Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PPTVHD36
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
10 ต.ค. เวลา 03:00 • สุขภาพ
“โรคหัด” แพร่เชื้อเร็ว เช็กระยะเริ่มต้น-ผื่นขึ้น ก่อนเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
โรคหัด ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ผื่น” แต่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคิด แม้ในปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกัน แต่โรคหัดยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก
โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายสูงมาก (Highly Contagious) โดยเชื้อจะอาศัยอยู่ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย สามารถติดต่อได้ผ่าน
●
การไอ หรือการจาม
●
การสัมผัสละอองฝอยในอากาศ (Airborne) เชื้อสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง
●
การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง
เช็กอาการ “โรคหัด” ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?
โรคหัด - Magnific/gaudyirina
อาการของโรคหัดมักจะแสดงออกมาหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ
ระยะเริ่มแรก (Prodromal Stage) ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
●
ไข้สูง (อาจสูงถึง 40°C)
●
ไอแห้ง น้ำมูกไหล
●
ตาแดง (Conjunctivitis) และกลัวแสง
●
จุดคอปลิก (Koplik’s Spots) จุดสีขาวอมเทาขนาดเล็กคล้ายเม็ดทรายในกระพุ้งแก้ม ซึ่งเป็นสัญญาณเฉพาะของโรคหัด
ระยะผื่น (Exanthem Stage) หลังจากมีไข้ 3-5 วัน
●
จะเริ่มมีผื่นแดงราบ (Maculopapular rash) บริเวณไรผม หลังหู และใบหน้า ลามลงมาที่ลำตัว แขน และขา เมื่อผื่นขึ้น ไข้มักจะสูงขึ้นเต็มที่
ระยะฟื้นฟู (Recovery Stage) ผื่นจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำและลอกเป็นขุย ไข้จะลดลงภายใน 3-4 วัน หลังผื่นขึ้น
เปรียบเทียบโรคหัด vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร?
โรคหัด (Measles)
●
มีผื่นแดงทั่วตัว เริ่มจากใบหน้า
●
ตาแดงเด่นชัด แพ้แสง
●
จุดสีขาวในปาก (Koplik’s Spots
●
เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางสมอง/ปอด
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
●
มักไม่มีผื่น
●
ปวดเบ้าตา
●
เสี่ยงปอดอักเสบ
โรคหัด ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ผื่น” แต่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคิด แม้ในปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกัน แต่โรคหัดยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อให้คุณเท่าทันโรคนี้ก่อนสายเกินไป
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
●
หูชั้นกลางอักเสบพบบ่อยที่สุดในเด็ก
●
ปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดจากโรคหัด
●
สมองอักเสบ (Encephalitis) พบได้ 1 ใน 1,000 ราย ส่งผลให้เกิดความพิการถาวร
●
ท้องเสียอย่างรุนแรงนำไปสู่สภาวะขาดน้ำ
การรักษาและวิธีดูแลผู้ป่วย
ปัจจุบัน “ยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ” การรักษาจึงเน้นการประคับประคองตามอาการ (Supportive Care)
●
ลดไข้เช็ดตัวและใช้ยาลดไข้ (หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพรินในเด็ก)
●
ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
●
เสริมวิตามินเอ (Vitamin A) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรค
●
แยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด วัคซีน MMR
วิธีป้องกันโรคหัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) โดยกระทรวงสาธารณสุขไทยแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม
●
เข็มที่ 1 : เมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน
●
เข็มที่ 2 : เมื่อเด็กอายุ 1 ปี 6 เดือน (หรือ 2 ปีครึ่ง)
คำแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ หากไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนหรือเคยเป็นโรคหัดมาก่อนหรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจภูมิคุ้มกันหรือฉีดวัคซีนกระตุ้นได้ ทั้งนี้โรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน หากพบว่าบุตรหลานมีไข้สูงร่วมกับตาแดง หรือเริ่มมีผื่นขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
https://www.pptvhd36.com/health/care/8025
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTVHD36 :
https://www.facebook.com/PPTVHD36
YouTube :
www.youtube.com/@PPTVHD36
health
ข่าว
สุขภาพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย