•
7 ต.ค. เวลา 14:58 • ประวัติศาสตร์
ญี่ปุ่น

ยุคเซ็นโกคุ — สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งการรวมแผ่นดินญี่ปุ่น

โนบุนากะ ฮิเดโยชิ และอิเอยาซุ
ลองจินตนาการว่า...
แผ่นดินญี่ปุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้รัฐบาลกลาง
กำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
เมืองถูกเผา
ปราสาทถูกโจมตี
ไดเมียวต่างแคว้นทำสงครามกันเอง
และไม่มีใครรู้ว่า...
พรุ่งนี้จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
นี่คือญี่ปุ่นในช่วงที่เรียกว่า
ยุคเซ็นโกคุ — Sengoku Period
หรือ
“ยุคสงครามกลางเมือง”
เป็นช่วงเวลาที่อำนาจของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะอ่อนแอลงอย่างมาก
ขณะที่เหล่าไดเมียวต่างพยายามขยายอำนาจของตนเอง
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนี้...
กลับมีบุคคลสามคนปรากฏตัวขึ้น
สามคนที่มีนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งคือผู้ทำลายระเบียบเก่า
คนหนึ่งคือผู้รวบรวมแผ่นดิน
และอีกคนคือผู้สร้างระบบที่ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สันติภาพยาวนานกว่า 250 ปี
พวกเขาคือ
โอดะ โนบุนากะ
โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
และ
โทกูงาวะ อิเอยาซุ
จุดเริ่มต้น — สงครามโอนิน
เรื่องราวของยุคเซ็นโกคุมักเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี
ค.ศ. 1467
นั่นคือ
สงครามโอนิน — Ōnin War
ต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งเรื่องการสืบทอดตำแหน่งโชกุนในตระกูลอาชิกางะ
แต่ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนัก
เหล่าไดเมียวและขุนศึกต่างเลือกข้าง
ความขัดแย้งจึงลุกลามกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่
ใจกลางของการต่อสู้คือ
กรุงเกียวโต
เมืองหลวงของญี่ปุ่น
การสู้รบดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 10 ปี
และทำให้เกียวโตได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ที่สำคัญกว่านั้น...
สงครามโอนินแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
รัฐบาลโชกุนอาชิกางะไม่สามารถควบคุมเหล่าไดเมียวได้อีกต่อไป
อำนาจส่วนกลางกำลังสลายตัว
Gekokujō — เมื่อผู้น้อยล้มผู้ใหญ่
เมื่ออำนาจส่วนกลางอ่อนแอลง
ดินแดนต่าง ๆ ก็เริ่มแข่งขันกันเอง
เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
Gekokujō — 下剋上
ความหมายโดยประมาณคือ
“ผู้น้อยล้มผู้ใหญ่”
ข้ารับใช้อาจโค่นเจ้านาย
แม่ทัพอาจยึดอำนาจจากไดเมียว
ตระกูลเล็กสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ
และผู้ที่มีความสามารถทางการทหารมากพอ...
ก็สามารถสร้างอำนาจของตัวเองขึ้นมาได้
ญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคที่
อำนาจไม่ได้มาจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
แต่มาจาก
กองทัพ
ที่ดิน
พันธมิตร
เงิน
และความสามารถในการเอาชีวิตรอด
โอดะ โนบุนากะ
ผู้ทำลายระเบียบเก่า
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16
ชายคนหนึ่งกำลังเติบโตขึ้นในแคว้นโอวาริ
ชื่อของเขาคือ
โอดะ โนบุนากะ
ในวัยหนุ่ม เขามีชื่อเสียงว่าเป็นคนแปลก
หุนหัน
และไม่ปฏิบัติตามขนบแบบขุนนางดั้งเดิม
แต่ภายใต้บุคลิกนั้น...
คือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์อย่างมาก
เขาไม่ได้ต้องการเพียงชนะสงคราม
เขาต้องการเปลี่ยนวิธีที่ญี่ปุ่นทำสงครามและปกครองประเทศ
โอเกฮาซามะ — ชัยชนะเหนือกองทัพที่ใหญ่กว่าหลายเท่า
ปี ค.ศ. 1560
กองทัพของ
อิมะกาวะ โยชิโมโตะ
เคลื่อนทัพเข้าสู่โอวาริ
กองทัพของอิมะกาวะมีขนาดใหญ่กว่าโนบุนากะหลายเท่า
โนบุนากะจึงไม่เลือกเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา
เขาใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศและสภาพอากาศ
แล้วนำกำลังเข้าโจมตีค่ายของอิมะกาวะที่
โอเกฮาซามะ
อย่างฉับพลัน
ผลลัพธ์คือ...
อิมะกาวะ โยชิโมโตะเสียชีวิต
กองทัพของเขาแตกกระจาย
และชื่อของโนบุนากะก็กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วญี่ปุ่น
ชายจากแคว้นเล็ก ๆ...
สามารถเอาชนะไดเมียวผู้ทรงอำนาจได้
ปืนคาบศิลา — อาวุธใหม่ที่เปลี่ยนสงคราม
โนบุนากะยังเป็นหนึ่งในผู้นำญี่ปุ่นที่นำอาวุธปืนแบบตะวันตกมาใช้ในระดับที่สำคัญ
ปืนคาบศิลา หรือ Tanegashima
เข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1540 ผ่านชาวโปรตุเกส
และในเวลาต่อมา ญี่ปุ่นก็สามารถผลิตปืนเหล่านี้เองได้เป็นจำนวนมาก
โนบุนากะเห็นศักยภาพของมัน
โดยเฉพาะการใช้ทหารจำนวนมากร่วมกับอาวุธปืน
หนึ่งในสมรภูมิที่โด่งดังที่สุดคือ
นางาชิโนะ — ค.ศ. 1575
กองกำลังของโนบุนากะและโทกูงาวะ อิเอยาซุ เผชิญหน้ากับกองทัพทาเคดะ
ฝ่ายทาเคดะมีชื่อเสียงด้านทหารม้า
แต่ฝ่ายโนบุนากะใช้แนวป้องกันและปืนคาบศิลาจำนวนมาก
มีตำนานเล่าว่าเขาจัดทหารปืนเป็นสามแถวเพื่อผลัดกันยิงอย่างต่อเนื่อง
แต่หลักฐานเกี่ยวกับ “การยิงสามแถวแบบเป็นระบบ” ตามภาพจำสมัยใหม่ยังเป็นที่ถกเถียงกัน
สิ่งที่แน่นอนคือ...
ปืนไฟกำลังเปลี่ยนธรรมชาติของสงครามญี่ปุ่น
และโนบุนากะเป็นหนึ่งในผู้ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โนบุนากะกับการทำลายอำนาจเก่า
โนบุนากะไม่ได้ต่อสู้กับไดเมียวเท่านั้น
เขายังขัดแย้งกับสถาบันศาสนาที่มีอำนาจทางการเมืองและการทหาร
หนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดคือการโจมตี
วัดเอนเรียคุจิ — Enryaku-ji
บนภูเขาฮิเอะ
ในปี 1571
กองทัพของโนบุนากะโจมตีพื้นที่วัดอย่างรุนแรง
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของเขา
หากสถาบันใดสามารถกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจที่คุกคามเขา...
เขาพร้อมที่จะทำลายมัน
การสร้างอำนาจใหม่
โนบุนากะยังส่งเสริมนโยบายทางเศรษฐกิจ
ลดข้อจำกัดทางการค้าในบางพื้นที่
พัฒนาศูนย์กลางการค้า
และพยายามลดอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์เดิม
เขาเริ่มสร้างระบบอำนาจที่รวมศูนย์มากขึ้น
และในช่วงปลายชีวิต...
โนบุนากะควบคุมพื้นที่สำคัญของญี่ปุ่นได้เป็นจำนวนมาก
ดูเหมือนว่า...
การรวมประเทศอาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
แต่แล้ว... ฮนโนจิ
วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1582
เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
ขณะที่โนบุนากะพักอยู่ที่
วัดฮนโนจิ — Honnō-ji
ในเกียวโต
ขุนพลคนหนึ่งของเขา
อาเคจิ มิตสึฮิเดะ
กลับนำกองทัพเข้าล้อม
โนบุนากะถูกโจมตีอย่างกะทันหัน
เขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ
ตามบันทึกและธรรมเนียมที่เล่าต่อกันมา...
โนบุนากะทำ เซ็ปปุกุ — Seppuku
และเสียชีวิตในกองเพลิงของวัด
อายุเพียง 48 ปี
ชายที่เกือบจะรวมญี่ปุ่นได้สำเร็จ...
กลับถูกคนของตัวเองหักหลัง
โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
ชายผู้สร้างตัวเองจากจุดต่ำสุด
แต่เรื่องราวยังไม่จบ
เพราะขณะที่ข่าวการเสียชีวิตของโนบุนากะแพร่กระจาย...
ขุนพลคนหนึ่งกำลังรีบเดินทางกลับมา
ชื่อของเขาคือ
โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
ภูมิหลังของฮิเดโยชิแตกต่างจากโนบุนากะโดยสิ้นเชิง
เขาไม่ได้เกิดมาเป็นขุนนางผู้ยิ่งใหญ่
เขามีพื้นเพต่ำกว่าชนชั้นซามูไรระดับสูง
และตำนานเกี่ยวกับชีวิตช่วงแรกของเขามีหลายส่วนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ...
เขาสามารถไต่เต้าขึ้นมาในกองทัพของโนบุนากะได้อย่างรวดเร็ว
จากผู้ติดตาม...
สู่ขุนพลคนสำคัญ
การแก้แค้นให้โนบุนากะ
เมื่อฮิเดโยชิรู้ข่าวฮนโนจิ
เขากำลังทำสงครามอยู่ทางตะวันตก
แต่เขาตัดสินใจถอนกำลังและรีบนำทัพกลับมา
การเดินทัพอย่างรวดเร็วนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดในชีวิตของเขา
เพียงไม่นาน...
กองทัพของฮิเดโยชิก็เผชิญหน้ากับอาเคจิ มิตสึฮิเดะ
ที่
ยุทธการยามาซากิ
ฮิเดโยชิได้รับชัยชนะ
ส่วนมิตสึฮิเดะหลบหนี
และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน
ผู้ที่สังหารโนบุนากะ...
จึงไม่ได้ครองอำนาจนานพอที่จะสร้างอาณาจักรของตัวเอง
ฮิเดโยชิรวบรวมญี่ปุ่น
หลังจากกำจัดคู่แข่งทางการเมืองแล้ว
ฮิเดโยชิค่อย ๆ สร้างอำนาจขึ้นมา
เขาปราบตระกูลต่าง ๆ
ทั้งในภูมิภาคคันไซ
ชิโกกุ
คิวชู
และในที่สุด...
ในปี 1590
เขาสามารถทำลายอำนาจของตระกูลโฮโจที่ปราสาทโอดาวาระ
ทำให้การต่อต้านครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นสิ้นสุดลง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วอายุคน...
ญี่ปุ่นถูกนำกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจส่วนกลางเดียวกัน
การจัดระเบียบสังคมใหม่
ฮิเดโยชิไม่ได้เพียงพิชิตดินแดน
เขาต้องการควบคุมประเทศที่เพิ่งรวมกัน
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ
Taikō Kenchi
หรือการสำรวจและประเมินที่ดิน
มีการสำรวจพื้นที่เพาะปลูก
ประเมินผลผลิต
และจัดระบบภาษีให้มีมาตรฐานมากขึ้น
อีกนโยบายหนึ่งคือ
Katanagari
หรือ “การล่าดาบ”
รัฐสั่งรวบรวมอาวุธจากประชาชนในหลายพื้นที่
นโยบายนี้มีเป้าหมายหลายประการ
ทั้งการควบคุมอาวุธ
การลดความเสี่ยงของการก่อกบฏ
และการทำให้เส้นแบ่งระหว่างชนชั้นนักรบกับชาวนาชัดเจนขึ้น
ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากสังคมที่สงครามเป็นเรื่องปกติ...
เข้าสู่สังคมที่รัฐต้องการควบคุมความสงบ
แต่ฮิเดโยชิยังไม่หยุด
เมื่อญี่ปุ่นถูกรวมเป็นหนึ่ง
ความทะเยอทะยานของฮิเดโยชิกลับไม่ได้จบลง
เขามองออกไปนอกหมู่เกาะญี่ปุ่น
และในปี 1592
เขาส่งกองทัพบุก
คาบสมุทรเกาหลี
นี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามที่เรียกในญี่ปุ่นว่า
Bunroku–Keichō no Eki
หรือที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์เกาหลีว่า
สงครามอิมจิน
ฮิเดโยชิมีความทะเยอทะยานที่จะใช้เกาหลีเป็นเส้นทางไปสู่จีนภายใต้ราชวงศ์หมิง
ช่วงแรก กองทัพญี่ปุ่นสามารถรุกเข้าสู่เกาหลีได้อย่างรวดเร็ว
แต่เกาหลีตอบโต้
ทั้งกองกำลังภาคพื้นดิน
และกองทัพเรือภายใต้แม่ทัพอย่าง
อี ซุน-ชิน
ขณะเดียวกัน ราชวงศ์หมิงของจีนก็ส่งกองทัพเข้ามาช่วยเกาหลี
สงครามจึงยืดเยื้อ
และสร้างความเสียหายมหาศาล
จนกระทั่ง...
ฮิเดโยชิเสียชีวิตในปี 1598
กองทัพญี่ปุ่นจึงถอนตัวออกจากคาบสมุทรเกาหลี
โทกูงาวะ อิเอยาซุ
คนที่อดทนรอจนถึงวันของตัวเอง
ในขณะที่ฮิเดโยชิกำลังสร้างอำนาจ
มีชายอีกคนหนึ่งกำลังรออยู่
ชื่อของเขาคือ
โทกูงาวะ อิเอยาซุ
ชีวิตในวัยเด็กของอิเอยาซุเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เขาเคยถูกส่งไปเป็นตัวประกันทางการเมือง
และต้องอยู่ภายใต้อำนาจของตระกูลอื่น
แต่ประสบการณ์เหล่านั้นกลับหล่อหลอมคุณสมบัติสำคัญที่สุดของเขา
นั่นคือ
ความอดทน
อิเอยาซุไม่จำเป็นต้องรีบชนะ
เขาสามารถรอ
สร้างกำลัง
สร้างพันธมิตร
และรอจนกว่าคู่แข่งจะอ่อนแอลง
จากพันธมิตรของโนบุนากะสู่ผู้ครองคันโต
อิเอยาซุเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของโนบุนากะ
หลังจากโนบุนากะเสียชีวิต
เขายอมรับอำนาจของฮิเดโยชิ
และในเวลาต่อมา ฮิเดโยชิได้มอบพื้นที่กว้างใหญ่ในภูมิภาคคันโตให้เขา
อิเอยาซุจึงย้ายฐานอำนาจไปยัง
เอโดะ
เมืองที่ในอนาคตจะกลายเป็น
โตเกียว
ในเวลานั้น เอโดะยังไม่ได้เป็นมหานครระดับโลก
แต่ภายใต้การปกครองของตระกูลโทกูงาวะ...
มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
ฮิเดโยชิเสียชีวิต — และญี่ปุ่นกำลังจะแตกอีกครั้ง
ก่อนเสียชีวิต ฮิเดโยชิรู้ว่าลูกชายของเขา
โทโยโทมิ ฮิเดโยริ
ยังเด็กเกินกว่าจะปกครองประเทศด้วยตัวเอง
จึงตั้งคณะผู้สำเร็จราชการหลายคนเพื่อดูแลเขา
หนึ่งในนั้นคือ
โทกูงาวะ อิเอยาซุ
แต่หลังจากฮิเดโยชิเสียชีวิต...
พันธมิตรเริ่มแตกออก
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่อีกครั้ง
เซกิงาฮาระ — การต่อสู้ที่จะตัดสินอนาคตญี่ปุ่น
วันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1600
กองทัพสองฝ่ายเผชิญหน้ากันที่
เซกิงาฮาระ
ฝ่ายหนึ่งคือกองทัพตะวันออกของอิเอยาซุ
อีกฝ่ายคือกองทัพตะวันตก
ซึ่งมี อิชิดะ มิตสึนาริ เป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญ
จำนวนทหารของทั้งสองฝ่ายมีมากมายมหาศาล
และสิ่งที่ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้สำคัญมาก...
คือมันไม่ได้เป็นเพียงการแย่งชิงพื้นที่
แต่มันคือการตัดสินว่า
ใครจะเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นในอนาคต
ในช่วงสำคัญของการรบ
กองกำลังของไดเมียวบางส่วนที่อยู่ฝ่ายตะวันตกไม่ได้เคลื่อนไหวตามที่คาด
ขณะที่ฝ่ายอิเอยาซุสามารถสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และการเมือง
ในที่สุด...
กองทัพตะวันตกก็พ่ายแพ้
อิเอยาซุขึ้นเป็นโชกุน
สามปีหลังเซกิงาฮาระ
ในปี 1603
จักรพรรดิแต่งตั้ง
โทกูงาวะ อิเอยาซุ
เป็น
โชกุน
เขาจัดตั้งรัฐบาลทหารขึ้นที่เอโดะ
หรือที่เรียกว่า
โชกุนโทกูงาวะ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ
ยุคเอโดะ
แต่การชนะเซกิงาฮาระยังไม่เพียงพอ
เพราะตระกูลโทโยโทมิยังคงมีฐานอำนาจอยู่ที่โอซาก้า
ศึกปราสาทโอซาก้า — จุดจบของตระกูลโทโยโทมิ
ระหว่างปี 1614–1615
เกิด
ศึกปิดล้อมปราสาทโอซาก้า
อิเอยาซุเผชิญหน้ากับ
โทโยโทมิ ฮิเดโยริ
ลูกชายของฮิเดโยชิ
หลังการต่อสู้สองระยะ
กองกำลังของโทโยโทมิพ่ายแพ้
และฮิเดโยริเสียชีวิต
อำนาจของตระกูลโทโยโทมิสิ้นสุดลง
คราวนี้...
ไม่มีคู่แข่งสำคัญเหลืออยู่ที่จะท้าทายอำนาจของโทกูงาวะ
ญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคใหม่
ยุคแห่งสันติภาพ
หลังจากสงครามกลางเมืองมาหลายชั่วอายุคน
ญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งเสถียรภาพที่ยาวนาน
รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะสามารถรักษาระเบียบทางการเมืองได้เป็นเวลาประมาณสองศตวรรษครึ่ง
ช่วงเวลานี้คือ
ยุคเอโดะ
สงครามขนาดใหญ่ระหว่างไดเมียวลดลงอย่างมาก
เมืองต่าง ๆ เติบโต
การค้าเฟื่องฟู
วัฒนธรรมพัฒนา
และเอโดะค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลก
แล้วสามคนนี้ต่างกันอย่างไร?
มีคำเปรียบเทียบที่โด่งดังเกี่ยวกับสามรัฐบุรุษแห่งยุคเซ็นโกคุ
มักเล่ากันผ่านเรื่อง
นกที่ไม่ยอมร้อง
โนบุนากะถูกเปรียบว่า
“ถ้ามันไม่ร้อง ก็ฆ่ามันเสีย”
ฮิเดโยชิ
“ถ้ามันไม่ร้อง ก็ทำให้มันร้อง”
และอิเอยาซุ
“ถ้ามันไม่ร้อง ก็รอจนกว่ามันจะร้อง”
แต่คำพูดเหล่านี้เป็นคำเปรียบเปรยที่ถูกเล่าต่อกันมาภายหลัง มากกว่าจะเป็นคำพูดที่เราสามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าแต่ละคนพูดจริง
ถึงอย่างนั้น...
มันก็อธิบายบุคลิกของทั้งสามได้อย่างน่าสนใจ
โนบุนากะ
โนบุนากะคือ
ผู้ทำลายระเบียบเก่า
เขาใช้กำลัง
นวัตกรรม
การค้า
และการรวมศูนย์อำนาจ
เพื่อทำลายโครงสร้างที่ขวางทางเขา
เขาเป็นคนที่เริ่มต้นการรวมญี่ปุ่นในยุคสุดท้ายของเซ็นโกคุอย่างจริงจัง
แต่เขาไม่เคยเห็นความฝันนั้นเสร็จสมบูรณ์
ฮิเดโยชิ
ฮิเดโยชิคือ
ผู้รวบรวมแผ่นดิน
เขาใช้ทั้งสงคราม
การทูต
การเจรจา
และการจัดระเบียบสังคม
เพื่อทำให้ญี่ปุ่นกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจเดียว
แต่ความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจไปยังเกาหลีและจีนกลับกลายเป็นหนึ่งในความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเขา
อิเอยาซุ
และสุดท้าย...
อิเอยาซุคือ
ผู้สร้างระบบที่ยั่งยืน
เขาไม่ได้เป็นคนที่ต้องชนะทุกครั้ง
แต่เขาเป็นคนที่รู้ว่า
เมื่อใดควรรอ
หลังเซกิงาฮาระ
เขาสร้างรัฐบาลที่สามารถควบคุมเหล่าไดเมียว
จัดระเบียบสังคม
และรักษาความมั่นคงได้ยาวนานหลายชั่วอายุคน
ตำนานขนมโมจิ
มีคำเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งที่โด่งดังมาก
เกี่ยวกับการทำโมจิ
มักเล่ากันว่า
«โนบุนากะเป็นคนตำข้าว
ฮิเดโยชิเป็นคนปั้นโมจิ
และอิเอยาซุเป็นคนกินโมจิ»
ความหมายก็คือ
โนบุนากะเริ่มต้นทำลายอุปสรรค
ฮิเดโยชิรวบรวมแผ่นดินให้เป็นรูปเป็นร่าง
และอิเอยาซุเป็นผู้ได้รับผลสำเร็จจากกระบวนการทั้งหมด
อีกครั้ง...
นี่เป็นคำเปรียบเทียบที่เล่าต่อกันมา ไม่ใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าทั้งสามคนทำเช่นนั้นจริง
แต่ถ้ามองในภาพรวม...
มันเป็นคำเปรียบเทียบที่อธิบายประวัติศาสตร์ยุคเซ็นโกคุได้อย่างยอดเยี่ยม
บทส่งท้าย
เรื่องราวของเซ็นโกคุจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสงคราม
มันคือเรื่องของ
อำนาจ
ความทะเยอทะยาน
ความอดทน
และ
จังหวะเวลา
โนบุนากะสอนว่า...
บางครั้งการสร้างโลกใหม่จำเป็นต้องทำลายระบบเก่าเสียก่อน
ฮิเดโยชิแสดงให้เห็นว่า...
คนคนหนึ่งสามารถไต่เต้าจากจุดต่ำสุดขึ้นมาเป็นผู้ปกครองประเทศได้
และอิเอยาซุพิสูจน์ว่า...
ผู้ที่อดทนรออย่างถูกจังหวะ
อาจเป็นคนสุดท้ายที่ยืนอยู่
สามคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงสามขุนศึก
แต่เป็นสามขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่น
โนบุนากะ — เริ่มต้นการรวมแผ่นดิน
ฮิเดโยชิ — ทำให้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียว
อิเอยาซุ — เปลี่ยนชัยชนะให้กลายเป็นสันติภาพ
และเมื่ออิเอยาซุขึ้นเป็นโชกุนในปี 1603...
เสียงดาบที่เคยดังไปทั่วญี่ปุ่น
ก็ค่อย ๆ เงียบลง
หลังจากสงครามกลางเมืองมานานกว่าศตวรรษ...
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ยุคใหม่
ยุคที่เมืองเอโดะจะเติบโตขึ้น
วัฒนธรรมจะผลิบาน
และประเทศจะอยู่ภายใต้ตระกูลโทกูงาวะไปอีกกว่า 250 ปี
แต่เรื่องราวของเซ็นโกคุยังคงทิ้งคำถามสำคัญเอาไว้ว่า...
ถ้าโนบุนากะไม่ถูกทรยศที่ฮนโนจิ...
ถ้าฮิเดโยชิไม่บุกเกาหลี...
หรือถ้าอิเอยาซุพ่ายแพ้ที่เซกิงาฮาระ...
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?
เพราะในยุคเซ็นโกคุ...
อนาคตของประเทศไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนเพียงคนเดียว
แต่มันถูกสร้างขึ้น...
จากการตัดสินใจของคนสามคน
ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสามช่วง
และร่วมกันเปลี่ยนญี่ปุ่น
ไปตลอดกาล

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา