ้อยคำของจักรพรรดิคือการยืนยันว่าความชอบธรรมของราชวงศ์หมดสิ้นลงแล้วในสายตาของทุกฝ่าย
ฝ่ายขุนนางใช้ความเงียบเป็นข้ออ้างในการถอดถอนจักรพรรดิทันที สภาขุนนาง 7 ตระกูลประชุมกันโดยไม่เชิญผู้แทนของราชวงศ์เข้าร่วม และประกาศว่าราชวงศ์สิ้นสุดความชอบธรรมแล้วตามหลักการของสัญญาแรก
การตัดสินใจนี้คือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการโค่นล้มราชวงศ์วัล-ทาริส การประชุมโดยไม่เชิญผู้แทนราชวงศ์นี้คือการประกาศว่าสภาไม่ยอมรับอำนาจของจักรพรรดิอีกต่อไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
.
.
เอกสาร IMP-ORACLE-SILENCE-FINAL คือบันทึกเหตุการณ์ออราเคิลเงียบฉบับเป็นทางการซึ่งรวบรวมโดยคณะผู้พิทักษ์รุ่นหลัง เอกสารนี้ให้รายละเอียดเรื่องระยะเวลาของความเงียบ บรรยากาศในห้องพยากรณ์ และลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ถูกกล่าวหาว่ามีการแก้ไขบางส่วนโดยผู้ไม่ปรากฏชื่อ
VAL-TARIS-LAST-0009 คือบันทึกส่วนพระองค์ของจักรพรรดิที่ 9 ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์นี้จากมุมมองของฝ่ายราชวงศ์ เอกสารนี้เหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยวและมีข้อความบางตอนที่บ่งชี้ว่าพระองค์ทรงเชื่อว่าความเงียบคือฝีมือของคณะผู้พิทักษ์ บันทึกของผู้พิทักษ์รุ่นที่ 3 เกี่ยวกับความเงียบครั้งนั้นคือเอกสารที่ผู้พิทักษ์ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เขียนขึ้นเอง
เนื้อความกล่าวถึงความนิ่งของแสงสีน้ำเงินและความเงียบที่ "หนักเกินกว่าจะเป็นเพียงการไม่ตอบ" เอกสารนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซีโดยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน
.
.
.
7.5 การโค่นล้มราชวงศ์โดยไม่ใช้กำลัง
การโค่นล้มราชวงศ์วัล-ทาริสเกิดขึ้นโดยไม่มีการสู้รบแม้แต่ครั้งเดียว กลไกแรกคือการประชุมลับของสภา 7 ตระกูลซึ่งจัดขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ออราเคิลเงียบจบลง การประชุมนี้ไม่มีผู้แทนของราชวงศ์เข้าร่วมเลยแม้แต่คนเดียว และใช้เวลาไม่ถึง 1 วันในการหาข้อสรุปร่วมกัน
ความรวดเร็วของการประชุมนี้คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่าการโค่นล้มราชวงศ์มิได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน หากแต่คือแผนที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วเพียงรอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น
การประกาศว่าราชวงศ์หมดความชอบธรรมคือข้อสรุปของการประชุมครั้งนั้น สภาอ้างว่าตามสัญญาแรก การที่ออราเคิลไม่ตอบรับคำถามของจักรพรรดิคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าราชวงศ์สิ้นสุดวาระแล้ว
.
.
ประกาศนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วราชสำนักและหัวเมืองสำคัญโดยผ่านระบบข่าวสารของราชสำนักและเครือข่ายของตระกูลขุนนาง การเผยแพร่ประกาศอย่างรวดเร็วเช่นนี้คือการตัดโอกาสของฝ่ายราชวงศ์ที่จะตอบโต้หรือชี้แจงใด ๆ ได้ทันเวลา
การปลดจักรพรรดิโดยไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นในวันถัดมา จักรพรรดิที่ 9 ทรงถูกนำตัวออกจากพระราชวังหลวงไปประทับยังตำหนักห่างไกลโดยทหารของสภาและหน่วยของผู้เงียบจากตระกูลวัล-ทาริสบางส่วนเอง
ไม่มีผู้ใดชักอาวุธคัดค้าน ไม่มีกองกำลังใดเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องราชวงศ์ และไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาทัดทานคำประกาศของสภาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความเงียบของการปลดจักรพรรดินี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าราชวงศ์วัล-ทาริสหมดสิ้นผู้สนับสนุนแล้วจริง ๆ
.
.
▪️ผู้มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ครั้งนี้มี 3 ฝ่าย
ฝ่ายแรก คือ … ผู้นำคณะผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นผู้ประกาศว่าความเงียบของออราเคิลคือการปฏิเสธราชวงศ์และเป็นผู้ยืนยันว่าการตีความนี้ถูกต้องตามหลักการของสัญญาแรก
ผู้นำคณะผู้พิทักษ์มิได้แสดงตนเป็นผู้โค่นล้มโดยตรง หากแต่คือผู้ให้ความชอบธรรมแก่การโค่นล้มทั้งหมด ความชอบธรรมจากปากของผู้พิทักษ์คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่ใช้ในการโค่นล้มราชวงศ์
.
ฝ่ายที่สอง คือ …ขุนนางตระกูลวัล-คาริสซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสภาและเป็นผู้ประกาศการสิ้นสุดของราชวงศ์อย่างเป็นทางการ ตระกูลวัล-คาริสคือตระกูลที่เคยสนับสนุนราชวงศ์วัล-ทาริสมาตั้งแต่ยุคแรก การหันมาประกาศถอดถอนราชวงศ์เองจึงมีน้ำหนักมากที่สุดในบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด การที่ตระกูลที่เคยภักดีที่สุดประกาศถอดถอนราชวงศ์คือสัญญาณที่ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่ายุคของวัล-ทาริสสิ้นสุดลงแล้วจริง ๆ
.
ฝ่ายที่สาม คือ …ราชวงศ์ถัดไปซึ่งเตรียมขึ้นมารับอำนาจโดยไม่มีชื่อปรากฏอย่างชัดเจนในเอกสาร เอกสารรุ่นหลังระบุเพียงว่าราชวงศ์ใหม่เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ซึ่งไม่เคยอยู่ในสภามาก่อน และถูกเลือกขึ้นมาโดยความเห็นชอบร่วมกันของสภา 7 ตระกูลกับคณะผู้พิทักษ์ การที่ราชวงศ์ใหม่ถูกเลือกจากตระกูลที่อยู่นอกสภาคือการส่งสัญญาณว่าสภาต้องการผู้ปกครองใหม่ที่ไม่ผูกพันกับโครงสร้างอำนาจเดิมของวัล-ทาริส
.
ปฏิกิริยาของประชากรต่อการโค่นล้มราชวงศ์คือความเงียบสนิท ประชาชนส่วนใหญ่ของโอเรียนาไพรม์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งมีการประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง เมื่อรู้แล้วก็ไม่มีผู้ใดแสดงความยินดีหรือความโกรธแค้นอย่างเปิดเผย
ความเงียบของประชาชนคือสิ่งที่ราชสำนักต้องการมากที่สุดเพราะหมายถึงการยอมรับโดยไม่มีการต่อต้าน ความเงียบนี้มิได้เกิดจากความพอใจ หากแต่เกิดจากความไม่รู้และความกลัวที่สะสมมาหลายชั่วอายุคน
ความสับสนของดาวบริวารปรากฏชัดกว่าที่ศูนย์กลาง ดาวบริวารบางแห่งหยุดส่งบรรณาการชั่วคราวโดยอ้างว่ากำลังรอคำสั่งที่ชัดเจนจากราชสำนักใหม่ บางแห่งตั้งคำถามว่าข้อตกลงเดิมยังมีผลอยู่หรือไม่ และบางแห่งถือโอกาสแยกตัวออกจากจักรวรรดิโดยประกาศตนเป็นอิสระในทันที ความสับสนนี้คือรอยร้าวที่ทำให้จักรวรรดิต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูความมั่นคงหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจ
.
.
การยอมรับโดยไม่มีกบฏใหญ่คือผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการโค่นล้มครั้งนี้ แม้จะมีความสับสนและความพยายามแยกตัวของดาวบริวารบางแห่ง แต่ก็ไม่มีการก่อกบฏใหญ่เพื่อปกป้องราชวงศ์วัล-ทาริสเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราชวงศ์นี้หมดความชอบธรรมในใจของประชากรไปนานแล้วก่อนที่จะถูกโค่นล้มจริง
การไม่มีกบฏปกป้องราชวงศ์คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าระบอบวัล-ทาริสได้สูญเสียจิตใจของผู้คนทั้งหมดไปแล้วก่อนที่มันจะล่มสลายอย่างเป็นทางการ
การเปลี่ยนผ่านสู่ราชวงศ์ใหม่เริ่มต้นด้วยพิธีพยากรณ์ครั้งแรกของราชวงศ์ใหม่ซึ่งจัดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 1 ปีหลังการโค่นล้มราชวงศ์วัล-ทาริส พิธีนี้ถูกควบคุมโดยคณะผู้พิทักษ์เช่นเดิมและดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดของสัญญาแรกอย่างครบถ้วน
การจัดพิธีอย่างรวดเร็วเช่นนี้คือการยืนยันว่าระบบพิธีพยากรณ์ยังคงเป็นกลไกหลักของจักรวรรดิต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยแม้แต่ราชวงศ์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
.
.
การตอบของออราเคิลกลับมาเป็นปกติในพิธีครั้งนั้น โดยมีการบันทึกว่าออราเคิลตอบรับผู้สืบบัลลังก์ของราชวงศ์ใหม่ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและมีความยาวพอสมควร
การตอบกลับนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าราชวงศ์ใหม่คือผู้ที่ได้รับเสียงออราเคิลอย่างแท้จริงและเป็นการตอกย้ำว่าการเงียบต่อราชวงศ์วัล-ทาริสคือการปฏิเสธโดยแท้จริง ความรวดเร็วของการตอบรับนี้ทำให้บางฝ่ายตั้งคำถามว่าความเงียบก่อนหน้านี้ถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายการเมืองหรือไม่แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพิสูจน์ให้แน่ชัดได้
การล้างบางผู้ภักดีต่อราชวงศ์วัล-ทาริสเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ หลังการขึ้นครองราชย์ของราชวงศ์ใหม่ ข้าราชการและขุนนางที่ยังภักดีต่อราชวงศ์เก่าถูกปลด ถูกเนรเทศ หรือถูกทำให้หายตัวไปโดยไม่มีการประกาศความผิด
ทรัพย์สินของตระกูลวัล-ทาริสถูกยึดและแจกจ่ายให้ตระกูลที่สนับสนุนราชวงศ์ใหม่ ชื่อของราชวงศ์เก่าถูกลบออกจากเอกสารราชการหลายฉบับและถูกกล่าวถึงเฉพาะในหอจดหมายเหตุต้องห้ามเท่านั้น การลบล้างราชวงศ์เก่าออกจากความทรงจำของจักรวรรดิคือการยืนยันว่าวัล-ทาริสจะไม่ถูกกล่าวถึงอีกต่อไปในฐานะผู้ปกครองที่ถูกต้องของโอเรียนา
.
.
.
7.6 บทเรียนจากการล่มสลาย
ราชวงศ์รุ่นหลังของจักรวรรดิโอไรออนเรียนรู้บทเรียน 3 ประการจากจุดจบของวัล-ทาริส
ประการแรก คือ … ไม่พยายามเข้าถึงออราเคิลโดยตรงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่จักรพรรดิองค์สุดท้ายของวัล-ทาริสละเมิดพิธีกรรมและพยายามถามออราเคิลด้วยตนเองถูกมองว่าเป็นต้นเหตุโดยตรงของการล่มสลายทั้งหมด ราชวงศ์รุ่นหลังจึงยอมรับอย่างเคร่งครัดว่าจักรพรรดิต้องอยู่ห่างจากห้องประทับเสมอ ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น หลักการนี้ถูกฝังลึกในระบอบโอไรออนจนกลายเป็นข้อห้ามที่ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงการละเมิดเลย
.
ประการที่สอง คือ … ไม่ขัดแย้งกับคณะผู้พิทักษ์อย่างเปิดเผย ความแตกแยกระหว่างราชวงศ์กับผู้พิทักษ์ทำให้กลไกทั้งหมดของจักรวรรดิหยุดชะงักและเปิดช่องให้ศัตรูของราชวงศ์เคลื่อนไหวได้ ราชวงศ์รุ่นหลังจึงรักษาความสัมพันธ์กับคณะผู้พิทักษ์อย่างระมัดระวังที่สุดโดยยอมให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าซ้ำรอยเดิม การยอมให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจมากกว่าเดิมนี้คือราคาที่ราชวงศ์รุ่นหลังยอมจ่ายเพื่อซื้อความมั่นคงของระบอบทั้งหมด
.
ประการที่สาม คือ…ไม่ละเมิดพิธีกรรมสัญญาแรก ราชวงศ์รุ่นหลังทุกยุคทุกสมัยยึดถือสัญญาแรกเป็นธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีการแก้ไขหรือต่อรองใด ๆ การละเมิดสัญญาแรกถูกมองว่าเป็นการประกาศทำลายตนเองโดยตรง ธรรมนูญฉบับนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือค้ำจุนระบอบโอไรออนให้ยืนยาวต่อไปหลายพันปีโดยไม่มีราชวงศ์ใดกล้าละเมิดเลย
.
.
จักรวรรดิโอไรออนโดยรวมเรียนรู้ว่าความชอบธรรมจากเสียงออราเคิลนั้นเปราะบางเพียงใด ตลอดหลายร้อยปีของราชวงศ์วัล-ทาริส เสียงออราเคิลคือรากฐานเดียวของความชอบธรรมทั้งหมด
เมื่อเสียงนั้นเงียบลงเพียง 3 วัน ราชวงศ์ทั้งราชวงศ์ก็ล่มสลายโดยไม่มีการต่อสู้เลยแม้แต่ครั้งเดียว จักรวรรดิจึงตระหนักว่าระบบที่ตั้งอยู่บนเสียงเดียวจะพังทลายทันทีเมื่อเสียงนั้นหายไปและจำเป็นต้องเสริมความมั่นคงด้วยโครงสร้างอื่น ๆ เพิ่มเติมอย่างไม่เปิดเผย โครงสร้างเสริมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ให้ประชากรรับรู้ว่าแท้จริงแล้วจักรวรรดิไม่ได้พึ่งพาเสียงออราเคิลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
.
.
การเก็บงำความรู้เรื่องออราเคิลให้ลึกกว่าเดิมคือบทเรียนที่สอง จักรวรรดิพบว่าการที่ข่าวลือเรื่องออราเคิลแพร่หลายในหมู่ประชากรคือส่วนหนึ่งที่เร่งให้ราชวงศ์วัล-ทาริสล่มสลาย เพราะเมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถาม ระบบทั้งหมดก็สั่นคลอน จักรวรรดิจึงเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมข้อมูลข่าวสารและจำกัดความรู้เรื่องออราเคิลไว้ในวงแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้
การเก็บงำความรู้ให้ลึกขึ้นนี้คือการยืนยันว่าจักรวรรดิมิได้เรียนรู้ที่จะเปิดเผยความจริงแก่ประชาชน หากแต่เรียนรู้ที่จะปกปิดมันให้แน่นหนากว่าเดิมเท่านั้น
.
การปราบปรามผู้ตั้งคำถามให้เงียบก่อนจะลุกลามคือบทเรียนที่สาม จักรวรรดิพบว่าการปล่อยให้ขุนนางนอกวงอำนาจและข้าราชการที่สงสัยระบบได้พูดคุยกันอย่างอิสระคือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของราชวงศ์เก่า
การปราบปรามผู้ที่ตั้งคำถามอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วจึงกลายเป็นนโยบายสำคัญที่ถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน นโยบายปราบปรามนี้ทำให้จักรวรรดิสามารถรักษาเสถียรภาพของระบอบไว้ได้แต่ก็สร้างความหวาดกลัวที่ฝังลึกในสังคมโอไรออนทั้งหมด
.
บทเรียนที่มนุษย์ควรได้รับรู้จากจุดจบของราชวงศ์วัล-ทาริสมีอยู่ 3 ประการเช่นกัน
ประการแรก คือ … อำนาจที่ตั้งอยู่บนเสียงเดียวจะล่มเมื่อเสียงหายไป วัล-ทาริสคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของหลักการนี้เพราะราชวงศ์นี้ไม่เคยสร้างฐานอำนาจอื่นใดนอกจากเสียงออราเคิลเลย เมื่อเสียงเงียบลง ทุกอย่างก็จบสิ้นในทันที มนุษย์ควรจดจำบทเรียนนี้ไว้เพื่อไม่ให้ตนเองสร้างระบบที่พึ่งพาแหล่งอำนาจเพียงหนึ่งเดียวโดยไม่มีทางเลือกอื่นรองรับ
.
ประการที่สอง คือ … การผูกขาดความหมายคืออำนาจที่อันตรายที่สุด วัล-ทาริสไม่ได้ครอบครองออราเคิลโดยตรง หากแต่ครอบครองสิทธิ์ในการตีความเสียงของมันเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้พวกเขาครองจักรวรรดิได้หลายร้อยปีโดยไม่มีผู้ใดทัดทาน การผูกขาดความหมายจึงคืออำนาจที่ลึกซึ้งและอันตรายกว่าการครอบครองวัตถุใด ๆ มนุษย์ควรตระหนักว่าการยอมให้ผู้ใดผูกขาดความหมายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความจริงใด ๆ คือการมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่ผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว
.
ประการที่สาม คือ …จุดจบของวัล-ทาริสคือจุดเริ่มต้นของระบอบที่รัดกุมขึ้นกว่าเดิม จักรวรรดิที่เหลืออยู่หลังจากนั้นเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดซ้ำรอยเดิม ระบอบที่ตามมาจึงแน่นหนากว่าเดิม ปิดกั้นกว่าเดิม และอันตรายต่อผู้ที่ตั้งคำถามมากกว่าเดิม มนุษย์จึงไม่ควรคิดว่าการล่มสลายของราชวงศ์หนึ่งคือการปลดปล่อยแต่อย่างใด การล่มสลายของเผด็จการหนึ่งอาจนำมาซึ่งเผด็จการใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิมก็ได้เสมอ
.
.
เอกสาร GCA-COUP-TARIS-0004 คือรายงานการเปลี่ยนผ่านอำนาจหลังการล่มสลายของราชวงศ์วัล-ทาริสซึ่งพบในหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซี เอกสารนี้ให้รายละเอียดของการประชุมสภาและการประกาศถอดถอนราชวงศ์อย่างเป็นทางการ
ORIANA-END-TARIS-0002 คือบันทึกปิดท้ายราชวงศ์วัล-ทาริสซึ่งถูกเขียนขึ้นในยุคราชวงศ์ใหม่ เนื้อความสั้นและเคร่งขรึมตามแบบพงศาวดารเก่า ไม่มีการประเมินหรือตำหนิราชวงศ์เดิมอย่างเปิดเผย บันทึกคำสอนภายในราชวงศ์ถัดมาคือเอกสารที่รวบรวมข้อห้ามและบทเรียนที่ราชวงศ์ใหม่กำหนดให้ผู้สืบทอดทุกคนต้องเรียนรู้ เอกสารนี้ถูกเก็บรักษาเป็นความลับของราชวงศ์และถูกส่งต่อกันมาจนถึงยุคหลัง
.
.
โฆษณา