•
11 ต.ค. เวลา 00:45 • สิ่งแวดล้อม

น้ำท่วมหนักขนาดนี้ ทำไมยังต้องห่วงเอลนีโญที่อาจทำให้แล้ง

ปลายเดือนกันยายน 2569 คนกรุงเทพได้เห็นภาพที่หลายคนไม่คิดว่าจะเห็นกันได้บ่อย ๆ ถนนหลายเส้นน้ำท่วมจนรถเล็กผ่านไม่ได้ สินค้าบางรายการบนเชลฟ์โดยเฉพาะของสดในร้านสะดวกซื้อในหลายพื้นที่ร่อยหรอเพราะคนออกมาซื้อน้ำและอาหารตุนไว้ และในช่วงวันที่ 25 ถึง 26 กันยายน กรุงเทพมหานครประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย และในมุมของผม เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นในอนาคต ภาพแบบนี้ก็มีแนวโน้มจะกลับมาให้เห็นบ่อยขึ้น
ภาพนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมืองหลวง รายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 1 ตุลาคม ระบุว่ามีพื้นที่น้ำท่วม 30 จังหวัดรวมกรุงเทพ ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 3.3 ล้านคน ตัวเลขนี้เป็นยอด ณ วันรายงาน และขึ้นลงรายวันตามระดับน้ำ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาก็ออกประกาศเตือนฝนหนักระลอกใหม่ช่วงวันที่ 9 ถึง 13 ตุลาคม ครอบคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพและปริมณฑล
ท่ามกลางข่าวเหล่านี้ มีคำถามหนึ่งที่วนอยู่ทั้งในวงสนทนา ในโซเชียล และในพาดหัวข่าว
"ไหนบอกว่าปีนี้เอลนีโญแรงมาก และเอลนีโญจะทำให้แล้ง แล้วทำไมประเทศไทยถึงจมน้ำ"
ฟังเผิน ๆ เหมือนธรรมชาติกำลังเถียงกับนักวิทยาศาสตร์ แต่ผมคิดว่านี่คือประตูบานที่ดีที่สุดสำหรับทำความรู้จักเอลนีโญรอบนี้ เพราะเมื่อเปิดเข้าไปแล้ว เราจะเจอเรื่องที่สำคัญกว่าคำว่าแล้งหรือท่วม
Future Perfect มองว่า เอลนีโญปี 2569-70 น่าจับตา เพราะมันเกิดบนโลกที่ฐานอุณหภูมิสูงกว่าทุกรอบที่ผ่านมา ฐานที่สูงขึ้นนี้เปิดโอกาสให้มันกลายเป็นเอลนีโญระดับสุดขั้ว ซึ่งไม่ได้แค่แรงขึ้นอีกนิด แต่เปลี่ยนรูปแบบฝนเหนือแปซิฟิก ส่วนน้ำท่วมที่เราเพิ่งเจอ แม้ไม่ได้เกิดจากเอลนีโญ ก็เกิดบนโลกใบเดียวกันนี้
🌊 Two Clocks: เอลนีโญมา ทำไมไทยยังน้ำท่วม
ฟังดูเหมือนย้อนแย้ง แต่คำตอบสั้นที่สุดคือ ไม่ขัดกัน เพราะสองเรื่องนี้เดินอยู่บนนาฬิกาคนละเรือน
น้ำท่วมกรุงเทพรอบที่ผ่านมานี้ เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องภายใต้อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำและลมมรสุม
ความหนักของรอบนี้อยู่ที่มันมาแบบ "ฝนแช่" กลุ่มเมฆตกซ้ำจุดเดิมต่อเนื่องราวสองวันในช่วง 25 ถึง 26 กันยายน บางพื้นที่มีฝนสะสมเกิน 300 มิลลิเมตร สูงเกินกว่าที่ระบบระบายน้ำของเมืองจะรับได้ทัน และเมื่อเจอน้ำทะเลหนุน น้ำก็ยิ่งไหลออกทะเลได้ช้าลง ระบบอากาศแบบนี้มาเร็วไปเร็ว เราวัดอายุของมันเป็นชั่วโมงถึงวัน
ส่วนเอลนีโญเป็นนาฬิกาอีกเรือนหนึ่ง มันคือการเปลี่ยนแปลงร่วมกันระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับบรรยากาศเหนือมัน ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นเดือน และอยู่กับเรานานเป็นฤดูกาลหรือข้ามปี
การเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน จึงคล้ายกับการเอาพายุฝนในบ่ายวันหนึ่งของเดือนเมษายนมาเถียงว่า "แล้วไหนบอกว่าเป็นหน้าร้อน" หน้าร้อนไม่เคยแปลว่าฝนตกไม่ได้เลยสักวัน มันแปลว่าภาพรวมทั้งฤดูร้อนและแล้งกว่าช่วงอื่น
อีกเรื่องที่คนมักเข้าใจคลาดคือ เอลนีโญไม่ได้ทำให้ฝนหยุดตก สิ่งที่มันทำคือ "ย้ายที่ตั้ง" ของเครื่องจักรผลิตฝนขนาดใหญ่ รายงานของ NOAA หรือสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่โลกใช้ติดตามเอลนีโญ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ระบุว่าตั้งแต่มิถุนายนเป็นต้นมา เมฆฝนเหนืออินโดนีเซียน้อยกว่าปกติต่อเนื่อง ขณะที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกกลับมีฝนชุกกว่าปกติ
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน ช่วงนี้เรายังอยู่ในฤดูมรสุม ร่องมรสุมยังพาฝนมาตามปกติ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ว่าเอลนีโญก่อตัวชัดเจนแล้วและจะแรงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมประเมินว่าเอลนีโญรอบนี้จะพีคช่วงพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ความเสี่ยงด้านภัยแล้งของไทยจึงอยู่ที่ฤดูแล้งปี 2570 มากกว่าตอนนี้ ซึ่งต้องติดตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและระดับน้ำในเขื่อนประกอบกัน
ตรงนี้มีจุดย้อนแย้งที่น่าคิด เมืองจมน้ำได้ ในขณะที่น้ำต้นทุนของประเทศยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตา เพราะน้ำท่วมเมืองรอบนี้เป็นเรื่องของ "ท่อ" คือฝนตกเร็วกว่าที่ระบบจะระบายทัน ส่วนน้ำต้นทุนเป็นเรื่องของ "ถัง" คือน้ำที่ไหลลงไปเก็บในเขื่อนเพื่อใช้ตลอดหน้าแล้ง ฝนที่ตกในกรุงเทพไม่ได้ไหลไปเติมเขื่อนใหญ่อย่างภูมิพลหรือสิริกิติ์ เพราะอยู่คนละพื้นที่รับน้ำ และอยู่ใต้เขื่อนลงมา ในบางปีสองเรื่องนี้อาจเป็นน้ำก้อนเดียวกัน แต่น้ำท่วมกรุงเทพรอบนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
รายงานสถานภาพน้ำ ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ระบุว่าเขื่อนภูมิพลมีน้ำราว 69% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ราว 81% สองเขื่อนนี้รวมกันยังรับน้ำได้อีกเกือบ 6 พันล้านลูกบาศก์เมตร กรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ จมน้ำไปก่อนหน้านี้ ทั้งที่สองเขื่อนหลักยังไม่เต็ม และน้ำต้นทุนในเขื่อนทั้งระบบนี่เองที่จะบอกว่าหน้าแล้งปีหน้าเราจะมีน้ำใช้แค่ไหน
🌏 One Rising Baseline: เอลนีโญเกี่ยวกับโลกร้อนอย่างไร
ก่อนจะไปถึงว่ารอบนี้ต่างอย่างไร ขอปูพื้นสั้น ๆ ว่าเอลนีโญคืออะไร
ในปีปกติ ลมค้า หรือเรียกอีกชื่อว่าลมสินค้า ซึ่งเป็นลมประจำที่พัดจากตะวันออกไปตะวันตกตามแนวเส้นศูนย์สูตร จะกวาดน้ำอุ่นที่ผิวมหาสมุทรไปกองไว้ทางฝั่งตะวันตกของแปซิฟิก แถบอินโดนีเซียและออสเตรเลีย เหมือนลมที่พัดผิวน้ำในอ่างจนน้ำอุ่นไปออกันอยู่มุมเดียว ฝั่งนั้นจึงเป็นเขตฝนชุก ส่วนฝั่งตะวันออกแถบเปรูกับเอกวาดอร์มีน้ำเย็นจากใต้ทะเลลึกผุดขึ้นมาแทน อากาศจึงค่อนข้างแห้ง
เมื่อใดที่ลมค้าอ่อนแรงลง น้ำอุ่นที่กองไว้ก็ไหลย้อนกลับไปทางตะวันออก แล้วโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก นั่นคือเอลนีโญ มันไม่ได้สร้างความร้อนขึ้นใหม่ แค่ย้ายความร้อนที่มีอยู่แล้วไปไว้อีกที่หนึ่ง และเมฆฝนก็ย้ายตามไป
ผมเคยเล่าถึงกลไกจากขั้วโลกเหนือไปแล้วในบทความสองตอนเรื่อง Arctic Amplification รอบนี้ขอพามาดูกลไกจากเขตร้อนแปซิฟิกบ้าง สองกลไกนี้ต่างกันตรงที่ ขั้วโลกเหนือที่อุ่นเร็วกว่าส่วนอื่นของโลกเป็นแนวโน้มระยะยาวที่สะสมต่อเนื่อง ส่วนเอลนีโญมาเป็นรอบ ราวทุก 2 ถึง 7 ปี แล้วก็จากไป ความต่างข้อนี้คือกุญแจของเรื่องทั้งหมด
ลองเปรียบเทียบของเราเป็นบ้านหลังหนึ่งริมทะเล ภาวะโลกร้อนคือการที่ระดับน้ำทะเลรอบบ้านค่อย ๆ สูงขึ้นทีละนิดทุกปี อย่างต่อเนื่อง ส่วนเอลนีโญคือคลื่นที่ซัดเข้ามาเป็นครั้งคราว มาแล้วก็ไป
เมื่อระดับน้ำตั้งต้นสูงขึ้น คลื่นขนาดเท่าเดิมซึ่งเคยซัดถึงแค่บันไดหน้าบ้าน ก็ซัดเข้าถึงห้องนั่งเล่นได้ ทั้งที่ตัวคลื่นไม่ได้ใหญ่ขึ้นเลย
ระดับน้ำตั้งต้นในอุปมานี้ คือสิ่งที่ผมจะเรียกต่อจากนี้ว่า "ฐานอุณหภูมิ" ของโลก และฐานนี้สูงขึ้นจริง ข้อมูลของ Copernicus หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในรอบ 12 เดือน ตั้งแต่กันยายน 2568 ถึงสิงหาคม 2569 สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 1.48 องศาเซลเซียส
ฐานที่สูงขึ้นแปลเป็นความเสียหายได้แค่ไหน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ปี 2018 ประเมินความเครียดจากความร้อนที่แนวปะการัง 100 แห่งทั่วเขตร้อนต้องเผชิญ ย้อนหลังถึงปี 1871 พบว่าความเครียดช่วงเอลนีโญปี 2015-16 สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน เกินกว่าเอลนีโญปี 1997-98 ที่ขึ้นชื่อว่าแรง และสูงราวห้าเท่าของเอลนีโญยุคก่อนอุตสาหกรรมเมื่อปี 1877-78
ปรากฏการณ์ชนิดเดียวกัน แต่ความร้อนที่ปะการังต้องรับต่างกันราวห้าเท่า ในมุมของผม ส่วนหนึ่งของความต่างนี้มาจากการที่คลื่นสองลูกนี้ซัดเข้ามาบนฐานอุณหภูมิคนละระดับ
ฐานอุณหภูมิที่สูงขึ้นมีในอากาศด้วย IPCC หรือคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่าทุกหนึ่งองศาเซลเซียสที่อากาศอุ่นขึ้น อากาศจะอุ้มไอน้ำได้มากขึ้นราว 7% ไอน้ำที่มากขึ้นคือวัตถุดิบของฝน เมื่อมีระบบอากาศที่ยกอากาศขึ้นอย่างหย่อมความกดอากาศต่ำ ฝนจึงมีโอกาสหนักกว่าเดิม แม้ปริมาณฝนจริงในแต่ละครั้งจะขึ้นกับระบบอากาศด้วย
สำหรับกรณีน้ำท่วมที่ผ่านมานั้น ภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยที่มีส่วนร่วมอยู่เสมอ เพราะอากาศอุ่นอุ้มไอน้ำได้มากขึ้น ฝนที่ตกจึงมีแนวโน้มหนักกว่าเดิม และส่งผลร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ลักษณะกายภาพของเมือง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำภายในเมืองด้วย เป็นต้น
⚙️ Not Hotter, Switched On: เอลนีโญระดับสุดขั้วต่างกับเอลนีโญปกติอย่างไร
ในบรรดาเอลนีโญทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์แยกกลุ่มหนึ่งออกมาเรียกว่า "เอลนีโญระดับสุดขั้ว" ฟังแล้วเหมือนเป็นเอลนีโญธรรมดาที่บังเอิญแรงกว่าเพื่อน แต่งานของ Wenju Cai นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก CSIRO หน่วยงานวิจัยแห่งชาติของออสเตรเลีย และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ปี 2014 ชี้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น เกณฑ์ที่ใช้แบ่งกลุ่มนี้ไม่ได้ดูว่าน้ำอุ่นขึ้นกี่องศา แต่ดูว่า "ฝนย้ายไปตกที่แปซิฟิกตะวันออกหรือไม่" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปกติแทบไม่มีฝน
ฝนแบบที่ว่านี้มาจากสิ่งที่ผมขอเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า "เครื่องยนต์พาความร้อน" คือการที่อากาศร้อนชื้นเหนือผิวน้ำลอยตัวขึ้นสูงหลายกิโลเมตร จนกลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนองก้อนมหึมา เครื่องยนต์เหล่านี้ทำงานต่อกันเป็นแถบเมฆฝนพาดผ่านเขตร้อนแถวเส้นศูนย์สูตร
เครื่องยนต์ตัวนี้จะติดเครื่องได้ต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง งานวิจัยตั้งแต่ปี 1987 พบว่าเมฆฝนก้อนมหึมาแบบนี้แทบไม่เกิดเหนือน้ำทะเลที่เย็นกว่าราว 27.5 ถึง 28 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณของเงื่อนไขที่เอื้อ ไม่ใช่สวิตช์ตายตัว
ก่อนน้ำจะอุ่นถึงเส้นนี้ น้ำยังระเหยตามปกติ อากาศอุ่นชื้นลอยขึ้นได้ไม่สูง เกิดได้แค่เมฆเตี้ยและฝนเล็กน้อย เครื่องยนต์ไม่ติด
เมื่อน้ำอุ่นเกินเส้นแบ่งนี้ เงื่อนไขติดเครื่องครบ อากาศลอยขึ้นได้สูงหลายกิโลเมตร และถ้ามีลมพัดมาบรรจบช่วยดัน เครื่องยนต์ก็ติด เกิดเมฆฝนฟ้าคะนองก้อนมหึมา นี่คือจุดพลิกของเรื่องทั้งหมด
ตามปกติ น้ำแปซิฟิกตะวันออกเย็นกว่าเส้นนี้ เครื่องยนต์ที่นั่นจึงไม่เคยติด ในเอลนีโญทั่วไป น้ำตรงนั้นอุ่นขึ้นแต่ยังไม่ข้ามเส้น แถบฝนจึงแค่ขยับไปทางตะวันออกบ้าง แต่ในเอลนีโญระดับสุดขั้ว น้ำอุ่นเกินราว 28 องศาเซลเซียสแผ่ไปถึงแปซิฟิกตะวันออก เครื่องยนต์จึงติดในที่ที่ไม่เคยติด แถบฝนย้ายลงไปตั้งอยู่ที่นั่น ส่วนฝั่งตะวันตกซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางฝนกลับแห้งหนัก
ที่สำคัญคือ เครื่องที่ติดแล้วยังเร่งตัวเองต่อ เมฆฝนที่เกิดใหม่ดึงลมตะวันตกเข้ามา ลมค้ายิ่งอ่อนลง น้ำเย็นจากใต้ทะเลผุดขึ้นได้น้อยลง น้ำจึงยิ่งอุ่น เครื่องยิ่งแรง ระบบจึงค้างอยู่ในรูปแบบใหม่ไปทั้งฤดู
แล้วฐานอุณหภูมิที่สูงขึ้นเกี่ยวอะไรด้วย แบบจำลองของ Cai และคณะคาดว่าภาวะเรือนกระจกจะทำให้เอลนีโญระดับสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้นเป็นสองเท่า จากราวทุก 20 ปี เป็นราวทุก 10 ปี เพราะฐานอุณหภูมิไม่ได้สูงขึ้นเท่ากันทุกที่ แปซิฟิกตะวันออกอุ่นขึ้นเร็วกว่าน้ำรอบข้าง จึงข้ามเส้นติดเครื่องได้ง่ายขึ้น สังเกตคำว่า "เทียบกับน้ำรอบข้าง" ไว้ให้ดี เพราะมันจะกลับมาอีกครั้งตอนท้าย
iStock.com/peepo
📈 The 4th Extreme?: เอลนีโญรอบนี้แรงแค่ไหน
นับตั้งแต่ปี 1950 นักวิจัยกลุ่มนี้นับเอลนีโญระดับสุดขั้วได้ 3 ครั้ง คือปี 1982-83 ปี 1997-98 และปี 2015-16 ซึ่งครั้งหลังสุดมีลักษณะต่างจากสองครั้งแรกอยู่บ้าง ตัวเลขนี้ขึ้นกับนิยามและชุดข้อมูลที่ใช้ แต่ภาพรวมคือราวสามครั้งในรอบ 76 ปี
แล้วรอบนี้ล่ะครับ ก่อนจะดูตัวเลข ขอทำความเข้าใจสองเรื่อง
เรื่องแรก เวลาข่าวบอกว่าเอลนีโญอยู่ที่ "บวก 2.5 องศาเซลเซียส" ตัวเลขนี้หมายความว่าน้ำในพื้นที่ที่ใช้วัดอุ่นกว่าค่าปกติของช่วงเวลานั้นกี่องศา นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "ค่าผิดปกติ" จึงเป็นคนละเรื่องกับเส้นติดเครื่องราว 28 องศาเซลเซียสข้างบน ซึ่งเป็นอุณหภูมิจริงของน้ำ
เรื่องที่สอง NOAA ตัดสินความแรงของเอลนีโญจากค่าเฉลี่ยสามเดือนติดกัน ไม่ใช่ค่าวันเดียวหรือเดือนเดียว เหมือนที่เราไม่ตัดสินว่าใครอ้วนขึ้นจากการขึ้นตาชั่งหลังมื้อเย็นมื้อเดียว
ทีนี้ตัวเลข รายงานของ NOAA ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่าเอลนีโญรอบนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับแรงถึงแรงมาก ลากยาวไปจนถึงช่วงมกราคมถึงมีนาคม 2570 และเฉพาะช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2569 มีโอกาส 83% ที่จะแรงที่สุดเท่าที่เคยวัดได้ตั้งแต่ปี 1950 ซึ่ง NOAA กำหนดไว้ว่าค่าเฉลี่ยสามเดือนของดัชนีทางการตัวใหม่ชื่อ RONI ต้องแตะบวก 2.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป (ดัชนีนี้มีเรื่องน่าเล่า ขอเก็บไว้ช่วงท้าย)
บวก 2.5 องศาสำคัญอย่างไร ในตาราง RONI ของ NOAA ย้อนหลังถึงปี 1950 ค่าเฉลี่ยสามเดือนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยวัดได้คือราวบวก 2.4 องศา ในช่วงธันวาคม 1982 ถึงกุมภาพันธ์ 1983 แปลว่าเส้นบวก 2.5 อยู่เหนือสถิติสูงสุดตลอด 76 ปี
ตอนนี้ค่าเฉลี่ยสามเดือนล่าสุด คือกรกฎาคมถึงกันยายน อยู่ที่ราวบวก 1.7 และไต่ขึ้นทุกเดือน ส่วนน้ำผิวทะเลแปซิฟิกตะวันออกที่ติดชายฝั่งอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นบริเวณเล็กที่ผันผวนง่ายกว่า อุ่นกว่าค่าปกติในอดีตราวบวก 3.9 องศา
แล้วทำไมคนไทยยังไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ช่วงที่มีโอกาสทำลายสถิติสูงที่สุดคือตุลาคมถึงธันวาคมนี้ คำตอบคือนาฬิกาสองเรือนอีกครั้ง ช่วงพีคในแปซิฟิกไม่ใช่ช่วงเดียวกับที่ผลมาถึงบ้านเรา ความเสี่ยงด้านแล้งของไทยอยู่ที่ฤดูแล้งปี 2570 ส่วนผลจริงของช่วงตุลาคมถึงธันวาคม เราจะรู้กันต้นเดือนมกราคม 2570 เมื่อข้อมูลครบสามเดือน
ขอย้ำสองเรื่องเพื่อความแม่นยำ เรื่องแรก 83% คือความน่าจะเป็น ไม่ใช่ฟันธงว่าเกิดขึ้นแน่ ๆ ยังมีโอกาสราวหนึ่งในหกที่จะไม่ถึง เรื่องที่สอง เส้นบวก 2.5 องศาของ NOAA วัดความแรงของเอลนีโญ ส่วนเส้นราว 28 องศาบอกว่าเครื่องยนต์จะติดหรือไม่ เป็นไม้บรรทัดคนละอัน การแรงถึงเกณฑ์ของ NOAA จึงยังไม่ใช่การยืนยันว่าเป็นเอลนีโญระดับสุดขั้ว ต้องรอดูรูปแบบฝนหลังจบฤดูก่อน แต่ในมุมของผม ถ้ารอบนี้แรงถึงระดับที่คาดไว้จริง โอกาสที่จะได้เห็นครั้งที่ 4 ก็สูงอยู่
📏 New Ruler: ทำไม NOAA ต้องเปลี่ยนไม้บรรทัด
ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 NOAA เปลี่ยนดัชนีทางการที่ใช้วัดเอลนีโญ จาก ONI ย่อมาจาก Oceanic Niño Index มาเป็น RONI ย่อมาจาก Relative Oceanic Niño Index
ดัชนีเดิมวัดว่าน้ำในพื้นที่วัดเอลนีโญอุ่นกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของตัวเองกี่องศา ปัญหาคือค่าเฉลี่ยในอดีตไล่ตามโลกที่ร้อนขึ้นไม่ทัน ตัวเลขจึงพองขึ้นด้วยความร้อนพื้นหลัง เหมือนการวัดความสูงของคลื่นจากขีดระดับน้ำที่ทาสีไว้บนเสาท่าเรือเมื่อหลายปีก่อน ทั้งที่น้ำทะเลทั้งอ่าวสูงขึ้นแล้ว คลื่นที่เกิดขึ้นจึงดูสูงเกินจริง
ดัชนีใหม่วัดว่าน้ำตรงนั้นอุ่นกว่ามหาสมุทรเขตร้อนรอบข้าง ณ เวลาเดียวกันกี่องศา เหมือนวัดคลื่นจากระดับน้ำทะเลของวันนั้น จึงช่วยลดอิทธิพลของความร้อนพื้นหลัง และเทียบความแรงของเอลนีโญข้ามยุคได้เหมาะขึ้น เกณฑ์ตัวเลขยังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือจุดที่ใช้เทียบ และนี่คือหลักเดียวกับเส้นแบ่งการติดเครื่อง คือสิ่งที่สำคัญคือความอุ่นเมื่อเทียบกับน้ำรอบข้าง
ผลคือเอลนีโญยุคหลังวัดได้ต่ำลง เอลนีโญปี 2015-16 เคยวัดได้สูงสุดราวบวก 2.6 องศาด้วยไม้บรรทัดเดิม พอวัดใหม่เหลือราวบวก 2.3 และเอลนีโญปี 1982-83 กลายเป็นเจ้าของสถิติแทน
แต่ด้วยไม้บรรทัดที่เข้มงวดขึ้นนี้เอง รอบ 2569 ยังมีโอกาสถึง 83% ที่จะทำลายสถิติตลอด 76 ปี แปลว่าตัวคลื่นลูกนี้เองแรงจริง และในโลกจริง มันยังซัดเข้ามาบนฐานอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกชั้นหนึ่ง ส่วนเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนไม้บรรทัดตั้งแต่แรก ก็คือฐานอุณหภูมิสูงขึ้นจริง จนไม้บรรทัดอันเดิมเทียบข้ามยุคได้ไม่เที่ยงอีกต่อไป
ถ้าจะย่อทั้งบทความให้เหลือย่อหน้าเดียว Future Perfect ขอสรุปว่า น้ำท่วมกับเอลนีโญไม่ได้ขัดกัน เพราะเดินอยู่บนนาฬิกาคนละเรือน แต่ทั้งสองเกิดบนโลกที่ฐานอุณหภูมิสูงขึ้นเหมือนกัน และเอลนีโญระดับสุดขั้วไม่ได้แค่แรงกว่า แต่เปลี่ยนโหมด เมื่อน้ำแปซิฟิกตะวันออกอุ่นข้ามเส้นราว 28 องศาเซลเซียสเป็นวงกว้าง เครื่องยนต์พาความร้อนมีโอกาสติดในที่ที่ไม่เคยติด จนแถบฝนย้ายตามไป
🧭 3 ก้าวที่ Future Perfect ขอฝากไว้
The Future Perfect Method มองว่า ทางที่สั้นที่สุดไปสู่อนาคตที่ต้องการ คือการเริ่มจากภาพที่สำเร็จแล้ว แล้วเดินย้อนกลับมาหาก้าวแรก ตามวิถี Will have – Map back – Act now หรือ เห็นภาพฉาย – ไล่ย้อนกลับ – ขยับทำเลย
1. เห็นภาพฉาย ลองวาดภาพเดือนพฤษภาคม 2570 ที่ฤดูแล้งผ่านพ้นไปแล้ว และองค์กรของท่านยังเดินได้ตามปกติ ไม่มีสายการผลิตไหนสะดุดเพราะน้ำ ไม่มีต้นทุนวัตถุดิบก้อนไหนพุ่งจนปรับราคาไม่ทัน ไม่มีทีมงานคนไหนต้องทำงานในอากาศร้อนจนเกินกำลัง หรืออย่างน้อยก็พอจะรับแรงกระแทกได้อยู่
2. ไล่ย้อนกลับ จากภาพนั้นเดินถอยหลังกลับมาหาวันนี้ แล้วถามว่าน้ำแล้งและความร้อนแตะธุรกิจของเราตรงไหนบ้าง ไม่ใช่แค่น้ำที่โรงงานหรือสำนักงานใช้เอง แต่รวมถึงน้ำที่ซัพพลายเออร์ใช้ น้ำที่ซ่อนอยู่ในวัตถุดิบการเกษตร และน้ำที่เป็นต้นทุนของไฟฟ้าที่เราซื้อ บ่อยครั้งที่จุดเปราะที่สุดไม่ได้อยู่ในรั้วบ้านเราเอง แต่อยู่ห่างออกไปหนึ่งหรือสองทอดในห่วงโซ่คุณค่า
3. ขยับทำเลย ก้าวที่เอื้อมถึงวันนี้คือก้าวที่ทำได้ตอนที่ยังมีน้ำ ไม่ใช่ตอนที่ไม่มีแล้ว ตุลาคมกับพฤศจิกายนคือช่วงที่ยังมีเวลาคุยกับซัพพลายเออร์รายสำคัญ ทบทวนเงื่อนไขในสัญญา มาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบ และตั้งคำถามกับสมมติฐานเรื่องราคาที่ใช้ทำงบประมาณปีหน้า
อ่านกลไกจากขั้วโลกเหนือที่เคยเล่าไว้
รู้จักกลไก Arctic Amplification ต้นตอหลักของสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว
แหล่งข้อมูลหลักของบทความนี้
NOAA Climate Prediction Center, ENSO Diagnostic Discussion ฉบับ 8 ตุลาคม 2569 และ ENSO: Recent Evolution, Current Status and Predictions ฉบับ 5 ตุลาคม 2569 https://www.cpc.ncep.noaa.gov/products/analysis_monitoring/enso_advisory/ensodisc.shtml
NOAA Climate Prediction Center, ตารางดัชนี RONI กับ ONI ย้อนหลังถึงปี 1950 https://www.cpc.ncep.noaa.gov/products/analysis_monitoring/enso/roni/
Cai และคณะ (2014) Increasing frequency of extreme El Niño events due to greenhouse warming, Nature Climate Change
Graham และ Barnett (1987) Sea surface temperature, surface wind divergence, and convection over tropical oceans, Science
Santoso และคณะ (2017) The Defining Characteristics of ENSO Extremes and the Strong 2015/2016 El Niño, Reviews of Geophysics
Lough, Anderson และ Hughes (2018) Increasing thermal stress for tropical coral reefs: 1871–2017, Scientific Reports
IPCC รายงานการประเมินฉบับที่ 4 คำถามที่พบบ่อย 3.2
Copernicus Climate Change Service, Surface air temperature for August 2026 https://climate.copernicus.eu/surface-air-temperature-august-2026
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) แถลงการณ์วันที่ 3 กันยายน 2569
ข่าว Thai PBS, ข่าวสด, Hfocus, ฐานเศรษฐกิจ และกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 กันยายน 2569, กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 กันยายน 2569 และกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 29 กันยายน 2569
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
โฆษณา