•
13 ต.ค. เวลา 12:05 • สุขภาพ

จงกล่าวพระปริตรเป็นประจำ ถ้าไม่อยากใช้ร่างกายนี้ร่วมกับสิ่งอื่นโดยไม่รู้ตัว

เรารู้จักบทพระปริตรครั้งแรก ถ้าจำไม่ผิด น่าจะตอนอายุประมาณ 19 20
เพราะตอนนั้นเราได้บังเอิญไปเจอเพจชื่อ "วนิ อินพุทธ" เราก็เลยได้รู้จักกับพระอาจารย์ต้น ธรรมนาวา แล้วก็ได้ยินพระอาจารย์ท่านพูดถึงบทพระปริตร
และการได้ไปค่ายพุทธยุวชนก็ทำให้เราได้เห็นว่าบทสวดมนต์ที่ชื่อว่า "รัตนปริตร" มันมีอานุภาพมากแค่ไหน
ในค่ายพุทธยุวชนจะมีคืนนึงที่มีเซสชั่นที่ให้เด็กค่ายทุกคนไปนั่งต่อแถวกัน โดยทุกคนจะต้องนั่งอยู่ภายในสายสิญจน์ที่ถูกโยงไว้จนเกือบเต็มพื้นที่ห้องโถง
โดยมีพระอาจารย์ต้นและพระอาจารย์รูปอื่นนั่งบนเก้าอี้ตรงพื้นยกสูงต้นห้องโถง แล้วก็มีพี่ ๆ สต๊าฟนั่งอยู่ในสายสิญจน์ล้อมรอบเด็กค่ายอีกที
หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ พระอาจารย์ท่านก็บอกให้เด็กค่ายทุกคนพนมมือแล้วระลึกถึงพระรัตนตรัยไปเรื่อย ๆ ห้ามหยุด
แล้วจากนั้นพระอาจารย์ท่านก็เริ่มกล่าวบทพระปริตรเป็นภาษาบาลี ส่วนพี่ ๆ สต๊าฟก็อ่านบทพระปริตรแปลไทยในหนังสือ เสียงบทรัตนปริตรทั้งภาษาไทยและบาลีดังกระหึ่มไปทั่วห้องโถง
เราเคยอ่านเจอว่า วิทยาศาสตร์บอกว่าตาของมนุษย์เราสามารถรับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้แค่ 0.0035% ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในจักรวาลนี้
พูดอีกอย่างก็คือ ความจริงแล้วในจักรวาลนี้มันมีสสารอยู่อีก 99.99% ที่ไม่สามารถรับรู้ด้วยตาเนื้อได้
ตอนแรกเรารับรู้ข้อมูลนี้แค่ในระดับสมอง คือแค่จำตัวเลขได้ แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจจริง ๆ ว่ามันหมายถึงอะไร
แต่เซสชั่นพระปริตรในคืนนั้นทำให้เราเริ่มเข้าใจและเปิดใจเชื่อ ว่าในโลกใบนี้มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตาเรามองเห็นได้เท่านั้น
ไม่อย่างงั้นเด็กค่ายหลายคนที่นั่งอยู่ในวงสายสิญจน์คงจะไม่เริ่มตัวโยก มือสั่น หรือบางคนก็ถึงขั้นสั่นไปทั้งตัว
พี่ผู้หญิงที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดคงจะไม่เริ่มร้องไห้
พี่ผู้ชายที่นั่งข้าง ๆ พี่ผู้หญิงคงจะไม่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายแล้วนั่งร้องไห้เอากำปั้นทุบพื้น
มันเหมือนกับว่าพวกเขาขาดสติสัมปชัญญะและไม่มีใครเป็นตัวของตัวเองเลยสักคน
แถมตอนที่พระอาจารย์และพี่ ๆ สต๊าฟกล่าวบทปริตรเรายังได้ยินเสียงผู้ชายมาท่องบทระลึกถึงพระรัตนตรัยข้าง ๆ หูเราด้วย
นี่ก็เลยเป็นเหตุการณ์แรกที่ทำให้เราเริ่มเชื่อ ว่าสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นนั้นมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะไม่สามารถเห็นมันได้ด้วยตาเนื้อก็ตาม
ส่วนเหตุการณ์ที่สองที่ทำให้เราเห็นถึงอานุภาพของพระปริตร คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง
ใช่ ร่างกายเราโดนสิ่งแฝงเร้น ได้มาตอนไหนยังไงก็ไม่รู้ แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายเรามันไม่ปกติ
และมันเป็นอาการที่ถ้าไปอธิบายให้หมอฟังหมอน่าจะจับเราเข้าศรีธัญญา เราก็เลยแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นก่อน เพราะเราไม่อยากเข้าศรีธัญญา
ซึ่งก็คือการกล่าวพระปริตรด้วยตัวของเราเอง โดยการกล่าวรัตนปริตรแล้วต่อด้วยอาฏานาฏิยปริตรกี่จบก็ไม่รู้ เยอะจนจำไม่ได้
แล้วก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ มือมันเริ่มสั่น ตัวเริ่มกระตุก อาการเหมือนกับที่พี่ ๆ ในค่ายเป็นเลย แถมยังได้ยินเสียงใครพูดก็ไม่รู้เกือบสิบเสียงแย่งกันพูดอยู่ในหัว
แล้วพอกล่าวจบ ปากมันก็อ้าเหมือนกำลังคายอะไรบางอย่างออกมา เหมือนคนที่ของออกจากร่างกายแบบในหนังเลย
แล้วอาการผิดปกติทางร่างกายที่เคยเกิดขึ้นก็หายไป
เราก็เลยตั้งใจว่าจะกล่าวพระปริตรทุกวัน อย่างน้อยก็รัตนปริตรสักหนึ่งจบ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะมีอมนุษย์หรือภูติ ผี ปีศาจมาแฝงเร้นร่างกายเราตอนไหน
เพราะเรากับพวกเขาก็อาศัยอยู่ร่วมกันนี่แหละ เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นพวกเขาก็เท่านั้นเอง
อีกอย่างร่างกายของมนุษย์มันก็ไม่ต่างอะไรจากต้นไม้
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีตัวตนอยู่ในจักรวาลนี้ที่ตาเนื้อของพวกเราสามารถมองเห็นได้ล้วนถูกสร้างขึ้นจากธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม
แล้วถ้าต้นไม้สามารถเป็นที่อยู่ของเทวดาได้ แล้วทำไมร่างกายของพวกเราจะเป็นที่อยู่ของสิ่งแฝงเร้นไม่ได้
ซึ่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยเข้าใจว่าร่างกายนี้มันคือของเรา และมีแค่เราเท่านั้นที่มีอำนาจในการควบคุมและเป็นเจ้าของมัน
แต่พอใช้ชีวิตมาเรื่อย ๆ หลาย ๆ สถานการณ์ก็ทำให้เราเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่เคยเป็นของเราเลย ร่างกายที่เราคิดว่าเป็นของเรามันไม่ใช่ของเราแบบที่เราถูกบอกสอนมาเลย
เพราะคำว่า "ของ" และคำว่า "ฉัน" คือคำที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ที่รับรู้โลกได้เพียงแค่เศษเสี้ยวของความจริงทั้งหมด
พูดง่าย ๆ คือ คนที่สร้างคำพวกนี้ขึ้นมาให้พวกเราเอามาใช้ต่อ ๆ กัน เขาก็ยังไม่ได้เห็นโลกตามความเป็นจริงขนาดนั้น
ดังนั้น คำที่พวกเราใช้กันอยู่มันเลยทำให้ความเข้าใจที่เรามีต่อสิ่งนั้นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงของมัน
และความแย่คือ ต่อให้เราจะนิยามคำศัพท์หรือสร้างไวยากรณ์ขึ้นใหม่ให้มันสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น คนส่วนใหญ่เขาก็มักจะไม่ใช้กัน เพราะพวกเขาเคยชินกับคำเดิม ๆ ที่ใช้กันมานานไปแล้ว
มุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ ของพวกเราจึงคลาดเคลื่อนไปจากความจริงตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มเรียนภาษาแล้ว
นั่นแหละ พอเราเริ่มเข้าใจว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราและมันก็ไม่ต่างจากขอนไม้ที่สิ่งมีชีวิตอื่นสามารถเข้ามาอยู่อาศัยได้ มันก็เลยทำให้เราอยากกล่าวพระปริตรทุกวัน
อย่างน้อย ถ้ามีอะไรมาแฝงเร้นเราจะได้รู้ตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่บ้านหลังนี้จะพังจนเกินเยียวยา
ถ้าคุณกำลังเจออะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นกับร่างกายลองไปกล่าวพระปริตรดูได้นะคะ
บางทีคุณอาจจะไม่ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลเลยก็ได้ เพราะบทปริตรและจิตที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจะช่วยคุ้มครองรักษาร่างกายนี้เอง
โฆษณา