5 ต.ค. เวลา 03:11 • ปรัชญา

Imposter Syndrome: ความไม่มั่นใจตามธรรมชาติที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความผิดปกติ

ความรู้สึกว่า “ฉันอาจไม่ได้เก่งอย่างที่คิด” สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุผลมากมาย และหลายเหตุผลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติของการเปรียบเทียบทางสังคม มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าเรากำลังมี “Syndrome” บางอย่าง
ความจริงแล้ว ในงานต้นฉบับของ Pauline Clance และ Suzanne Imes เมื่อปี 1978 นักวิจัยไม่ได้ใช้คำว่า Impostor Syndrome แต่เรียกว่า Impostor Phenomenon หรือ “ปรากฏการณ์ผู้แอบอ้าง”
Clance และ Imes ใช้คำนี้อธิบายประสบการณ์ของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูง ซึ่งแม้จะมีหลักฐานด้านความสามารถและความสำเร็จอยู่ตรงหน้า แต่กลับยังเชื่อว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริง รู้สึกว่าคนอื่นประเมินตนสูงเกินไป และกลัวว่าวันหนึ่งคนอื่นจะค้นพบว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถอย่างที่ทุกคนคิด
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะโดยพื้นฐานแล้ว Impostor Phenomenon ไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้สึกว่า “ฉันไม่มั่นใจ” ความคิดอย่าง “ฉันยังไม่เก่งเรื่องนี้” “ข้อสอบครั้งนี้ยากมาก” “เพื่อนในห้องนี้เก่งกว่าฉันหลายคน” หรือ “ฉันยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ” ไม่ได้ทำให้เราเป็น Impostor โดยอัตโนมัติ ลักษณะที่ใกล้กับ Impostor Phenomenon มากกว่าคือ
แม้บุคคลจะมีหลักฐานของความสำเร็จและความสามารถเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ยังไม่สามารถยอมรับความสำเร็จนั้นว่าเป็นผลจากความสามารถของตนเองได้เต็มที่ แต่กลับอธิบายว่าเป็นเพราะโชค จังหวะ ความช่วยเหลือของคนอื่น หรือแม้แต่คิดว่าตนเองเพียง “หลอก” ให้คนอื่นเชื่อว่าเก่ง และยังมีความกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกเปิดโปงว่าแท้จริงแล้วไม่ได้เก่งอย่างที่คนอื่นคิด ลักษณะเช่นนี้จึงแตกต่างจากความไม่มั่นใจธรรมดาพอสมควร
ยิ่งไปกว่านั้น Impostor Phenomenon ไม่ได้ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวชที่สามารถวินิจฉัยได้ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่พบได้ทั้งในคนทั่วไปและในกลุ่มที่มีปัญหาทางคลินิก งานทบทวนยังชี้ให้เห็นด้วยว่าเครื่องมือและเกณฑ์ที่ใช้วัดปรากฏการณ์นี้มีความหลากหลายอยู่มาก (Mak et al., 2019; Bravata et al., 2020)
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการบางส่วนรวมทั้งผมจึงเลือกใช้คำว่า Impostor Phenomenon มากกว่า “Impostor Syndrome” เพราะไม่ต้องการทำให้ประสบการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของมนุษย์ดูเป็นพยาธิสภาพเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผมรู้สึกไม่สบายใจกับคำว่า Main Character Syndrome เช่นกัน
ยิ่งรู้มากขึ้น บางครั้งเรายิ่งเห็นว่าตัวเองไม่รู้อีกมากแค่ไหน และเมื่อปลาไม่ได้ตัวเล็กลง แต่บ่อใหญ่ขึ้น
มีประสบการณ์หนึ่งที่ผมพบจากการสอนอยู่เสมอ นักเรียนคนหนึ่งอาจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่า “ฉันเก่งคณิตศาสตร์” แต่เมื่อเรียนสูงขึ้น เจอโจทย์ยากขึ้น หรือได้พบคนที่เก่งกว่า ความรู้สึกนั้นอาจเปลี่ยนเป็น “จริง ๆ แล้วมีคนเก่งกว่าฉันอีกเยอะ และยังมีเรื่องที่ฉันไม่รู้อีกมาก”
ผมไม่อยากรีบเรียกความรู้สึกนี้ว่า Impostor Syndrome เพราะบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่นักเรียนสูญเสียความสามารถ แต่คือ เขาเริ่มมองเห็นขนาดของโลกที่กำลังเรียนรู้อยู่ชัดขึ้น ตอนที่เรารู้น้อย สิ่งที่เราไม่รู้ยังมองไม่เห็น แต่เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้น เรากลับเห็นขอบเขตของความรู้ตัวเองชัดขึ้น ตรงนี้อาจเกี่ยวข้องกับแนวคิด Intellectual Humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา ซึ่งไม่ได้หมายถึงการดูถูกตนเอง แต่คือการตระหนักว่า ความรู้และความเข้าใจของเรามีข้อจำกัด และเรายังมีโอกาสผิดได้
ดังนั้น ประโยคว่า “ฉันอาจไม่ได้รู้มากอย่างที่เคยคิด” จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของความผิดปกติ บางครั้งมันอาจหมายถึงว่า เราเริ่มรู้มากพอที่จะมองเห็นสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ แน่นอนว่าไม่ใช่ความไม่มั่นใจทุกชนิดจะเป็น Intellectual Humility เพราะความกลัวความล้มเหลว ความวิตกกังวล หรือการดูถูกตนเองก็ทำให้ความมั่นใจลดลงได้เช่นกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรีบเปลี่ยนจากป้ายหนึ่งไปติดอีกป้ายหนึ่ง แต่คือการถามว่า ความรู้สึกนั้นกำลังเกิดจากอะไร
อีกแนวคิดหนึ่งที่อธิบายประสบการณ์นี้ได้ดีคือ Big-Fish-Little-Pond Effect งานของ Marsh ชี้ว่า นักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันอาจมองความสามารถของตนเองต่างกันได้ตามกลุ่มที่ใช้เปรียบเทียบ คนที่อยู่ท่ามกลางผู้เรียนเก่งจำนวนมากอาจประเมินตัวเองต่ำลง แม้ความสามารถจริงจะไม่ได้ลดลงเลย พูดง่าย ๆ คือ
ปลาไม่ได้ตัวเล็กลง เพียงแต่บ่อที่มันว่ายอยู่ใหญ่ขึ้น
นักเรียนที่เคยเก่งที่สุดในห้องเดิม เมื่อย้ายไปอยู่ในกลุ่มที่เต็มไปด้วยเด็กเก่ง อาจเริ่มคิดว่า “ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นนี่นา” สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ความสามารถ แต่คือ จุดอ้างอิง บางทีเขาเพียงกำลังค้นพบว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” เท่านั้น
และในโลกปัจจุบัน เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะจุดอ้างอิงของเราไม่ได้มีเพียงเพื่อนในห้อง โรงเรียน หรือที่ทำงานอีกต่อไป แต่มี Social Media ตัวแสบ เข้ามาด้วย แนวคิด Upward Social Comparison อธิบายว่าเรามักเปรียบเทียบตนเองกับคนที่ดูเก่งกว่า ประสบความสำเร็จกว่า หรืออยู่ในจุดที่เราอยากไปถึง ซึ่งการเปรียบเทียบแบบนี้อาจสร้างแรงบันดาลใจได้ แต่ Social Media ทำให้มันเกิดขึ้นถี่มากขึ้น
งานของ Vogel และคณะ (2014) พบว่า คนที่ใช้ Facebook มากมีแนวโน้มจะเปรียบเทียบตนเองกับคนที่ดูเหนือกว่าบ่อยขึ้น และสัมพันธ์กับ Self-esteem ที่ลดลง
ลองคิดถึงนักเรียนที่เก่งคณิตศาสตร์คนหนึ่ง เมื่อก่อนเขาอาจเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน 30 คนในห้อง แต่วันนี้เพียงเปิดโทรศัพท์ เขาอาจพบเด็กวัยเดียวกันที่ชนะโอลิมปิก อีกคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก อีกคนเขียนโปรแกรมได้ อีกคนพูดห้าภาษา แล้วโดยไม่รู้ตัว เราอาจนำ จุดเด่นที่สุดของคนหลายคนมารวมกันเป็นมนุษย์สมมติคนหนึ่ง ก่อนจะถามตัวเองว่า “ทำไมฉันไม่เก่งเท่าเด็กอายุเท่ากันคนอื่น”
ทั้งที่คนคนนั้นอาจไม่มีอยู่จริงเลย
เมื่อก่อนเราอาจพบ “ฟ้าที่สูงกว่า” เป็นครั้งคราว แต่วันนี้เราเพียงเลื่อนหน้าจอก็อาจพบฟ้าที่สูงกว่าอีกสิบชั้นภายในไม่กี่นาที ดังนั้น หากวันหนึ่งใครเริ่มถามตัวเองว่า “ที่จริงแล้วฉันเก่งจริงหรือเปล่า”
ผมคิดว่าเรายังไม่ควรรีบเรียกสิ่งนั้นว่า Impostor Syndrome เพราะบางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่ความสามารถของเราเลย แต่เป็นเพียง โลกที่เราใช้เปรียบเทียบตัวเอง ซึ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม
ไม่จำเป็นต้องหยุดเปรียบเทียบตนเอง
จากประสบการณ์ของผม มนุษย์เราไม่มีทางหยุดเปรียบเทียบได้ มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทางสังคมของมนุษย์ และบางครั้งคนที่เก่งกว่าเรา ก็ช่วยให้เราเห็นความเป็นไปได้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีคนเก่งกว่าเรา เพราะไม่ว่าเราจะเดินไปไกลเพียงใด เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าอยู่เสมอ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มใช้คนที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่มองเห็นเป็นมาตรวัดว่า เราควรจะเป็นอย่างไร
สิ่งที่ผมอยากให้ลูกศิษย์ลองถามตัวเองจึงไม่ใช่เพียง “เขาเก่งกว่าฉันหรือเปล่า” แต่ลองถามต่อว่า
“ฉันกำลังเปรียบเทียบเรื่องอะไรกับเขา” “ฉันเห็นชีวิตของเขาทั้งหมด หรือเห็นเพียงส่วนที่ถูกเลือกมาให้เห็น” “การเปรียบเทียบครั้งนี้กำลังสอนอะไรฉัน หรือเพียงทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เพียงพอ” “และหลักฐานจริง ๆ เกี่ยวกับความสามารถของฉันบอกว่าอย่างไร”
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความจริงข้อนั้นให้เป็นโรค และไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองว่า "ต้องเก่งที่สุด" เพื่อรักษาความมั่นใจ
เราสามารถยอมรับได้พร้อมกันว่า “ฉันมีความสามารถบางอย่าง” และ “ยังมีคนที่เก่งกว่าฉันมาก” ซึ่งสองประโยคนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเลยครับ
ความมั่นใจที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงการเชื่อว่าเราเก่งกว่าคนอื่น แต่หมายถึงการมองความสามารถของตนเองอย่างใกล้เคียงความจริงพอที่จะรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ อะไรคือสิ่งที่ยังทำไม่ได้ และสิ่งที่ยังทำไม่ได้ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราทำได้หายไป
ดังนั้น ครั้งหน้าที่เรารู้สึกว่า “ฉันไม่ได้เก่งอย่างที่เคยคิด” ผมอยากให้เรายังไม่ต้องรีบหยิบคำว่า Imposter Syndrome มาติดไว้กับหัวตัวเอง
เพราะบางทีเราอาจเพียงเข้าสู่บ่อที่ใหญ่ขึ้น บางทีเราอาจกำลังมองฟ้าที่สูงขึ้น บางทีเราเพิ่งเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่หรือบางทีเราเพียงได้เห็นโลกกว้างพอที่จะรู้ว่า ยังมีสิ่งที่ตัวเองไม่รู้อีกมากมาย
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นตัวปลอมเลยครับ มันแค่เตือนเราว่า เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ ล้มเหลวได้ และยังเรียนรู้ได้อีกเสมอ
อ้างอิง
Bravata, D. M., Watts, S. A., Keefer, A. L., Madhusudhan, D. K., Taylor, K. T., Clark, D. M., Nelson, R. S., Cokley, K. O., & Hagg, H. K. (2020). Prevalence, predictors, and treatment of impostor syndrome: A systematic review. Journal of General Internal Medicine, 35(4), 1252–1275. https://doi.org/10.1007/s11606-019-05364-1 PubMed
Clance, P. R., & Imes, S. A. (1978). The imposter phenomenon in high achieving women: Dynamics and therapeutic intervention. Psychotherapy: Theory, Research & Practice, 15(3), 241–247. https://doi.org/10.1037/h0086006 DOI
Festinger, L. (1954). A theory of social comparison processes. Human Relations, 7(2), 117–140. https://doi.org/10.1177/001872675400700202 DOI
Leary, M. R., Diebels, K. J., Davisson, E. K., Jongman-Sereno, K. P., Isherwood, J. C., Raimi, K. T., Deffler, S. A., & Hoyle, R. H. (2017). Cognitive and interpersonal features of intellectual humility. Personality and Social Psychology Bulletin, 43(6), 793–813. https://doi.org/10.1177/0146167217697695 Sage Journals
Mak, K. K. L., Kleitman, S., & Abbott, M. J. (2019). Impostor phenomenon measurement scales: A systematic review. Frontiers in Psychology, 10, Article 671. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2019.00671 Frontiers
Marsh, H. W. (1987). The big-fish-little-pond effect on academic self-concept. Journal of Educational Psychology, 79(3), 280–295. https://doi.org/10.1037/0022-0663.79.3.280 PubMed
Vogel, E. A., Rose, J. P., Roberts, L. R., & Eckles, K. (2014). Social comparison, social media, and self-esteem. Psychology of Popular Media Culture, 3(4), 206–222. https://doi.org/10.1037/ppm0000047 DOI
โฆษณา