เมื่อวาน เวลา 03:00 • การตลาด

สรุปอินไซต์จาก 41 ร้านดังในงานวัดไร่ขิงปีนี้ ใช้ 7 กลยุทธ์การตลาดนี้ จนขายดีเหมือนกัน

4-12 ตุลาคมที่ผ่านมา มีอิเวนต์ใหญ่ที่คนให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม นั่นคืองานวัดไร่ขิง ที่ไม่ว่าจะจัดกี่ครั้งกระแสก็ดีตลอด จนพ่อค้าแม่ค้า ต้องประมูลพื้นที่ขายของในงานกันในราคาเป็นแสนเป็นล้านบาทเพื่อให้ได้ขายของ
ด้วยราคาค่าเช่าที่ที่สูงขนาดนี้เชื่อว่า หลาย ๆ คนก็น่าจะอยากรู้ว่า ร้านค้าเหล่านี้เขาใช้การตลาดแบบไหนมาช่วยขายของ ?
MarketThink ก็เลยลองหาอินไซต์ทั้งจากรูปภาพ, คอมเมนต์ จากคนที่ไปงานวัดไร่ขิงปีนี้ตามแฮชแท็ก, กลุ่ม Facebook และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ
เพื่อรวบรวมข้อมูลมาชุดหนึ่งเอามาทำ Data Visualization และได้อินไซต์เด็ด ๆ ของร้านค้าที่ถูกโพสต์ถึง 41 ร้านค้าว่า เขาใช้กลยุทธ์แบบไหน ?
1. เจ้าของแบรนด์เอา “หน้าตัวเอง” มาแปะหน้าร้าน
 
ในงานวัดไร่ขิงครั้งนี้เจ้าของร้านจะชอบเอา “หน้าตัวเอง” มาแปะบนป้ายหน้าร้านด้วย
สาเหตุที่เจ้าของร้านต้องเอาหน้าตัวเองมาแปะที่หน้าร้าน ก็เป็นไปได้ว่าเจ้าของร้านดัง ๆ ในยุคนี้จะชอบเปิดหน้าทำคอนเทนต์ผ่านคลิปสั้น TikTok
ซึ่งหลาย ๆ ร้านก็ใช้วิธีนี้แล้วประสบความสำเร็จ แถมเจ้าของก็กลายเป็นคนดังบน TikTok
การเอาหน้าตัวเองมาแปะบนป้ายร้าน เลยช่วยให้คนที่รู้จักร้านจากคลิปสั้น สังเกตหาร้านง่ายขึ้น และยังช่วยให้ภาพรวมดูแตกต่างจากร้านค้าอื่น ๆ ที่ขายของคล้ายกันได้ด้วย
และที่น่าสนใจคือ ร้านที่เอาหน้าตัวเองมาแปะบนป้ายบางร้านจะชอบแทรก Keyword ว่าเป็น “ร้านดังใน TikTok” มาใช้คู่กันด้วย
2. ขายเป็นเซต ยังใช้ได้ดีในอิเวนต์แบบนี้
ในงานอิเวนต์แนวนี้ร้านค้าหลาย ๆ ร้าน จะมีเวลาขายของที่จำกัด เขาเลยจะพยายามเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อบิลให้สูงไว้ก่อน
ในงานวัดไร่ขิงหลายร้านจะชอบทำโปรโมชัน “ขายเป็นเซต” และอีกกลยุทธ์ที่เจอบ่อยไม่แพ้กันก็คือ “3 ชิ้น 100 บาท”
ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อเยอะขึ้น ทำให้มูลค่าต่อบิลสูงขึ้นไปด้วยนั่นเอง
3. Keyword “สดใหม่” และ “ต้นตำรับ” ยังมีคนใช้อยู่
ร้านส่วนใหญ่จะใช้ Keyword หน้าร้านที่สื่อถึงความสดหรือสะอาด เช่น สดใหม่ทุกวัน ไม่ใส่สารกันบูด
อีกส่วนหนึ่งใช้ Keyword ที่สื่อถึงความเก่าแก่ เช่น ต้นตำรับ, เจ้าแรก, Est 1997 หรือสูตรของคุณแม่
ที่น่าสนใจคือมีร้านใช้ Keyword ว่า “Est 2022” ซึ่งหมายความว่าร้านค้าที่เริ่มกิจการมาแค่ 4 ปีก็ดูเก่าแก่ได้แล้ว..
 
4. คนชอบเมนูฟิวชัน หรือเมนูอาหารต่างชาติ
27% ของ 41 ร้านพบว่า ขายเมนูฟิวชัน เช่น ซูชิทาโก้ หรือ มะม่วงปั่นชีสขูด ไปจนถึงร้านอาหารต่างชาติอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า “ความแปลกใหม่” ยังสามารถดึงดูดคนได้ดีเหมือนเดิม
5. หลายร้านต้องใช้เทคนิคจัดคิว ไม่ให้ลูกค้าเสียประสบการณ์
ร้านค้าบางร้าน จะมีการแยกจุดสั่งกับจุดรับของ และมีการแก้ปัญหาสัญญาณมือถือดับ ด้วยการแยกช่องชำระเงินสดกับสแกนจ่ายออกจากกัน เพื่อให้คิวเดินเร็วขึ้น ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดี
ที่น่าสนใจคือ บางร้านถึงกับเคลมเลยว่า “รอเกิน 10 นาที กินฟรียกบิล” เพื่อให้ลูกค้าที่เห็นคิวยาวแล้วไม่อยากกินตัดสินใจเดินเข้าร้านง่ายขึ้น
6. เรียกความสนใจให้หน้าร้านอยู่เรื่อย ๆ
หลาย ๆ ร้านจะมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ กับคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในงานด้วย เช่น
- บางร้านเจ้าของร้านถือไมค์คอยเอนเทอร์เทนลูกค้า
- บางร้านตั้งถุงขนมยักษ์ไว้หน้าร้านให้คนสังเกต
- บางร้านเปิดให้ลูกค้ามาเล่นกิจกรรมแจกของรางวัลได้
แม้วิธีการของแต่ละร้านค้าจะต่างกัน แต่วิธีแบบนี้จะช่วยให้ร้านดูมีชีวิตชีวา ไม่น่าเบื่อ และมีโอกาสที่คนจะเดินเข้าหาเยอะขึ้น
7. ใช้ถุงแทนป้ายโฆษณา
ร้านค้าหลายร้านมีการลงทุนกับบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะถุงหิ้วที่พิมพ์โลโกแบรนด์ให้ดูอลังการ
สาเหตุก็คือ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเสร็จแล้วจะเดินถือถุงสินค้าต่อไปทั่วงาน ซึ่งมีคนเดินหลักแสนคน แถมยังมีคนถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียกันตลอดเวลา
ถุงที่มีชื่อแบรนด์เลยทำหน้าที่เหมือนป้ายโฆษณาเดินได้ คอยสร้าง Brand Awareness แบบอ้อม ๆ โดยที่ร้านไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลยนั่นเอง
ถึงตรงนี้หลายคนน่าจะเห็นภาพแล้วว่า กลยุทธ์ที่พ่อค้าแม่ค้าในงานวัดไร่ขิงใช้เป็นอย่างไร มีอินไซต์อะไรบ้าง
และสุดท้ายนี้ ต้องหมายเหตุไว้ว่า ข้อมูลชุดนี้เป็นเพียงการเอาข้อมูลที่หาได้ง่าย ๆ ตามแฮชแท็ก, กลุ่ม Facebook และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ มาวิเคราะห์ให้พอเห็นภาพเท่านั้น
ในงานจริง ๆ ยังมีอีกหลายกลยุทธ์ และร้านค้าอีกหลาย ๆ ร้านอาจจะไม่ได้ใช้กลยุทธ์แบบนี้เสมอไป
โฆษณา