55 นาทีที่แล้ว • หนังสือ

เคล็ดในการปฏิบัติ

หนังสือ "จากแค่รู้ ถึงแค่รู้" [ต่อ]
ชยธมโม ภิกขุ
สวนธรรมะโพธิญาณ
เราไม่ต้องจดจ้องกับสิ่งใดทั้งสิ้น แค่เราหลับตาแล้วปล่อยให้จิตมันรู้กันเอง โดยเราไม่ต้องพยายามที่จะรู้อะไร เราก็จะสังเกตเห็นว่ามันก็รู้ของมันอยู่อย่างนั้นได้ ผ่อนคลายการรู้นั้น ไม่ต้องพยายามทรงสภาวะเช่นนั้นไว้ ปล่อยให้มันเป็นอิสระของมันที่มันจะรู้อะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ สิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ได้ นั่นเป็นเรื่องของปรากฏการณ์
ปรากฏการณ์ทั้งหลายมันเป็นเพียงมายาทั้งนั้น มันมีเหตุมีปัจจัย มันก็เลยเกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่มีความเป็นเราในมัน และเราก็ไม่ใช่เป็นเจ้าของมัน เราไม่ต้องพยายามที่จะทำอะไรกับมัน ปล่อยให้รู้มันรู้กันเอง อิสระกันเอง อาการรู้ก็คือความตื่นตัวอยู่นั่นล่ะ
ธรรมชาติมันรู้กันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราต้องรู้แล้วมันถึงจะรู้ สาเหตุที่เราไม่รู้ก็เพราะเราหลงรู้ เราเอารู้ไปหลงรู้อย่างอื่น แต่ถ้าเราไม่ใช้รู้ไปรู้อะไรเลย มันก็จะปรากฏชัดต่อหน้าเราเลยว่า มันรู้กันอยู่อย่างนี้ มันเป็นอาการรู้ที่มีอยู่แล้ว ที่ไม่มีใครที่จะต้องคอยรู้ มันเป็นธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ตลอดเวลา
แต่พอเราหลงมายาแห่งความเป็นอัตตาตัวตน มายาแห่งเหตุปัจจัยที่ประกอบขึ้นจนดูเหมือนเป็นปรากฏการณ์จริงๆ ที่มีตัวตน เราก็เลยหลงเข้าไปสนใจ ไปรู้มัน เพราะความอยาก ความไม่เข้าใจของเราเอง แต่ถ้าเรามีสัมมาทิฐิที่ถูกต้องแล้วว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนเป็นเพียงมายา เราจะต้องไปทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง
ลมหายใจจะเข้าออกก็เรื่องของมัน เสียงจะมีหรือไม่มีก็เรื่องของมัน ปล่อยให้เสียงที่ได้ยินขณะนี้เข้าไปสู่จิตเองโดยเราไม่ต้องคิด ไม่ต้องพยายามคิด ไม่ต้องพยายามกระทำสิ่งใด ไม่ต้องหาเหตุหาผล ไม่ต้องใคร่ครวญ ไม่ต้องแม้กระทั่งการพยายามจดจ้องสังเกตหาอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เรียกว่าปล่อยให้มันรู้กันเองตามธรรมชาติอยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้นี่แหละ ไม่ต้องเตือนสติตัวเอง ไม่ต้องกำหนดจดจ้องสิ่งใด ไม่ต้องเอาจิตไปไว้ ณ ที่ใด ปล่อยอิสระ ทิ้งมันไปเลย ทิ้งมันไปเลย
เมื่อเราทิ้งมันทุกอย่าง เราจะรู้ว่ามันจะกลายเป็นความตื่นรู้ขึ้น เราจะสังเกตได้ว่ามันกลับตื่นรู้มากขึ้น แต่ตรงกันข้ามถ้าเราไม่ทิ้งมัน มันกลับหดเข้ามา แคบเข้ามา เราจะสังเกตความแตกต่างนั้นได้ ถ้าเราทิ้งหมด มันจะเปิดกว้างหมด และตื่นตัวขึ้นอย่างเต็มที่
แต่หากเราลองพยายามจะทำอะไรสักอย่างสิ สิ่งเหล่านั้นก็จะหายไป ความอิสระ ความโปร่ง ความตื่นรู้ก็จะหายไป เพราะเราไม่ได้รู้แบบธรรมชาติ เราไม่ได้รู้แบบธรรมชาติที่มันรู้กันเอง เราไม่ได้สังเกตแบบธรรมชาติ ไม่ได้สังเกตด้วยวิธีการที่ถูกต้อง แต่เราใช้อัตตาตัวตนเข้าไป มันจึงเบียดบัง จึงปิดบัง ทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งทั้งหลายตามสภาพความเป็นจริง
ก็แค่เพียงปล่อยวางทุกสิ่ง อิสระท่ามกลางมัน มันจะมีอะไรเกิดขึ้น มันจะคิด มันจะไม่คิด มันจะมีเสียง มันจะไม่มีอะไร แม้กระทั่งมีแสง มีนิมิตเกิดขึ้น ก็ไม่ต้องสนใจ ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัยที่ประกอบกัน กลายเป็นกลุ่มก้อนแห่งเหตุปัจจัยหนึ่ง ซึ่งอย่าได้หลงว่ามันเป็นอัตตาตัวตนจริงๆเลย
ทำจิตให้อิสระจากสิ่งเหล่านั้นเถิด เหมือนเรานั่งอยู่เฉยๆ กลางหน้าผาแล้วมองออกไปในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เมฆจะมีหรือไม่มี ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป นกบินผ่านหรือไม่บินผ่าน ก็จะไม่ใช่ปัญหาของเราอีกต่อไป มันไม่ใช่ตัวตนแท้จริงทั้งนั้น จะเป็นเมฆ จะเป็นนก จะเป็นเครื่องบิน จะเป็นสายรุ้ง มันเป็นปรากฏการณ์แห่งเหตุและปัจจัยที่ถึงพร้อมกัน มันว่างเปล่าจากตัวตน
เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันทั้งสิ้น ไม่ต้องไปตามรู้ดูมัน ไม่ต้องไปกำจัดมัน ไม่ต้องไปสังเกตจดจ้องมัน แค่ตื่นรู้เป็นอิสระอยู่อย่างนั้น นี่ล่ะ เรียกว่าความอิสระ อิสระจากปรากฏการณ์ทั้งปวง อยู่อย่างนั้นๆ อยู่แบบไม่ต้องพยายามอยู่นั่นล่ะ ไม่ต้องพยายามอยู่ ณ ที่ใด แค่ผ่อนคลาย ผ่อนคลายใจให้สบาย ผ่อนคลาย และเป็นอิสระต่อทุกปรากฏการณ์ เพราะเราแจ้งชัดแล้ว เพราะเราเข้าใจแล้ว ว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายมันเป็นมายา มันเป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งเหตุและปัจจัย
มันเหมือนกับเงาพระจันทร์ในน้ำ มันเหมือนกับพยับแดด ซึ่งไม่มีอะไรเลยที่นองอยู่บนถนนจริงๆ แม้กลุ่มเมฆอันใหญ่โตเต็มท้องฟ้า ก็ยังแค่เป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งเหตุและปัจจัย ไม่ต้องไปอะไรกับมันทั้งสิ้น ปล่อยวางและอิสระกับมัน
จงยอมรับกับทุกสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันมีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะมันเป็นเรื่องของเหตุและปัจจัย ไม่มีความเป็นเราในนั้น ไม่มีความเป็นเราที่จะต้องคอยรู้ ไม่มีความเป็นเราที่จะเป็นเจ้าของปรากฏการณ์ ไม่มีความเป็นเราที่เป็นเจ้าของอาการรู้ตามธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่ปรุงแต่งความเป็นเราให้เกิดขึ้น เพียงแต่สงบ เย็น ผ่อนคลายอยู่เช่นนั้นๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องทำอะไรเลย มันเป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งมายา
ไม่ต้องไปสงสัย เอ๊ะ อ๊ะ อะไรทั้งนั้น ความถูก ความผิด ล้วนเป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นเอง ทุกข์ สุข ความพ้นทุกข์ มรรค ทุกอย่างมันเป็นสิ่งปรุงแต่งทั้งนั้น เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ ทุกอย่างเราปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น เมื่อมิต้องทำอะไรและยอมรับในทุกสิ่งว่ามันคือความว่างเปล่า จิตเราจึงสงบเย็น และเราจะเห็นทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง
จงผ่อนคลายอยู่เช่นนั้นเถิด เพราะปรากฏการณ์ทั้งหลาย ล้วนเป็นมายาแห่งจิต มันเสกสรรปรุงแต่งขึ้น หลอกลวงตัวมันเอง จนมันหลงทาง จนมันไปไม่เป็น มันหลงในสิ่งที่มันสร้างขึ้นเอง ซึ่งไม่ได้มีอะไรเลยเพราะมันสร้างอะไรไม่ได้จริง เพราะตัวมันเองก็ไม่มีจริง ตัวมันเองก็เป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งความว่างเปล่าเช่นกัน
เราจึงไม่ต้องไปพยายามที่จะทำอะไรทั้งสิ้น แค่ผ่อนคลายและอิสระอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้รู้มันรู้กันเองตามธรรมชาติของมัน ปล่อยให้ปรากฏการณ์ทั้งหลายมันเกิดดับ มีเป็นตามธรรมชาติของมัน แล้วจิตมันจะเป็นอิสระ เมื่อนั้นปัญญาญาณที่แท้จริงจะบังเกิดขึ้น (หน้า128 - 132)
โฆษณา