15 ต.ค. เวลา 13:29 • การศึกษา

หมาป่ากลายเป็นตัวร้ายในนิทานยุโรปได้อย่างไร?

ในนิทานหนูน้อยหมวกแดงหรือเรื่องหมาป่ากับลูกแพะเจ็ดตัว หมาป่ามักเจ้าเล่ห์ อันตราย และพร้อมกินตัวละครที่อ่อนแอกว่า แต่เหตุใดสัตว์ชนิดนี้จึงได้เป็นผู้ร้ายบ่อยครั้ง? คำตอบเกี่ยวข้องทั้งชีวิตชาวยุโรปในอดีต และวิธีที่มนุษย์ใช้นิทานเล่าความกลัวของตนเอง
เมื่อหมาป่าเป็นเพื่อนบ้านที่น่าหวาดระแวง
ในยุโรปยุคก่อน ป่า หมู่บ้าน และทุ่งเลี้ยงสัตว์บางแห่งอยู่ใกล้กัน หมาป่าจึงอาจล่าแกะหรือปศุสัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ การสูญเสียสัตว์หนึ่งตัวกระทบทั้งรายได้และอาหารของครอบครัว
งานวิจัยในวารสาร Rural History ซึ่งศึกษาบันทึกจากแคว้นลิกูเรียของอิตาลีในศตวรรษที่ 16 พบว่าหมาป่าเป็นทั้งสัตว์ที่มีอยู่จริงในภูมิประเทศ และสัตว์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยความเชื่อทางวัฒนธรรม
งานศึกษาอีกชิ้นเกี่ยวกับดินแดนแถบเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมระหว่าง ค.ศ. 1000–1800 อธิบายว่าเรื่องเล่าที่โยงหมาป่ากับสงครามและความรกร้างไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมสัตว์ตรง ๆ เสมอไป แต่ยังสะท้อนความกลัวของผู้คนต่อโลกนอกชุมชน
จากสัตว์นักล่า สู่สัญลักษณ์ของผู้ใช้อำนาจ
ภาพหมาป่าตัวร้ายมีในนิทานอีสปเรื่อง “หมาป่ากับลูกแกะ” ซึ่งสืบทอดจากโลกโบราณ หมาป่าหาข้อกล่าวหามาเล่นงานลูกแกะ แม้ลูกแกะจะชี้แจงอย่างมีเหตุผล สุดท้ายหมาป่าก็จับมันกิน
นิทานไม่ได้สอนเพียงว่าหมาป่าเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ใช้มันแทนผู้มีอำนาจที่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า หมาป่าจึงกลายเป็นตัวละครที่ใช้พูดถึงความอยุติธรรมได้ด้วย
หนูน้อยหมวกแดงกับหมาป่าที่พูดจาอ่อนหวาน
ในปี ค.ศ. 1697 ชาร์ล แปร์โรลต์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์เรื่องหนูน้อยหมวกแดงในชุดนิทานของเขา หมาป่าหลอกถามเด็กหญิงว่าจะไปไหน ก่อนรีบไปบ้านคุณยายและปลอมตัวรอเธอ
ฉบับของแปร์โรลต์ต่างจากฉบับที่เด็กจำนวนมากคุ้นเคย เพราะหมาป่ากินทั้งคุณยายและเด็กหญิง โดยไม่มีนายพรานมาช่วยชีวิต
น่าสนใจว่าคติสอนใจท้ายเรื่องเปรียบหมาป่ากับคนที่เข้ามาตีสนิท พูดจาสุภาพอ่อนหวาน แต่มีเจตนาร้าย อันตรายจึงไม่ได้มีแต่รูปร่างน่ากลัว หากอาจซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเป็นมิตร
พี่น้องกริมม์กับผู้ร้ายจอมปลอมตัว
ปี ค.ศ. 1812 พี่น้องกริมม์เริ่มเผยแพร่ชุดนิทานของตน เรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” ฉบับที่พวกเขารวบรวมมีนายพรานเข้าช่วยชีวิตเด็กหญิงและคุณยาย
อีกเรื่องหนึ่งคือ “หมาป่ากับลูกแพะเจ็ดตัว” หมาป่าพยายามเปลี่ยนเสียงและทำให้อุ้งเท้าดูต่างไป เพื่อหลอกให้ลูกแพะเปิดประตูบ้าน
เรื่องเล่าเหล่านี้ใช้หมาป่าสื่อคำเตือนว่า อย่าไว้ใจผู้ที่แสร้งเป็นคนคุ้นเคย หรือเชื่อเพียงรูปลักษณ์ภายนอก
แล้วหมาป่าตัวจริงร้ายกาจเช่นนั้นไหม?
หมาป่าอาจสร้างความเสียหายต่อปศุสัตว์ และเคยมีเหตุทำร้ายมนุษย์จริง แต่รายงานของสถาบันวิจัยธรรมชาตินอร์เวย์ (NINA) ซึ่งศึกษาช่วงปี 2002–2020 ระบุว่าการโจมตีมนุษย์ในยุโรปและอเมริกาเหนือพบได้น้อยมาก ความเสี่ยงไม่ใช่ศูนย์ แต่ต่ำอย่างยิ่ง
ชาวยุโรปก็ไม่ได้มองหมาป่าเป็นผู้ร้ายเสมอไป ตำนานกำเนิดกรุงโรมเล่าว่าแม่หมาป่าให้นมและช่วยชีวิตฝาแฝดโรมูลุสกับรีมัส ภาพแม่หมาป่าผู้ปกป้องยังปรากฏในศิลปะโรมัน
นี่แสดงว่าในเรื่องเล่า หมาป่าเป็นได้ทั้งผู้ล่า ผู้หลอกลวง และผู้ช่วยชีวิต ขึ้นกับคุณค่าที่สังคมต้องการถ่ายทอด
บทสรุป
หมาป่าไม่ได้กลายเป็นตัวร้ายเพราะนักเล่านิทานคนใดคนหนึ่งตัดสิน แต่ภาพลักษณ์นี้ค่อย ๆ ก่อตัวจากความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า แล้วถูกใช้แทนความโลภ การหลอกลวง และภัยที่ซ่อนอยู่
ครั้งหน้าเมื่ออ่านเรื่องหนูน้อยหมวกแดง ลองถามตัวเองว่า เรากำลังกลัวหมาป่าในป่า หรือกลัวคนที่ซ่อนเจตนาร้ายไว้หลังคำพูดอ่อนหวานกันแน่?
แหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้
Hearn, Balzaretti & Watkins (2015), The Wolf in the Landscape, Cambridge University Press: https://doi.org/10.1017/S0956793314000193
Govaerts (2022), Wolves and Warfare in the History of the Low Countries, 1000–1800: https://doi.org/10.51769/bmgn-lchr.7038
Project Gutenberg, Charles Perrault, The Fairy Tales of Charles Perrault: https://www.gutenberg.org/ebooks/29021
Project Gutenberg, Brothers Grimm, Grimm's Fairy Stories: https://www.gutenberg.org/ebooks/11027
Norwegian Institute for Nature Research (NINA), Er ulven farlig for mennesker? (2021): https://www.nina.no/aktuelt/alle-artikler-og-nyheter/er-ulven-farlig-for-mennesker
The Metropolitan Museum of Art, Garnet intaglio: Romulus, Remus, and the She-Wolf: https://www.metmuseum.org/art/collection/search/253818
โฆษณา